ถาม- ตอบ

ถาม - ตอบ

  • การทำคีเลชั่นมีข้อจำกัดอะไรบ้าง

    มีข้อจำกัดในผู้ที่มีภาวะไตวาย เนื่องจากร่างกายจะขับสารโลหะหนักผ่านทางไต ไตจึงทำงานเพิ่มขึ้น

  • ถ้าทำคีเลชั่นบ่อยๆ จะมีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

    ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ยกเว้นในผู้ที่มีภาวะไตวายถือเป็นข้อห้ามในการทำ อย่างไรก็ตาม การทำคีเลชั่นควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  • คีเลชั่นสามารถทำได้บ่อยแค่ไหน

    ขึ้นกับสภาพร่างกาย และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละท่าน โดยปกติจะทำประมาณ 10 – 20 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากต้องมีการควบคุมปริมาณยาให้เหมาะสม

  • ก่อนทำคีเลชั่นต้องเตรียมตัวอย่างไร

    พบแพทย์เพื่อรับการตรวจ
    • ระดับการทำงานของไต
    • ตรวจดูภาวะเม็ดเลือด และการปะปนของโลหะหนักในเลือด
    • ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร

  • คีเลชั่นช่วยกำจัดสารพิษได้อย่างไร

    ใช้สารเคมีบางอย่าง เช่น โปรตีนสังเคราะห์ EDTA เข้าไปจับกับอนุภาคของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม หรือโลหะหนักอื่น ๆ ในร่างกายของคนเรา หลังจากนั้นสารนี้จะถูกนำออกจากร่างกายโดยการขับออกมาทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่

  • จะทราบได้อย่างไรว่ามีสารโลหะหนักตกค้างภายในร่างกาย

    โดยการตรวจที่เรียกว่า Live Blood Analysis ซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นในการดูภาวะเม็ดเลือด และการปะปนของโลหะหนักในเลือด โดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว 1 หยด แล้วนำมาส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง แล้วส่งภาพผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

  • คีเลชั่น คืออะไร

    การรักษาและฟื้นฟูหลอดเลือด โดยการใช้กรดอะมิโนชนิดหนึ่งผสมกับวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ หยดเข้าทางหลอดเลือด เพื่อลดการสะสมสารพิษที่เกาะตามผนังหลอดเลือดหรือสารโลหะส่วนเกินที่ตกค้างในน้ำเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นและการไหลเวียนดีขึ้น ส่งผลให้อวัยวะในร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี ช่วยป้องกันโรคความเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

  • ข้อห้ามในการล้างลำไส้

    1. ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลำไส้โดยเปิดลำไส้ให้ขับถ่ายทางหน้าท้อง
    2. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤติที่ยังควบคุมไม่ได้
    3. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจที่ยังควบคุมไม่ได้
    4. เด็กและสตรีมีครรภ์
    5. ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนเพลียมากๆ
    6. ผู้ป่วยช่องท้องอักเสบ (Peritonitis)
    7. ผู้ที่มีแผลในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีโอกาสจะทะลุได้
    8. ผู้ที่มีลำไส้ใหญ่อุดตันแบบ Complete Obstruction
    9. ผู้ที่เป็นไส้เลื่อน / มะเร็งลำไส้
    10. ผู้ที่ผ่าตัดช่องท้อง ไม่เกิน 3 เดือน
    11. ผู้ที่เป็นริดสีดวงอักเสบบวมแดง ถ่ายเป็นเลือดสดๆ

  • หลังล้างลำไส้จะมีอาการอ่อนเพลียหรือไม่

    ไม่มีอาการอ่อนเพลีย หลังทำสามารถกลับไปทำงาน หรือออกกำลังกายได้ตามปกติ

  • การล้างลำไส้จะทำให้สูญเสียเกลือแร่ไปกับการขับถ่ายหรือไม่

    ไม่ เพราะส่วนใหญ่ของเสียต่างๆที่ถูกขับออกมาขณะล้างลำไส้ก็คืออุจจาระที่รวมตัวเป็นก้อนซึ่งร่างกายได้ดูดซึมน้ำและเกลือแร่เอาไว้แล้ว ดังนั้น ปริมาณเกลือแร่ที่สูญเสียออกจากร่างกายจึงเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อย และร่างกายยังสามารถทดแทนได้จากการดูดซึมน้ำเกลือแร่หรือน้ำยาที่สวนเข้าไป

  • ล้างลำไส้มีโอกาสที่ลำไส้จะทะลุหรือไม่

    ไม่ต้องกังวลว่าลำไส้จะทะลุ เนื่องจากในการล้างลำไส้แพทย์จะสอดหลอดสวนทวารเข้าทางทวารหนักลึกแค่ 2 นิ้วเท่านั้น จากนั้นน้ำยาจะถูกปล่อยเข้าลำไส้ตามแรงดึงดูดของโลก ไม่มีแรงดันจากเครื่องหรือกลไกอื่นใด อีกทั้งผู้ถูกสวนยังสามารถเบ่งถ่ายน้ำออกได้ตลอดเวลา แรงดันน้ำจึงไม่เพิ่มมากเกินกว่าที่ลำไส้จะรับไว้ได้

  • หากล้างลำไส้บ่อยๆ จะส่งผลเสียอะไรหรือไม่

    การล้างลำไส้เป็นกระบวนการรักษาตามธรรมชาติ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถทำได้บ่อยครั้งโดยไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด อายุที่เหมาะสมในการทำคือ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้สูงอายุหรือมีปัญหาสุขภาพต้องมีการปรับให้เหมาะสม ซึ่งหากท่านมีปัญหาสุขภาพไม่แน่ใจว่าทำได้หรือไม่ควรปรึกษาแพทย์

  • ล้างลำไส้ทำได้บ่อยแค่ไหน

    ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการรักษา เช่น ถ้ารักษาเพื่อให้อาการโรคเรื้อรังดีขึ้น เพื่อลดไข้ เพื่อลดอาการปวดหลังหรือปวดศีรษะ จะทำหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์จนอาการดีขึ้น แต่ถ้าวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวตามปกติ และเพื่อให้ร่างกายสดชื่นควรจะทำทุก 1 เดือน จนกว่าอาการท้องผูกจะดีขึ้น พร้อมทั้งต้องดูแลเกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน ออกกำลังกาย และเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ดังนั้นการล้างลำไส้จะบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นกับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล และผลการรักษา อย่างไรก็ตาม แพทย์เชื่อว่าการล้างลำไส้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ

  • มีปัญหาท้องผูกเรื้อรังรักษาได้หรือไม่

    สามารถรักษาได้ การล้างลำไส้จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกเรื้อรังให้ค่อยๆ ดีขึ้นได้ โดยร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ที่ท้องผูกด้วย เช่น รับประทานผักผลไม้มากขึ้น, ขับถ่ายให้เป็นเวลา, ดื่มน้ำมากขึ้น, ออกกำลังกาย เป็นต้น

  • ล้างลำไส้ดีต่อสุขภาพอย่างไร

    1. ช่วยทำความสะอาดสำไส้ อุจจาระ แบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป
    2. ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้แข็งแรงและทำงานได้มากขึ้น จึงช่วยผลักดันของเสีย เช่น กากอาหาร และอุจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น และไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
    3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ การล้างลำไส้ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียมาอุดตัน
    4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ปกติอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม
    5. ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 60-70% การล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายโดยรวมจะสามารถดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับละลายและเจือจางเมือกที่สะสมอยู่ในผนังลำไส้ให้ขับออกได้สะดวกขึ้น

  • รักษาด้วยแพทย์แผนจีนเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันได้หรือไม่

    ได้ แต่ในบางโรคหรือบางอาการที่ผู้ป่วยเป็น แพทย์อาจพิจารณาเห็นว่าการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันจะได้ผลดียิ่งขึ้น ก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาควบคู่กันไป

  • ยาสมุนไพรจีนมีสเตียรอยด์หรือไม่ ทานเป็นระยะเวลานานๆ จะมีผลต่อสุขภาพหรือไม่

    ยาสมุนไพรจีนไม่มีสเตียรอยด์ สามารถรับประทานเป็นเวลานานได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่ายกาย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์แผนจีนเท่านั้น

  • การแมะคืออะไร

    คือการจับชีพจร โดยแพทย์จะใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง สัมผัสที่ข้อมือของคนไข้ทั้งสองข้าง ซึ่งข้อมือแต่ละข้างจะสะท้อนถึงความผิดปกติของระบบอวัยวะภายในที่แตกต่างกัน การแมะจะทำให้ทราบว่ามีอวัยวะใดในร่างกายที่ทำงานมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ถ้ามีแสดงว่าร่างกายเกิดภาวะเสียสมดุลขึ้นแล้ว ซึ่งข้อมูลจากการตรวจวินิจฉัยนี้แพทย์จะวิเคราะห์ได้ว่าอาการของผู้ป่วยจัดอยู่ในกลุ่มใด หรือเป็นโรคใด

  • การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างไร

    ระยะเวลาในการรักษาขึ้นกับอาการของโรคว่าเป็นมากหรือน้อยเพียงใด

  • การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน ต้องใช้หลายวิธีหรือไม่

    ในการรักษาแพทย์อาจจะใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้หลายๆ วิธีผสมผสานกันไป ขึ้นอยู่กับอาการและโรคของแต่ละท่าน

  • การแพทย์แผนจีนนอกจากวิธีการฝังเข็มมีวิธีการรักษาอื่นหรือไม่

    • การแมะ
    • ครอบแก้ว
    • การรมยา
    • การทุยหนา
    • กดจุดที่ใบหู
    • กวาซา
    • อบความร้อนด้วยโคม
    • ใช้ยาสมุนไพร
    • ปล่อยเลือด

  • แพทย์แผนจีน สามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง

    การแพทย์แผนจีนสามารถรักษาได้เกือบทุกโรค เพราะการรักษาแบบแพทย์แผนจีนจะมุ่งสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงจนสามารถเยียวยาตนเองได้ ตัวอย่างโรคหรืออาการต่างๆ ที่รักษาได้ด้วยแพทย์แผนจีน อาทิ โรคเกี่ยวกับระบบลำไส้ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อาการปวดศีรษะ ไมเกรน ภูมิแพ้ โรคซึมเศร้า โรคเกี่ยวกับความเครียด คิดมาก วิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคเกี่ยวกับระบบประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดตีบ อ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นต้น

  • เราสามารถใช้น้ำยาลบรอยสักที่มีขายในท้องตลาดลบได้หรือไม่

    ไม่แนะนำให้ทำค่ะ โดยปกติน้ำยาลอกลายไม่อนุญาตให้มีการนำมาใช้ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มาก ซึ่งส่วนใหญ่น้ำยาลอกลายจะเป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแรง กินถึงขั้นหนังแท้ คือลงไปค่อนข้างลึก ทำให้เกิดแผลเป็นถาวรได้ โดยเฉพาะการลบรอยสักในบางตำแหน่งมีโอกาสเป็นแผลเป็นได้ง่าย เช่น บริเวณหน้าอก หัวไหล่ และกลางหลัง ที่มีโอกาสเป็นแผลเป็นนูนได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ทางที่ดีที่สุดควรมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลบรอยสักด้วยวิธีมาตรฐานอย่างการลบด้วยเลเซอร์ดีกว่าค่ะ

  • ถ้าเกิดแผลเป็นจากการลบรอยสัก ควรทำอย่างไร

    ในกรณีไปลบมาแล้วเกิดเป็นแผลเป็นนูน หรือ คีลอยด์ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การฉีดยาเพื่อให้ยุบ, การใช้เลเซอร์รักษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาไม่สามารถทำให้ผิวหนังกลับมาเรียบหรือสีเหมือนปกติดังเดิมได้ 100% ดังนั้น ท่านที่คิดจะไปลบรอยสักด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การใช้น้ำยาลอกลายที่เป็นกรด ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนเพราะมีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนอย่างแผลเป็นนูน หรือ คีลอยด์ ตามมา

  • อันตรายจากการลบรอยสัก มีอะไรบ้าง

    การลบรอยสักจะมีอันตรายหรือไม่ขึ้นกับวิธีที่ใช้ในการลบรอยสัก ในกรณีที่ลบรอยสักโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย โดยแพทย์มักจะเลือกใช้วิธีมาตรฐานอย่างการลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้จะเป็นเลเซอร์สำหรับใช้ลบรอยสักโดยเฉพาะ และแพทย์จะยิงแสงเลเซอร์ในขนาดที่พอเหมาะ, จำนวนครั้งในการทำเหมาะสมที่ทำให้รอยสักจางลงได้โดยไม่เกิดผลแทรกซ้อนตามมา แต่ในกรณีที่ไปลบรอยสักโดยใช้น้ำยาลอกลายที่เป็นกรดเพื่อกัดผิวหนังบริเวณที่สักให้หลุดออกไป เป็นวิธีที่มีอันตรายและไม่แนะนำให้ทำ เพราะน้ำกรดจะมีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างแรง ถ้ารอยสักมีขนาดใหญ่หรือเป็นบริเวณกว้าง ทำไปแล้วไม่ได้รับการดูแลแผลอย่างดีมีโอกาสจะเกิดการติดเชื้อได้ และเมื่อแผลหายแล้วมีโอกาสเป็นแผลเป็นนูน หรือ
    คีลอยด์ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้

  • ถ้ารอยสักมีหลาย ๆ สี สามารถลบได้หรือไม่

    สามารถมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลบรอยสักด้วยเลเซอร์ได้ โดยแพทย์จะตรวจผิวหนังบริเวณรอยสัก ประเมินลักษณะสี เพื่อเลือกชนิดของเลเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการลบรอยสักนั้นๆ เพราะรอยสักแต่ละสีต้องใช้เลเซอร์ต่างชนิดกันในการลบ และแพทย์จะประเมินจำนวนครั้งในการรักษาให้ทราบด้วย การลบรอยสักที่มีหลายๆ สีอาจต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะจางลงจนหมด จึงอย่าใจร้อน การลบรอยสักโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือแผลเป็นตามมา

  • ใช้เวลาการลบนานแค่ไหน รอยสักถึงจะหายไป

    การลบรอยสักจะใช้เวลานานเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณสี ชนิดของสีที่สัก ความลึกของการสัก และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเอง บางคนยิงเลเซอร์เพียงครั้งเดียวก็จางได้ เช่น คนที่สักด้วยสีดำสีเดียว จะลบได้ง่ายที่สุดเพราะสีดำจะดูดซึมแสงเลเซอร์ได้เกือบทุกชนิดและดูดได้มากที่สุด แต่บางคนอาจต้องกลับมาทำซ้ำๆ หลายครั้งจึงจะเห็นผล เช่น รอยสักที่มีสีหลากหลายก็อาจต้องยิงเลเซอร์หลายครั้ง อาจต้องกลับมาทำซ้ำประมาณ 5 – 6 ครั้งกว่าจะจางหมด โดยทำห่างกันทุก 1-2 เดือน ซึ่งจำนวนครั้งในการทำเลเซอร์แพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้ทราบ ส่วนเลเซอร์จะสามารถลบรอยสักออกได้ 100% หรือไม่ ก็ขึ้นกับปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้ารักษาให้ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ รอยสักมักจะจางลงเรื่อยๆ ได้มากถึง 95%

  • รอยสักบนร่างกายสามารถลบได้ด้วยวิธีการใดบ้าง

    การลบรอยสักทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การกรอผิวบางส่วนออก การตัดบริเวณที่สักออก การสักสีเนื้อทับ แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับและนิยมมากที่สุด คือ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ หลักการใช้เลเซอร์ลบรอยสักคือ แสงเลเซอร์จะเข้าไปแตกเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิวหนังให้มีขนาดเล็กลง เมื่อเม็ดสีมีขนาดเล็กลงแล้ว ร่างกายจะมีเซลล์ที่สามารถกินเม็ดสีเหล่านี้และไปกำจัดออกทางระบบต่อมน้ำเหลืองได้ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์เป็นวิธีที่ปลอดภัยโดยแสงเลเซอร์จะไม่ทำลายชั้นผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดแผลเป็น

  • การรักษาแบบ Thermage จะเห็นผลได้นานเท่าไหร่

    ผลการรักษาอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง อายุ สภาพผิว และระดับพลังงานที่ได้รับอย่างเหมาะสมขณะทำการรักษา

  • หลังการรักษา ควรปฏิบัติอย่างไร

    • หลังทำไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปดำเนินกิจวัตรประจำวันตามปกติได้ทันที
    • ให้ดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ รักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้สารหรือสารเคมี และหลีกเลี่ยงการโดนแดดโดยตรง และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • กรณีเป็นคนอ้วน สามารถรักษาด้วย Thermage ได้หรือไม่

    สามารถรักษาได้
    • ช่วยแก้ปัญหาในผู้ที่ลดน้ำหนัก ดูดไขมัน แล้วสัดส่วนยังไม่กระชับเข้าที่ จะช่วยให้รูปร่างสัดส่วนกระชับมากขึ้น
    • ช่วยให้หน้าท้องเรียบเนียนขึ้น ขนาดเอวลดลง

  • การยกกระชับ ด้วย Thermage จะช่วยให้ใบหน้าเรียวขึ้นด้วยหรือไม่

    หากใบหน้ามีความหย่อนคล้อยไม่มากเกินไป การรักษาด้วย Thermage จะช่วยให้ใบหน้าเรียวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

  • ใบหน้าเหี่ยวย่น สามารถยกกระชับ ด้วย Thermage ได้หรือไม่

    สามารถทำได้ ซึ่งการรักษาด้วย Thermage จะช่วยให้ผิวหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดลง สภาพผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยลดปัญหาหนังตาตก, ลดริ้วรอยรอบดวงตา ตลอดจนช่วยให้ผิวเปลือกตาและบริเวณรอบดวงตาเนียนเรียบ และกระชับมากขึ้น

  • การรักษาด้วย Thermage ทำไมจึงมีราคาสูง

    • เนื่องจาก Thermage เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการยกกระชับหน้า หรือดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
    • ช่วยยกกระชับผิวได้ทั่วร่างกาย
    • สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว
    • รักษา “เพียงครั้งเดียว” ก็เห็นผล ซึ่งต่างกับการรักษาด้วยเลเซอร์ที่ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างน้อย 4 ครั้งหรือมากกว่า

  • การรักษาด้วย Cool Sculpting จะเกิดรอยฟกช้ำบริเวณที่ทำหรือไม่

    อาจเกิดรอยแดงช้ำและผิวแข็งตึงได้บ้าง แต่อาการต่างๆ เหล่านี้จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ และไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเกิดแผลหรือแผลเป็นใดๆ

  • หลังการรักษา ควรปฏิบัติอย่างไร

    • ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพื่อลดอาการคันและแห้งตึง
    • ลดการขัดถู ระคายเคืองต่อผิว และงดการทำทรีตเมนต์ในบริเวณที่ทำการรักษา
    • งดประคบร้อนหรือนวดชั่วคราว หากมีอาการชาบริเวณผิวหนังที่ทำการรักษา

  • การรักษาด้วย Cool Sculpting จะทำให้เกิดอาการเจ็บหรือไม่

    ในขณะทำการรักษา ท่านจะรู้สึกตึง รั้ง หรือบีบรัดในช่วงแรก หลังผ่านไป 5-10 นาที อาการจะทุเลาลง และเริ่มรู้สึกเย็นร่วมกับชาบริเวณที่ทำการรักษา หลังเสร็จสิ้นการรักษาผิวหนังบริเวณนั้นจะเย็นและมีรอยแดงช้ำ บางท่านอาจรู้สึกผิวหนังแข็งตึงกว่าปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดร่วมกับอาการชาซึ่งจะพบได้ในช่วง 3 สัปดาห์แรก

  • สลายไขมันไปแล้ว ผิวจะเหลว ย้วยหรือไม่

    หลังทำจะไม่เกิดปัญหาเนื้อเหลวหรือหย่อนคล้อย เนื่องจากในการรักษาแต่ละครั้งเซลล์ไขมันจะลดลงประมาณ 20-25% และหากทำซ้ำในตำแหน่งเดิมที่ยังมีไขมันสะสมสามารถลดเซลล์ไขมันลงได้อีก ซึ่งการลดลงของเซลล์ไขมันจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

  • ผิวโดนความเย็นจัด จะทำให้ผิวเกิดเนื้อตายหรือไม่

    การรักษาด้วย Cool Sculpting ไม่ก่อให้เกิดการตายของเซลล์ผิวหนัง เนื่องจากในการรักษาแพทย์จะวางแผ่นเจลปกป้องผิว และเครื่องมือที่ใช้รักษาจะส่งผ่านความเย็นในระดับที่เหมาะสมผ่านหัวดูดผิว (Vacuum) ไปทำลายเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังโดยตรง หลังการรักษาพบว่าเซลล์ไขมันมากถึง 20-25% จะถูกทำลาย และเซลล์ไขมันที่ตายแล้วเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกผ่านกระบวนการตามธรรมชาติ

  • กรณีมีไขมันพอกมาก สามารถลดได้หรือไม่

    ในกรณีที่ท่านมีไขมันพอกมาก แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจดูก่อน หากไขมันมีมากเกินไปทำแล้วอาจจะไม่ได้ผล อาจจะต้องใช้วิธีอื่นแทน เช่น การดูดไขมัน หรือการผ่าตัด

  • การรักษามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

    มีความปลอดภัย เนื่องจากเครื่องที่ใช้ในการรักษาได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) ทั้งของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

  • ระหว่างทำ และหลังทำจะมีความรู้สึกอย่างไร

    • ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่นๆ และสบายเหมือนการนวด
    • หลังทำผิวจะแดงระเรื่อสักระยะหนึ่ง แต่จะหายไปได้เอง
    • ท่านสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

  • ต้องรับการรักษากี่ครั้ง จึงจะเห็นผล

    การรักษาจะเริ่มเห็นผลหลังทำไปแล้วประมาณ 4-5 ครั้ง ขึ้นกับรูปร่างเดิมของแต่ละท่าน แต่ถ้าต้องการเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นต้องทำอย่างน้อย 10 ครั้ง

  • การฉีด Filler มีผลข้างเคียงหรือไม่

    โดยทั่วไป หลังการฉีดอาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดได้ แต่อาการมักหายไปภายใน 2-3 วันโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ส่วนข้อพึงระวังคือในกรณีฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้ผ่าน อย. อาจเป็นอันตราย เช่น มีการติดเชื้อ ดังนั้นจึงควรเลือกฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • ฉีด Filler แล้วมีรอยนูน มีวิธีการรักษาหรือไม่

    ควรเข้ามาพบแพทย์ เพื่อตรวจดูว่ามีการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินไปหรือไม่ หรือเกิดจากสาเหตุอื่น แพทย์จะได้แนะนำหรือทำการแก้ไขได้ตรงจุด

  • การฉีด Filler มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

    ข้อดี
    • เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ฉีดเสร็จกลับบ้านได้เลย
    • ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะมีความปลอดภัย ไม่มีปัญหาตกค้างในร่างกาย สามารถสลายไปตามธรรมชาติ และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้
    • ช่วยลดริ้วรอยและรอยย่นตามผิวหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นหางตา รอยย่นบริเวณหน้าผาก
    • เติมริมฝีปากให้อวบอิ่ม เติมแก้มให้เต็ม
    • ฉีดเติมแผลเป็นชนิดบุ๋มให้ตื้นขึ้น
    ข้อเสีย หากใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับการรับรองจาก อย. อาจทำให้ติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงในบริเวณที่ฉีดได้ ดังนั้นหากต้องการฉีดฟิลเลอร์ควรเลือกสถานพยาบาลและแพทย์ที่ได้มาตรฐาน

  • ต้องฉีด Filler กี่ครั้งจึงจะเห็นผล

    โดยทั่วไป การฉีด Filler จะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน บางคนอาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ขึ้นกับอายุ การดูแลผิว และการดำเนินชีวิตของแต่ละท่าน

  • หลังการรักษาด้วย Oxy Bright สามารถแต่งหน้าได้หรือไม่

    หลังการรักษาสามารถแต่งหน้าได้ทันที แต่ในผู้มารับบริการบางท่านอาจมีผิวหน้าเป็นสีชมพูระเรื่อ แต่อาการจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

  • หลังการรักษา ควรปฏิบัติอย่างไร

    ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและใช้ครีมกันแดดทุกวัน และควรหยุดผลิตภัณฑ์ที่ผสมกรดผลไม้, กรดวิตามินเอ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคืองบางชนิด เช่น ยาทาสิวบางชนิด 1 วันก่อนและหลังทำการรักษา

  • การรักษาด้วย Oxy Bright สามารถรักษาซ้ำหลายครั้งได้หรือไม่

    สามารถรักษาซ้ำได้ โดยเว้นระยะห่างในการทำแต่ละครั้งประมาณ 1-2 สัปดาห์

  • ขณะอยู่ในช่วงกำจัดขนด้วยคลื่นวิทยุ จะสามารถทำเลเซอร์รักแร้ขาวไปพร้อมกันได้หรือไม่

    หากยังอยู่ในช่วงกำจัดขนด้วยคลื่นวิทยุยังไม่ควรทำเลเซอร์รักแร้ขาว ควรรออย่างน้อย 2 สัปดาห์ จะได้ไม่เกิดผลเสียหรือผลแทรกซ้อนตามมา

  • การรักษาด้วย Oxy Bright ต้องมีอายุกี่ปีขึ้นไป

    ควรมีอายุ 20 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ หรือมีริ้วรอย และไม่มีปัญหาผิวหนังบริเวณที่จะทำ เช่น เป็นแผล สิวอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน โรคเริม มีความผิดปกติของหลอดเลือด เป็นต้น

  • อยากหน้าใส สามารถรักษาด้วย Oxy Bright ได้หรือไม่

    เนื่องจาก Oxy Bright เป็นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ช่วยเติมสารอาหารและออกซิเจนเข้าสู่ผิว จึงช่วยรักษาให้ผิวหน้าขาว กระจ่างใส ขึ้นได้

  • มีริ้วรอยมาก สามารถรักษาได้ผลดีหรือไม่

    การรักษาด้วย Oxy Bright จะช่วยลดริ้วรอยได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องทำการรักษาหลายครั้งตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งผลการรักษาจะดีขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมของท่าน

  • ผิวหน้าร่วงโรย สามารถรักษาด้วย Oxy Bright ได้หรือไม่

    สามารถรักษาได้ เนื่องจาก Oxy Bright เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณของท่านให้ดูกระจ่างใส กระชับ เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

  • หลังการรักษาด้วย Hydro Bright สามารถแต่งหน้าได้หรือไม่

    การรักษาด้วย Hydro Bright จะอ่อนโยนต่อผิว ไม่เจ็บ ไม่เกิดแผลหรือระคายเคือง หลังทำไม่ต้องพักฟื้น ดังนั้นหลังการรักษาสามารถแต่งหน้าได้ทันที

  • หลังการรักษาด้วย Hydro Bright ควรปฏิบัติอย่างไร

    • ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดที่แรงจัดประมาณ 1 สัปดาห์แรกหลังการรักษา
    • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
    • ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวและช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

  • การรักษาด้วย Hydro Bright บ่อยๆ ผิวจะบอบบาง แพ้ง่ายหรือไม่

    เนื่องจากการรักษาด้วย Hydro Bright เหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิวบอบบางและแพ้ง่าย ดังนั้นการรักษาจึงไม่ส่งผลให้ผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายขึ้น

  • การรักษาด้วย Hydro Bright สามารถทำได้กี่ครั้ง

    สามารถทำได้จนกระทั่งผิวหน้าดีขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ซึ่งจะพิจารณาจากสภาพปัญหาผิว โดยเว้นระยะห่างในการทำประมาณ 2 สัปดาห์/ครั้ง

  • หลังการรักษาด้วย Hydro Bright จะมีปัญหาหน้าลอกหรือไม่

    ภายหลังการรักษาช่วงแรกอาจมีจุดแดงเกิดขึ้นเล็กน้อยในบางจุด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอยู่ประมาณ 30 นาที ก็จะค่อยๆ ลดลงและหายไปเอง

  • การรักษาด้วย Hydro Bright ดีกว่าการรักษาอื่นอย่างไร

    การรักษาด้วย Hydro Bright เหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิวบอบบางและแพ้ง่าย การรักษามีความปลอดภัย ไม่เจ็บ ผิวไม่ระคายเคือง หลังทำไม่ต้องพักฟื้น

  • Hydro Bright คือนวัตกรรมใหม่ในการผลัดผิวหรือไม่

    Hydro Bright เป็นนวัตกรรมใหม่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพที่มีประสิทธิภาพและอ่อนโยนต่อผิว ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  • เหงื่อที่มือ และเท้าออกเยอะ สามารถรักษาได้หรือไม่

    สามารถรักษาได้ โดยปกติ Ultra Dry ช่วยลดเหงื่อที่ออกมากผิดปกติได้ทั้งที่รักแร้, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า

  • การรักษากลิ่นตัวจะหายถาวรหรือไม่ มีโอกาสกลับมามีกลิ่นตัวอีกหรือไม่

    การรักษาไม่สามารถทำให้กลิ่นตัวหายถาวร แต่ช่วยให้กลิ่นตัวลดลงได้ และท่านสามารถป้องกันการเกิดกลิ่นตัวด้วยการดูแลสุขอนามัยของร่างกาย ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และเลี่ยงรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว เช่น กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ แอลกอฮอล์ เป็นต้น

  • กรณีไม่ได้มีเหงื่อออกมากผิดปกติ สามารถรักษาได้หรือไม่ มีผลเสียหรือไม่

    สามารถรับการรักษาได้อย่างปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ โดยความร้อนจากคลื่นวิทยุจะไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบแต่จะส่งผลต่อต่อมเหงื่อโดยตรง

  • บริเวณที่ทำการรักษา เช่น รักแร้ ไม่มีเหงื่อออกจะเป็นอันตรายหรือไม่

    ไม่เป็นอันตราย แต่การที่ไม่มีเหงื่อออกอาจทำให้รักแร้แห้งเกินไปจนเกิดการเสียดสีกันได้ง่าย สามารถแก้ไขได้โดยการทาแป้งหรือครีมเพื่อลดการเสียดสี

  • การลดเหงื่อด้วย Ultra Dry จะหายถาวรเลยหรือไม่

    ให้ผลการรักษาอย่างถาวร โดยจะเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา โดยเหงื่อจะค่อยๆ ลดลง และถ้าจะให้ถาวรต้องทำการรักษาประมาณ 4 ครั้ง

  • การลดเหงื่อด้วย Ultra Dry กับ Botox แตกต่างกันอย่างไร

    • Ultra Dry เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดเหงื่อโดยใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุไปทำลายเซลล์ต่อมเหงื่อ ไม่มีแผล ไม่เจ็บ และให้ผลการรักษาอย่างถาวร แต่ต้องรับการรักษาซ้ำประมาณ 4 ครั้ง ทุก 1-2 สัปดาห์ โดยทั่วไปการรักษาจะเห็นผลดีต้องรับการรักษาซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง
    • Botox เป็นโปรตีนสกัดที่ใช้ฉีดบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก ตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการสั่งงานของเส้นประสาทที่ไปยังต่อมเหงื่อที่ผิวหนังทำให้มีเหงื่อออกน้อยกว่าปกติ ฉีดเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล แต่ผลไม่ถาวรอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน

  • ขั้นตอนและวิธีการรักษาเป็นอย่างไร

    แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กต่อกับท่อปล่อยแก๊ส CO2 ผ่านเข้าไปในชั้นไขมันโดยไม่ต้องทายาชา แล้วปล่อยแก๊สเข้าไป ขณะทำจะรู้สึกเพียงตึงๆในบริเวณที่ฉีด ใช้เวลาทำประมาณ 10-20 นาที ซึ่งแก๊ส CO2 ที่ฉีดเป็นแก๊สชนิดเดียวกับที่ร่างกายผลิตออกมาแล้วขับออกทางการหายใจ ซึ่งจะค่อยๆ สลายไปได้เอง

  • หลังการรักษาด้วย Carboxy Therapy ควรปฏิบัติอย่างไร

    • งดน้ำเย็นประมาณ 4 ชั่วโมง
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลังการรักษาอาจมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ง่วงนอน
    • งดทานยาแก้หวัด หรือยาลดน้ำมูก เพราะจะส่งผลให้น้ำในร่างกายลดลง

  • การรักษาด้วย Carboxy Therapy ต้องรักษากี่ครั้ง จึงจะเห็นผล

    รักษาประมาณ 5-10 ครั้ง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ไขมันจะลดลง 30% เซลลูไลท์ลดลง ผิวหนังดูกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ระหว่างทำการรักษามีอาการเจ็บหรือไม่

    แพทย์จะใช้เข็มเล็ก ๆ ต่อกับท่อปล่อยแก๊ส CO2 ผ่านเข้าไปในตำแหน่งที่รักษา ท่านจะรู้สึกเพียงตึงๆ อุ่นๆ เล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ประมาณ 20 นาที เนื่องจากมีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมายังบริเวณดังกล่าว

  • ก่อนการรักษาด้วย Carboxy Therapy ต้องเตรียมตัวอย่างไร

    • พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลังการรักษาจะมีอาการง่วงนอน หรือหายใจลึกขึ้น
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • งดทานยาแก้หวัด หรือยาลดน้ำมูก เพราะจะส่งผลให้น้ำในร่างกายลดลง

  • การรักษาด้วย Carboxy Therapy ผลการรักษาถาวรหรือไม่

    หลังรักษาด้วย Carboxy Therapy ถ้าต้องการให้ผลการรักษายาวนานถาวร จะต้องควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • การรักษาด้วย Carboxy Therapy มีผลข้างเคียงหรือไม่

    หลังการรักษาอาจมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ง่วงนอน ตึงบริเวณที่ฉีด หรืออาจพบรอยช้ำจากเข็ม เกิดจ้ำเลือดเป็นรอยเขียวช้ำบริเวณที่ฉีดได้

  • ผิวใต้ท้องแขนหย่อนคล้อย สามารถรับการรักษาได้หรือไม่

    สามารถเข้ารับการรักษาได้ เนื่องจาก Accent Ultra เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยสลายไขมันเฉพาะจุด และยังช่วยกระชับผิวบริเวณใต้ท้องแขนให้สวยเต่งตึงขึ้นได้

  • ถ้าต้องรักษาเป็นคอร์ส และเว้นช่วงการรักษาไม่ต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการรักษาหรือไม่

    หากทิ้งระยะเวลาการรักษาเกินกว่าที่แพทย์กำหนด การรักษาก็จะไม่เห็นผลเท่าที่ควร จึงควรรักษาจนครบคอร์สโดยเว้นช่วงการรักษาแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์

  • หลังการรักษาด้วย Accent Ultra ผลที่ได้จะเห็นชัดเจนในครั้งแรกหรือไม่

    การรักษาครั้งแรกอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจน จะเห็นผลชัดเจนหลังจากการรักษาแล้ว ประมาณ 4-6 ครั้ง ยกเว้นในท่านที่มีส่วนเกินค่อนข้างมาก อาจจำเป็นต้องใช้จำนวนครั้งในการรักษามากกว่านั้น

  • หลังการรักษาด้วย Accent Ultra มีรอยฟกช้ำหรืออักเสบหรือไม่

    ไม่มีรอยฟกช้ำหรืออักเสบ เนื่องจากพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์จะจำเพาะเจาะจงให้เซลล์ไขมันแตกสลาย โดยไม่ทำลายเส้นเลือดและเส้นประสาทในบริเวณที่ทำการรักษา สัดส่วนจึงลดลงโดยไม่เกิดรอยช้ำ หรือจ้ำเลือด

  • ระหว่างทำการรักษามีอาการเจ็บหรือไม่

    ไม่มีอาการเจ็บ แต่ขณะรักษาจะรู้สึกอุ่นๆ ในบริเวณที่ทำ

  • การรักษาด้วย Accent Ultra มีผลข้างเคียงหรือไม่

    ผิวอาจจะแดงหรือชมพูระเรื่อ และรู้สึกอุ่น ๆ ในบริเวณที่ทำการรักษา แต่จะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง

  • ใช้ระยะเวลาในการรักษานานเพียงใด

    ควรทำติดต่อกันประมาณ 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งการรักษาจะทำมากน้อยเพียงใดนั้น แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาโดยดูจากอายุ สภาพของผิว และปัญหาผิวหนังที่เป็น

  • การรักษาด้วย LED Light มีผลข้างเคียงหรือไม่

    ไม่มีผลข้างเคียง และสามารถรักษาได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย

  • อายุเท่าไหร่จึงรับการรักษาด้วย LED Light ได้

    ไม่จำกัดอายุในการรักษา โดยแพทย์จะพิจารณาจากปัญหาผิวที่เป็น อาทิ รอยแดง รอยดำ สิวอักเสบ ว่าเป็นมากน้อยเพียงใด และจำเป็นจะต้องให้การรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่

  • นอกจากการรักษาด้วย LED Light มีวิธีการรักษาอื่นหรือไม่

    แพทย์อาจแนะนำการรักษาอื่นที่ได้ผลดี อาทิ
    • เลเซอร์คิวเรย์ ช่วยรักษาหลุมสิว
    • ผลัดผิวด้วย MD รักษารอยดำ ริ้วรอย หลุมสิว
    • E-Matrix ช่วยกระชับรูขุมขน รักษาหลุมสิว

  • การรักษาด้วย LED Light จะทำให้ผิวบางหรือไม่

    ไม่ส่งผลให้ผิวบาง และผิวชั้นนอกจะไม่ได้รับอันตรายจากคลื่นแสงแต่อย่างใด ไม่อักเสบแดง โดยคลื่นแสงจะทำงานลึกลงไปตรงจุดที่เกิดปัญหาภายในชั้นใต้ผิวโดยตรง ไม่เจ็บ ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และปราศจากแสง UV และ Infrared จึงไม่มีอันตรายต่อผิวหนัง

  • การรักษาด้วย LED Light ต้องรักษากี่ครั้งจึงจะเริ่มเห็นผล

    จะเริ่มเห็นผลชัดเจน พบว่าสิวอักเสบค่อย ๆ ยุบตัวลง ใบหน้ามีความมันน้อยลง สิวเริ่มลดปริมาณลง รอยสิวจางลง เมื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3 ครั้งขึ้นไป โดยความถี่ในการทำประมาณ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ และแต่ละครั้งที่ทำการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที

  • ใช้ระยะเวลาในการรักษา นานเท่าไหร่

    ใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วย Regen มีผลข้างเคียงหรือไม่

    การรักษาด้วย Regen มีความปลอดภัย และผลข้างเคียงน้อยมาก ขณะทำจะรู้สึกอุ่นสบายๆ ไม่มีอาการเจ็บแต่อาจรู้สึกยิบๆ บ้างในบางบริเวณ

  • อายุเท่าไหร่จึงสามารถรักษาด้วย Regen ได้

    ทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ไปจนถึง 50 ปี ซึ่งแต่ละคนจะมีสภาพผิวไม่เหมือนกัน ถึงอายุจะยังน้อยแต่ถ้ามีปัญหาผิวหย่อนคล้อย รูปร่างไม่กระชับ หรือต้องการดูแลให้ผิวและรูปร่างกระชับ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำ Regen ได้

  • นอกจากการรักษาด้วย Regen มีวิธีการรักษาอื่นหรือไม่

    มี เช่น เลเซอร์ทรีนิตี้ (Trinity) ช่วยยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย เป็นอีกวิธีที่มีความปลอดภัย รักษาผิวได้ทั้งใบหน้าและลำคอ

  • การปรับสภาพผิวด้วย Regen จะทำให้ผิวบางหรือไม่

    การปรับสภาพผิวด้วย Regen ไม่ส่งผลต่อผิว ไม่ทำให้เกิดผิวบาง เนื่องจากพลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะทำงานที่ผิวหนังชั้นลึกและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

  • การปรับสภาพผิวด้วย Regen ต้องรับการรักษาบ่อยเท่าไร

    • ผิวหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการรักษาครั้งแรก และควรรักษาซ้ำทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 6 ครั้ง และทำซ้ำเดือนละครั้งอีก 3 ครั้ง จะได้ผลการรักษาที่ชัดเจน และถาวรขึ้น
    • ผิวกาย ช่วยยกกระชับผิวตั้งแต่ครั้งแรกของการรักษา และควรรักษาซ้ำทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 8 ครั้ง และทำซ้ำเดือนละครั้งอีก 3 ครั้ง จะได้ผลการรักษาที่ชัดเจน และถาวรขึ้น

  • การปรับสภาพผิวด้วย Regen ผลการรักษาอยู่ได้นานเท่าไหร่

    ผลการรักษาอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวของแต่ละท่าน

  • การทำ Phono มีขั้นตอนการทำอย่างไร

    • พบแพทย์เพื่อตรวจสภาพผิวหน้า
    • เช็ดเครื่องสำอางและล้างหน้าให้สะอาด
    • ทายาลงบนใบหน้าหรือบริเวณใต้ดวงตา
    • แพทย์จะใช้หัวนวดคลึงจนทั่วใบหน้า เพื่อให้ยาซึมซาบเข้าสู่ใต้ผิวหนัง
    • การรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

  • ขณะทำการรักษามีอาการเจ็บหรือไม่

    ไม่มีอาการเจ็บ เนื่องจากการทำ Phono จะใช้หัวนวดขนาดเล็กและใช้พลังคลื่นเสียงในการขับตัวยาต่าง ๆ เข้าสู่ใต้ผิวหนัง โดยเป็นการรักษาบนชั้นผิวหนังเท่านั้น แม้แต่การใช้หัวนวดคลึงไปยังบริเวณที่ใกล้กับดวงตาก็ไม่มีผลกระทบต่อดวงตาแต่อย่างใด

  • หลังทำ Phono ควรปฏิบัติอย่างไร

    1. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดหลังทำประมาณ 24 ชั่วโมง
    2. ดูแลตนเองเพื่อช่วยให้สุขภาพผิวดี ได้แก่ รับประทานอาหารที่ครบหมู่, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

  • การทำ Phono ต้องทำกี่ครั้ง

    การรักษาขึ้นอยู่กับสภาพผิวของท่าน โดยเบื้องต้นควรมารับการรักษา 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ติดต่อกันประมาณ 4 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำบวกกับการตัดสินใจของลูกค้า หากเห็นว่าสภาพผิวดีขึ้นแล้วจะลดการรักษาแล้วค่อยๆ หยุดไปก็ได้

  • ก่อนทำ Phono ต้องเตรียมตัวอย่างไร

    ในวันที่มารักษาให้งดแต่งหน้า และก่อนทำจะต้องทำความสะอาดใบหน้า ถ้าแต่งหน้ามาจะต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมดและล้างใบหน้าให้สะอาด เพื่อสะดวกในการตรวจสภาพผิวหน้า และพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสม

  • มีปัญหาขอบตาคล้ำสามารถรักษาได้หรือไม่

    การทำ Phono ช่วยลบรอยขอบตาดำคล้ำได้ โดยพลังคลื่นจากหัวนวดจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขับน้ำหรือไขมันบริเวณถุงใต้ตาให้กระจายตัวออกและถูกดูดซึมกลับไปสู่ระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เลือดบริเวณรอบดวงตาไหลเวียนดีขึ้นทำให้อาการขอบตาดำคล้ำลดลงได้

  • หลังการรักษาจะเกิดริ้วรอยอีกหรือไม่

    หลังการรักษาริ้วรอยจะเกิดขึ้นเร็วมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวของแต่ละท่าน แนะนำให้ทาครีมลดริ้วรอยร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย Electroporation ไม่สามารถลดริ้วรอยที่ลึกได้ ถ้ามีริ้วรอยลึกแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เลือกใช้หัตถการตัวอื่น

  • ระหว่างทำการรักษามีอาการเจ็บหรือไม่

    ไม่มีอาการเจ็บ และกระแสไฟที่ปล่อยออกมาเพื่อทำการผลักตัวยาหรือวิตามินนั้นเล็กน้อยมาก จึงไม่มีอันตรายต่อผิวหน้าแต่อย่างใด

  • การรักษาด้วย Electroporation กับ IONTO แตกต่างกันอย่างไร

    ประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่อง Electroporation ดีกว่าการทำ IONTO เพราะสามารถทำการผลักสารหรือตัวยาบำรุงเข้าสู่ระดับชั้นผิวหนังได้ลึกมากกว่า IONTO

  • ก่อนทำการรักษาต้องเตรียมตัวอย่างไร

    ในวันที่มารักษาให้งดแต่งหน้า และก่อนทำจะต้องทำความสะอาดใบหน้า ถ้าแต่งหน้ามาจะต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมดและล้างใบหน้าให้สะอาด เพื่อสะดวกในการตรวจสภาพผิวหน้า และพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสม

  • การผลัดผิวหน้าด้วย MD ต้องรับการรักษากี่ครั้ง

    ถ้าต้องการให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพเต็มที่ ควรรักษาประมาณ 8-10 ครั้ง โดยแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 7-10 วัน

  • หลังการผลัดผิวหน้าด้วย MD ควรปฏิบัติอย่างไร

    • ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดดทุกเช้า
    • ควรงดการทายาหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของเรตินอลและเอเอชเอ (AHA) 1 คืนหลังทำ
    • ควรทาครีมบำรุงผิวป้องกันผิวแห้งลอกเป็นขุย และใช้ยาทาหรือเครื่องสำอางตามแพทย์สั่งเท่านั้น

  • หลังการผลัดผิวหน้าด้วย MD จะเกิดสะเก็ดหรือไม่

    หลังการรักษา ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาอาจแดงเล็กน้อย ซึ่งจะดีขึ้นภายใน 24 ชม. และอาจมีสะเก็ดเกิดขึ้นเล็กน้อยได่ แต่ไม่เกิดรอยแผลใดๆ ท่านสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ

  • การผลัดผิวหน้าด้วย MD ใช้ระยะเวลาในการรักษานานแค่ไหน

    ขั้นตอนการทำนับตั้งแต่การเตรียมผิวจนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนการใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที

  • การเตรียมตัวก่อนผลัดผิวหน้าด้วย MD

    ในวันที่มารักษาให้งดแต่งหน้า และก่อนทำจะต้องทำความสะอาดใบหน้า ถ้าแต่งหน้ามาจะต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมดและล้างใบหน้าให้สะอาด เพื่อสะดวกในการตรวจสภาพผิวหน้าที่แท้จริง และพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสม

  • การผลัดผิวหน้าด้วย MD ช่วยเรื่องใดบ้าง

    • ลดรอยดำ และแผลหลุมสิว
    • ช่วยให้สิวอุดตันหลุดได้ง่ายขึ้น
    • ลดรอยด่างดำจากฝ้า และแผลต่างๆ
    • ทำให้แผลเป็นต่างๆ นิ่มและราบเรียบขึ้นกว่าเดิม
    • ลดผิวแตกลายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

  • สามารถทำ IONTO บริเวณใดได้บ้าง

    บริเวณที่นิยมทำคือ ใบหน้า แต่ในบริเวณอื่น เช่น รักแร้หรือหลัง ก็สามารถทำ IONTO ได้

  • หลังทำ IONTO สามารถโดนแสงแดดได้หรือไม่

    หลังการทำ IONTO ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและใช้ครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องผิว และเพื่อผิวพรรณที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

  • แพทย์หรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำ IONTO

    เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญและผ่านการฝึกอบรมมาเป็นผู้ทำ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ

  • ความแตกต่างระหว่างการทำ IONTO ที่โรงพยาบาลยันฮีกับคลินิก

    ในการทำ IONTO จะใช้เครื่องมือ ตัวยา และเวลาในการทำต่างกันในสถานพยาบาลแต่ละแห่ง ทำให้ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปได้ กล่าวเฉพาะที่โรงพยาบาลยันฮี การทำ IONTO จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้ผู้มารับบริการได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนั้นเรายังให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัย โดยทางโรงพยาบาลจะเลือกใช้เครื่อง IONTO และตัวยาที่ผ่าน อย., อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผ่านการฆ่าเชื้อ และเจ้าหน้าที่ที่ทำผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี

  • การทำ IONTO เห็นผลในครั้งแรกหรือไม่

    ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาผิวของแต่ละท่าน ในกรณีที่มีปัญหาไม่มาก รักษาเพียง 1 ครั้งก็เห็นผล แต่ในรายที่ปัญหามากอาจต้องรักษาประมาณ 5-8 ครั้ง

  • หลังทำ CHEMICAL PEELING ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

    • ทาครีมกันแดด SPF 30 PA+++ ขึ้นไป อย่างสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงแสงแดดประมาณ 2 สัปดาห์
    • งดครีมบำรุงผิว หรือผลิตภัณฑ์ผสมสูตรไวท์เทนนิ่งหรือช่วยผลัดเซลล์ผิวทุกชนิด
    • ใช้ครีมบำรุงที่เน้นให้ความชุ่มชื่นเพียงอย่างเดียว ภายหลังทำ

  • การเตรียมตัวก่อนทำ CHEMICAL PEELING

    • สามารถทำได้เลยในวันที่มาพบแพทย์
    • ควรงดแต่งหน้า เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด

  • การทำ CHEMICAL PEELING เหมาะทำในคนกลุ่มไหน

    1. ผู้ที่มีสภาพผิวแข็งแรงอย่างผิวธรรมชาติ หรือผิวมันที่ต้องการผลัดเซลล์ผิวให้สดใส
    2. ผู้ที่เป็นสิวอุดตันอยู่ใต้ผิว ต้องการจะลดการอุดตัน
    3. ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีรอยสิว ผิวหยาบ มีริ้วรอยเล็กๆ
    4. ผู้ที่ใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ต้องเจอแดดจัด แดดแรง เพราะหลังทำควรหลีกเลี่ยงแสงแดด

  • จัดฟันจากที่อื่นมา สามารถมาจัดฟันที่นี่ต่อได้หรือไม่

    ทางโรงพยาบาลยันฮีสามารถจัดฟันให้ท่านต่อได้ แต่อาจจะต้องเปลี่ยนเครื่องมือจัดฟันใหม่ เนื่องจากเครื่องมือจัดฟันเดิมอาจเป็นคนละแบบกันกับของทาง รพ.

  • หากต้องการจัดฟัน ต้องรอคิวแพทย์นานหรือไม่ สามารถ Walk In รอเลยได้หรือไม่

    หากต้องการจัดฟันควรติดต่อสอบถามกับทางโรงพยาบาลก่อน เพื่อนัดหมายวันเวลา หากเข้ามาเลย ทันตแพทย์อาจจะไม่สะดวก เนื่องจากแพทย์มีคนไข้นัดหมายเต็มเวลาอยู่แล้ว จะทำให้ท่านต้องเสียเวลารอคอยหรืออาจต้องมาในวันอื่น

  • การจัดฟัน และการเสริมจมูก ควรทำอย่างไรก่อนหลัง

    ควรจัดฟันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เนื่องจากในบางท่านรูปหน้าอาจมีการปรับเปลี่ยนเรียวขึ้น เมื่อทำการเสริมจมูกจะได้สวยเหมาะเจาะกับรูปหน้า

  • การจัดฟัน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาคางยื่นได้หรือไม่

    สามารถช่วยแก้ไขปัญหาคางยื่นได้ในบางกรณี แต่ในบางท่านการจัดฟันอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคางยื่นได้ อาจต้องทำการจัดฟันควบคู่ไปกับการผ่าตัดเลื่อนคางจึงจะได้ผลดี

  • การจัดฟันแฟชั่นอันตรายหรือไม่

    การจัดฟันแฟชั่นจะเน้นที่สีสันความสวยงาม และเพียงนำเอาเครื่องมือมาติดไว้ที่ตัวฟันเท่านั้น จึงไม่ช่วยแก้ไขความผิดปกติของฟันแต่อย่างใดเลย และยังอาจเป็นอันตรายทำให้เกิดแผลในช่องปากหรือแผลที่ปาก หรืออาจเกิดการติดเชื้อเนื่องจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานและไม่สะอาด

  • หลังการจัดฟันรูปหน้าจะเปลี่ยนหรือไม่

    รูปหน้าจะมีการปรับเปลี่ยน ในบางท่านรูปหน้าอาจจะดูเรียวขึ้น

  • ต้องถอนฟันก่อนจัดฟันหรือไม่

    ต้องมีการถอนฟันบางซี่ออกไปบ้าง ซึ่งจะถอนออกกี่ซี่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทันตแพทย์ โดยจะพิจารณาหรือประเมินจากโครงสร้างฟันของแต่ละท่าน

  • การจัดฟันใช้ระยะเวลาในการจัดประมาณเท่าไหร่

    โดยปกติจะใช้เวลาจัดฟันประมาณ 2-3 ปี แต่ในบางรายอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัญหาสุขภาพฟันของแต่ละท่านว่ามากน้อยเพียงใด

  • การจัดฟันมีกี่แบบ และแบบใดดีที่สุด

    การจัดฟันมี 2 แบบ คือ
    1. จัดฟัน แบบถอดได้ แบ่งออกเป็น
    • จัดฟันแบบพลาสติก ส่วนมากจะทำในเด็ก
    • จัดฟันแบบใส ไร้เหล็ก หรือ เทคนิคอินวิสไลน์ (Invisalign)
    2. จัดฟัน แบบติดแน่น แบ่งออกเป็น
    • ติดเครื่องมือที่เป็นโลหะทางด้านหน้าของฟัน
    • ติดเครื่องมือที่เป็นเซรามิคหรือพลาสติกสีเหมือนฟันด้านหน้าของฟัน
    • ติดเครื่องมือที่เป็นโลหะทางด้านในของฟัน
    • แบบดามอน (DAMON) เป็นรูปแบบการจัดฟันแบบใหม่ที่ทำให้ฟันเคลื่อนสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้เร็วมากขึ้น และไม่ต้องเปลี่ยนยางทุกๆ เดือน
    โดยแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันไม่สามารถระบุได้ว่าวิธีใดดีกว่ากัน ทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรใช้แบบใดในการรักษา โดยพิจารณาจากลักษณะความผิดปกติที่ต้องการแก้ไข

  • หลังการฟอกสีฟัน ควรปฏิบัติอย่างไร

    • ควรแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อ
    หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันช่วยในการทำความสะอาด
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารประเภทชา กาแฟ
    น้ำอัดลม ไวน์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟันและทำให้ฟันดูคล้ำลงได้
    • งดสูบบุหรี่
    • ไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อขูด
    หินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลง
    • หากมีฟันผุบริเวณฟันหน้า ทันตแพทย์จะแก้ไขให้โดย
    การกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน ซึ่งจะทำให้ฟันมีสีขาวสะอาดเหมือนเดิม

  • หลังการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์ สีฟันที่ได้จะสามารถคงอยู่ได้นานเท่าไหร่

    สีฟันจะคงอยู่ได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองหลังทำ เช่น ถ้าดูแลทำความสะอาดฟันดี, หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม ไวน์ ฯลฯ ที่ทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟัน, งดสูบบุหรี่ เป็นต้น ก็จะช่วยให้สีฟันคงอยู่ได้นานประมาณ 3-4 ปี เลยทีเดียว

  • การฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์ใช้เวลาในการทำนานเท่าไหร่

    ประมาณ 30-45 นาที หลังการฟอกสีฟัน ฟันของท่านจะขาวขึ้นทันที

  • การฟอกสีฟันขาวด้วยเลเซอร์สามารถทำได้กับทุกคนหรือไม่

    สามารถทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละท่านอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของฟันที่เป็นอยู่ ซึ่งทันตแพทย์จะประเมินและแจ้งให้ทราบเป็นรายๆ ไป ส่วนผู้ที่ไม่แนะนำให้ทำการฟอกสีฟันคือ สตรีมีครรภ์หรือสตรีที่ให้นมบุตร เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายแก่ทารกถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงจากการฟอกสีฟันก็ตามที

  • การฟอกสีฟันสามารถทำหลายครั้งได้หรือไม่

    เนื่องจากการฟอกสีฟันเพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น เป็นวิธีที่ปลอดภัย และไม่ทำอันตรายต่อตัวฟันแต่อย่างใด จึงสามารถทำได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนแต่ละท่านจะทำบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพึงพอใจเป็นหลัก รวมถึงดุลยพินิจของทันตแพทย์ว่าแค่ไหนถึงจะพอเหมาะ ส่วนมากมักทำให้ครบตามที่กำหนดไว้ จากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำให้มีการทำซ้ำเป็นระยะ (touch up) ทุกปี เพื่อให้สีฟันที่ขาวขึ้นแล้วอยู่ได้คงทนถาวรและยาวนานขึ้น

  • การฟอกสีฟันจะทำให้เนื้อฟันบางลงหรือไม่

    ปัจจุบันการฟอกสีฟันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการพัฒนาวิธีการและสารที่ใช้ฟอกสีฟันให้มีประสิทธิภาพและไม่ทำอันตรายต่อตัวฟันแต่อย่างใด ในการฟอกสีฟันขาวจะไม่มีการทำลายเคลือบฟันหรือกัดกร่อนเนื้อฟัน และไม่มีการกรอฟัน อาจมีเพียงผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการเสียวฟันชั่วคราว ซึ่งจะเป็นมากเป็นน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน

  • หลังฟอกสีฟัน จะมีอาการเสียวฟันหรือไม่

    อาการเสียวฟันเป็นผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการฟอกสีฟัน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่ชั่วคราวแล้วค่อยๆ ลดลงและหายไปได้เอง ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-4 วัน

  • การฟอกสีฟันขาวด้วยเลเซอร์ปลอดภัยหรือไม่

    การฟอกสีฟันขาวมีความปลอดภัยต่อฟันและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง

  • หลังตกแต่งช่องฟันห่างสามารถรับประทานอาหารได้ปกติหรือไม่

    สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติทันที แต่ระมัดระวังงดใช้ฟันหน้ากัดอาหารโดยตรง เพราะอาจทำให้วัสดุอุดช่องฟันเกิดการแตกหักได้

  • หลังอุดช่องฟันห่างมีวิธีการปฏิบัติตัวอย่างไร

    ควรรักษาความสะอาดช่องปากและฟัน โดยแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และควรทำความสะอาดด้านข้างของฟันซี่ที่ปิดช่องว่างด้วยการใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ

  • หลังอุดช่องฟันห่างจะมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

    ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาฟันของท่าน ไม่ควรใช้ฟันหน้ากัดอาหารโดยตรง เพราะมีความเสี่ยงที่วัสดุอุดช่องฟันจะเกิดการแตกหักได้

  • รอยอุดจะมองเห็นชัดเจนหรือไม่ สีจะเหมือนเนื้อฟันหรือไม่

    ปัจจุบันวัสดุที่นิยมใช้ในการอุดช่องฟันห่างคือ คอมโพสิต เรซิน (Composite resin) เป็นวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน โดยทันตแพทย์จะเลือกสีของวัสดุให้ใกล้เคียงกับสีของฟันมากที่สุด

  • ขั้นตอนการทำยุ่งยากหรือไม่

    ไม่ยุ่งยาก สามารถทำครั้งเดียวเสร็จ ซึ่งในการปิดช่องฟันห่างไม่ต้องฉีดยาชา และจะทำบนผิวเคลือบฟัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องการสูญเสียเนื้อฟันและไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด

  • ฟันหน้าห่าง แก้ไขด้วยการอุดได้หรือไม่

    สามารถแก้ไขได้โดยการอุดด้วยวัสดุสีเหมือนฟันเพื่อปิดช่องว่างนั้น แต่ก็มีข้อจำกัดในบางกรณี เช่น ถ้าช่องห่างมีขนาดกว้างมาก, ฟันห่างเกิดจากปัญหาที่สลับซับซ้อน หรือมีหลายๆ ตำแหน่ง ทันตแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้วิธีการรักษาอย่างอื่นแทน เช่น จัดฟัน เป็นต้น

  • ถ้าต้องการเอาฟันเขี้ยวออก จะมีผลกระทบกับตัวฟันแท้หรือไม่

    หากท่านต้องการเอาฟันเขี้ยวออกสามารถทำได้ โดยไม่มีผลกระทบใดๆ รูปร่างของฟันแท้จะเป็นปกติเหมือนเดิมและไม่มีการเสียเนื้อฟันเดิมแต่อย่างใด

  • ควรดูแลอย่างไรหลังทำเขี้ยว

    • หลีกเลี่ยงการใช้ฟันเขี้ยวกัดของแข็งมาก เพราะจะทำให้
    วัสดุที่ทำแตกหรือบิ่นได้
    • ควรดูแลความสะอาดของฟันและเหงือกอย่างสม่ำเสมอ
    หมั่นแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณที่ทำเขี้ยว
    • ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คฟันทุก 6 เดือน
    • การดื่มกาแฟและสูบบุหรี่เป็นประจำอาจทำให้ผิวฟันติด
    สีได้ ควรขัดฟันและขูดหินปูนเป็นประจำทุก 6 เดือน

  • ทำเขี้ยวแล้วมีโอกาสเขี้ยวหลุดเวลาเคี้ยวอาหารหรือไม่

    ไม่หลุด เนื่องจากการทำเขี้ยว ทันตแพทย์จะทาสารยึดติดเพื่อทำให้เกิดการยึดติดระหว่างฟันแท้กับวัสดุที่ทำฟันเขี้ยว หลังจากนั้นจะตกแต่งรูปฟันเขี้ยวจนเป็นที่พอใจแล้วฉายแสงเพื่อให้วัสดุแข็งตัว ทำให้ฟันเขี้ยวยึดแน่นกับฟันแท้จึงยากที่จะหลุดได้ง่ายๆ

  • หลังทำเขี้ยวสามารถทานได้ตามปกติหรือไม่

    สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่หลีกเลี่ยงการใช้ฟันเขี้ยวกัดของแข็งมาก เช่น กระดูกไก่ ก้ามปู ฯลฯ เพราะจะทำให้วัสดุที่ทำแตกหรือบิ่นได้

  • การทำเขี้ยวต้องกรอเนื้อฟันหรือไม่

    ไม่ต้องกรอเนื้อฟัน เนื่องจากการทำเขี้ยวเป็นการใช้วัสดุสีเหมือนฟันยึดกับผิวเคลือบฟันโดยตรง จึงไม่ต้องกรอแต่งฟัน และไม่ทำให้สูญเสียเนื้อฟัน

  • ในวันที่มาพบทันตแพทย์สามารถทำการรักษาได้เลยหรือไม่

    สามารถทำเขี้ยวได้ทันที หลังพบทันตแพทย์แล้ว ซึ่งในการทำเขี้ยวไม่ต้องพึ่งพายาชาในการทำ ผู้ที่ทำเขี้ยวจะไม่รู้สึกเจ็บหรือเสียวฟันแต่อย่างใด

  • การทำรากฟันเทียมอยู่ได้ถาวรหรือไม่

    หากมีการดูแลสุขภาพช่องปากดี มีการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ รากฟันเทียมอาจจะสามารถอยู่คงทนได้ไปตลอดชีวิต

  • ข้อจำกัดในการทำรากฟันเทียม

    1. มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง
    2. มีสภาพเหงือกหรือกระดูกขากรรไกรไม่เหมาะสม
    3. เนื่องจากการทำรากฟันเทียมต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร ถ้าคนไข้ไม่ชอบรอนานอาจจะต้องไปทำเป็นฟันปลอมประเภทอื่น
    4. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด

  • หลังทำรากฟันเทียมต้องระวังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

    ดูแลสุขภาพความสะอาดบริเวณที่ทำรากฟันเทียมและเหงือกโดยรอบเป็นพิเศษ โดยใช้ไหมขัดฟันร่วมกับไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Superfloss) แปรงซอกฟัน เพื่อช่วยขจัดเศษอาหาร และในช่วง 1 ปีแรกหลังทำรากฟันเทียม ควรมาตรวจฟันตามนัดในช่วง 1 , 3 และ 6 เดือน ตามลำดับ หลังจากผ่าน 1 ปีไปแล้ว ควรมาพบทันตแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

  • หลังทำรากฟันเทียมต้องระวังการเคี้ยวอาหารหรือไม่

    อันที่จริงประสิทธิภาพในการใช้งานของรากฟันเทียมในแง่การบดเคี้ยวอาหารนับว่าใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงเคี้ยวอาหารแข็งๆ เพื่อลดปัญหาครอบฟันบิ่นหรือแตก

  • หลังทำรากฟันเทียมต้องพักฟื้นนานเท่าไหร่จึงจะใช้งานได้ปกติ

    หลังการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารด้านที่ทำการฝังรากเทียมประมาณ 7-10 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใส่ฟันปลอดถอดได้เป็นเวลา 1 สัปดาห์

  • การทำรากฟันเทียมใช้ระยะเวลาในการทำตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนจบกระบวนการนานเท่าไหร่

    ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกร ถ้าท่านมีกระดูกเพียงพอจะใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน แต่ถ้าจำเป็นต้องปลูกกระดูกร่วมกับการฝังรากเทียม ต้องใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน

  • รากฟันเทียมมีประสิทธิภาพกว่าฟันปลอมอย่างไร

    รากฟันเทียมเป็นการใส่ฟันปลอมชนิดติดแน่นเพื่อทดแทนฟันแท้ที่สูญเสียไป สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนฟันธรรมชาติจริงๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว และช่วยให้การพูดชัดเจนเป็นธรรมชาติ

  • เคลือบฟันมุกแล้วมีโอกาสเกิดฟันผุได้หรือไม่

    ขอบของชิ้นงานยังคงเป็นฟันธรรมชาติที่สามารถเกิดฟันผุหรือเกิดโรคเหงือกได้ ดังนั้น ท่านควรรักษาความสะอาดช่องปาก โดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันสม่ำเสมอ และมาตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

  • มีวิธีการดูแลรักษาหลังการเคลือบฟันมุกหรือไม่

    ควรงดใช้ฟันหน้ากัดหรือแทะของแข็งเพราะอาจทำให้วัสดุที่เคลือบฟันแตกหรือหักได้, แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อรักษาสุขภาพเหงือกและฟัน, หมั่นตรวจเช็คสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

  • การเคลือบฟันมีอายุการใช้งานเท่าไหร่ และมีโอกาสหลุดหรือไม่

    อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับความระมัดระวังในการใช้งานและดูแลทำความสะอาดฟัน ถ้าดูแลดี ทำความสะอาดดี Veneer จะอยู่ได้เต็มอายุงาน คือ ฟันหน้าบนประมาณ 8-10 ปี ฟันหน้าล่างประมาณ 6-8 ปี (เนื่องจากฟันหน้าล่างซี่เล็กกว่าจึงมีโอกาสหลุดได้ง่ายกว่า) และหลังจากนั้น Veneer อาจจะมีสีเปลี่ยน ติดสีตามขอบ บิ่น หัก หลุดได้

  • จะมีอาการเสียวฟันหรือไม่

    ทันตแพทย์จะทำการฉีดยาชาให้ก่อนการกรอฟัน เพื่อไม่ให้เจ็บหรือเกิดอาการเสียวฟัน ส่วนหลังการรักษาโดยส่วนมากจะไม่มีอาการเสียวฟัน ยกเว้นในบางรายอาจจะเกิดอาการเสียวฟันได้ แต่อาการดังกล่าวจะหายไปเองในระยะต่อมา

  • การกรอฟันทำให้สูญเสียเนื้อฟันหรือไม่

    การทำเคลือบฟันมุก (Veneer) จะต้องมีการกรอผิวฟันบริเวณด้านหน้าออก จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะฟัน ถ้าฟันมีระดับต่างกันมากจะต้องกรอฟันมากกว่า เพื่อปรับระดับฟันให้เท่ากัน

  • ในวันที่มาพบทันตแพทย์สามารถทำเคลือบฟันมุก (Veneer) ได้เลยหรือไม่

    ควรมาพบทันตแพทย์ก่อน เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าสามารถทำ ได้หรือไม่ ท่านสามารถสอบถามข้อสงสัยกับแพทย์โดยตรง ถ้าตัดสินใจทำ จึงค่อยวางแผนการรักษาและทำการนัดหมายเพื่อรับการรักษาต่อไป

  • อายุการใช้งานของวัสดุอุดฟันสีขาวมีระยะเวลานานเท่าไหร่

    ขึ้นอยู่กับลักษณะอาหารที่ท่านรับประทาน และความรุนแรงในการบดเคี้ยวของแต่ละท่าน ถ้ามีลักษณะการเคี้ยวอาหารที่รุนแรง หรือชอบทานอาหารลักษณะแข็ง ก็จะส่งเสริมให้วัสดุอุดสึกเร็วขึ้น อายุการใช้งานก็จะสั้นลง

  • หลังการอุดฟันด้วยสารสีขาว มีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร

    • การรับประทานอาหารที่มีความแข็งควรแบ่งเป็นคำเล็กๆ
    และเคี้ยวด้วยความระมัดระวัง
    • หลีกเลี่ยงการกัด ขบ ของแข็ง ต่างๆ (1) ประเภทอาหาร
    เช่น กระดูก, กระดูกอ่อน ธัญพืชหรือเมล็ดพืช, น้ำแข็ง, ขนมกรุบกรอบที่มีความแข็งมาก เป็นต้น (2) วัสดุของใช้ต่างๆ เช่น ปากกา เป็นต้น
    • เลิกพฤติกรรมใช้ฟันอย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้ฟันหน้าที่
    อุดด้วยสารสีขาวเปิดฝาขวด เป็นต้น

  • ฟันกรามซี่ในที่มองไม่เห็น จำเป็นต้องอุดด้วยสารสีขาวหรือไม่

    ไม่จำเป็น เพราะฟันกรามไม่ได้อยู่ในบริเวณที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ต้องการความสวยงามมาก และต้องรับแรงบดเคี้ยวอาหารมาก จึงมักนิยมอุดด้วยอมัลกัมที่มีสีโลหะ ซึ่งเป็นวัสดุอุดฟันที่มีความแข็งแรง ส่วนวัสดุอุดสีเหมือนฟันจะมีความแข็งแรงน้อยกว่าอมัลกัม เมื่อใช้อุดในฟันกรามอาจจะมีอัตราการสึกที่สูงกว่า และพบว่าจะต้องถูกกรอรื้อเปลี่ยนใหม่บ่อยกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัสดุอุดฟันสีขาวให้สามารถรองรับการบดเคี้ยวได้มากขึ้นแม้ว่าความแข็งแรงจะยังไม่เท่าอมัลกัมก็ตาม แต่ถ้าคนไข้ต้องการอุดด้วยสารสีขาวก็สามารถทำได้

  • การอุดฟันด้วยสารสีขาวยุ่งยากกว่าการอุดฟันด้วยอมัลกัมหรือไม่

    การอุดฟันด้วยสารสีขาวจะยุ่งยากกว่าการอุดด้วยอมัลกัมเล็กน้อย เนื่องจากวิธีการอุดมีขั้นตอนมากกว่า และค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการอุดด้วยอมัลกัม อย่างไรก็ตาม การอุดด้วยสารสีขาวจะได้ในแง่ความสวยงามเนื่องจากมีสีเหมือนฟัน และปัจจุบันยังได้พัฒนาจนนำมาใช้อุดฟันหลังเพื่อรองรับการบดเคี้ยวได้ด้วยแม้ว่าความแข็งแรงจะยังไม่เท่าอมัลกัมก็ตาม

  • หลังการรักษาสามารถแต่งหน้าได้หรือไม่

    สามารถกลับไปแต่งหน้าได้ตามปกติหลังทำไปแล้ว ประมาณ 7 วัน

  • ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ต้องเตรียมตัวก่อนการรักษาอย่างไร

    หากใส่คอนแทคเลนส์แบบนิ่มควรถอดออกก่อนทำอย่างน้อย 3 วัน แต่หากใส่คอนแทคเลนส์แบบแข็งควรถอดออกอย่างน้อย 7 วัน

  • ใครบ้างที่สามารถทำเลสิคได้

    ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียง และมีความหนาของกระจกตาที่เหมาะสม ซึ่งจะทราบได้โดยการตรวจประเมินสภาพตาโดยละเอียดจากจักษุแพทย์

  • หลังการรักษากี่วันจึงจะสามารถใช้สายตาอ่านหนังสือหรือใช้คอมฯ ได้ปกติ

    หลังการรักษา ประมาณ 1 สัปดาห์ สายตาจะเริ่มคมชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้สายตาเพ่งนานๆ ประมาณ 1-2สัปดาห์ขึ้นไป นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า หรือออกนอกบ้านควรใส่แว่นกันแดด

  • ขณะทำการรักษาจะมีอาการเจ็บหรือไม่

    ขณะทำแม้ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวตลอดแต่ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เนื่องจากจักษุแพทย์จะหยอดยาชาให้ก่อนทำ

  • กรณีสายตากลับมาสั้นอีกครั้ง สามารถทำเลสิคได้หรือไม่

    ถ้าสายตากลับมาสั้นอีก สามารถทำเลสิคซ้ำได้ในกรณีกระจกตามีความหนามากพอ โดยจักษุแพทย์จะต้องตรวจตาและพิจารณาว่าความหนาของกระจกตา ณ ขณะนั้นเพียงพอสำหรับการฉายเลเซอร์เพิ่มหรือไม่

  • หลังการทำเลสิค สายตาจะกลับมาสั้นอีกหรือไม่

    โดยทั่วไป การทำเลสิคในคนที่มีสายตาสั้น และสายตาเอียงในระดับปกติมักให้ผลถาวร แต่ในบางคนที่มีค่าสายตาสั้นหรือสายตาเอียงมากเกินไป, มีอายุมากขึ้นทำให้มีการปรับเปลี่ยนของค่าสายตา, ใช้สายตามากเกินไป ฯลฯ ก็มีโอกาสที่จะกลับมาสายตาสั้นได้อีกแต่ก็เป็นส่วนน้อย

  • ถ้าไม่ใช้การเลเซอร์เราสามารถใช้น้ำยาลบรอยสักที่มีขายในท้องตลาดลบได้หรือไม่

    ไม่แนะนำให้ทำค่ะ โดยปกติน้ำยาลอกลายไม่อนุญาตให้มีการนำมาใช้ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มาก ซึ่งส่วนใหญ่น้ำยาลอกลายจะเป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแรง กินถึงขั้นหนังแท้ คือลงไปค่อนข้างลึก ทำให้เกิดแผลเป็นถาวรได้ โดยเฉพาะการลบรอยสักในบางตำแหน่งมีโอกาสเป็นแผลเป็นได้ง่าย เช่น บริเวณหน้าอก หัวไหล่ และกลางหลัง ที่มีโอกาสเป็นแผลเป็นนูนได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ทางที่ดีที่สุดควรมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลบรอยสักด้วยวิธีมาตรฐานอย่างการลบด้วยเลเซอร์ดีกว่าค่ะ

  • ถ้าลบแล้วเกิดแผลเป็นนูนมาแทนที่รอยสักเดิม ควรทำอย่างไร

    ในกรณีไปลบมาแล้วเกิดเป็นแผลเป็นนูน หรือ คีลอยด์ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การฉีดยาเพื่อให้ยุบ, การใช้เลเซอร์รักษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาไม่สามารถทำให้ผิวหนังกลับมาเรียบหรือสีเหมือนปกติดังเดิมได้ 100% ดังนั้น ท่านที่คิดจะไปลบรอยสักด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การใช้น้ำยาลอกลายที่เป็นกรด ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนเพราะมีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนอย่างแผลเป็นนูน หรือ คีลอยด์ ตามมา

  • การลบรอยสักมีอันตรายหรือไม่ เพราะอะไร

    การลบรอยสักจะมีอันตรายหรือไม่ขึ้นกับวิธีที่ใช้ในการลบรอยสัก ในกรณีที่ลบรอยสักโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย โดยแพทย์มักจะเลือกใช้วิธีมาตรฐานอย่างการลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้จะเป็นเลเซอร์สำหรับใช้ลบรอยสักโดยเฉพาะ และแพทย์จะยิงแสงเลเซอร์ในขนาดที่พอเหมาะ, จำนวนครั้งในการทำเหมาะสมที่ทำให้รอยสักจางลงได้โดยไม่เกิดผลแทรกซ้อนตามมา แต่ในกรณีที่ไปลบรอยสักโดยใช้น้ำยาลอกลายที่เป็นกรดเพื่อกัดผิวหนังบริเวณที่สักให้หลุดออกไป เป็นวิธีที่มีอันตรายและไม่แนะนำให้ทำ เพราะน้ำกรดจะมีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างแรง ถ้ารอยสักมีขนาดใหญ่หรือเป็นบริเวณกว้าง ทำไปแล้วไม่ได้รับการดูแลแผลอย่างดีมีโอกาสจะเกิดการติดเชื้อได้ และเมื่อแผลหายแล้วมีโอกาสเป็นแผลเป็นนูน หรือ คีลอยด์ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้

  • ถ้ารอยสักมีหลาย ๆ สี สามารถลบได้หรือไม่

    สามารถมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลบรอยสักด้วยเลเซอร์ได้ โดยแพทย์จะตรวจผิวหนังบริเวณรอยสัก ประเมินลักษณะสี เพื่อเลือกชนิดของเลเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับการลบรอยสักนั้นๆ เพราะรอยสักแต่ละสีต้องใช้เลเซอร์ต่างชนิดกันในการลบ และแพทย์จะประเมินจำนวนครั้งในการรักษาให้ทราบด้วย การลบรอยสักที่มีหลายๆ สีอาจต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะจางลงจนหมด จึงอย่าใจร้อน การลบรอยสักโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือแผลเป็นตามมา

  • ใช้เวลาการลบนานแค่ไหน รอยสักถึงจะหายไป

    การลบรอยสักจะใช้เวลานานเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณสี ชนิดของสีที่สัก ความลึกของการสัก และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเอง บางคนยิงเลเซอร์เพียงครั้งเดียวก็จางได้ เช่น คนที่สักด้วยสีดำสีเดียว จะลบได้ง่ายที่สุดเพราะสีดำจะดูดซึมแสงเลเซอร์ได้เกือบทุกชนิดและดูดได้มากที่สุด แต่บางคนอาจต้องกลับมาทำซ้ำๆ หลายครั้งจึงจะเห็นผล เช่น รอยสักที่มีสีหลากหลายก็อาจต้องยิงเลเซอร์หลายครั้ง อาจต้องกลับมาทำซ้ำประมาณ 5 – 6 ครั้งกว่าจะจางหมด โดยทำห่างกันทุก 1-2 เดือน ซึ่งจำนวนครั้งในการทำเลเซอร์แพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้ทราบ ส่วนเลเซอร์จะสามารถลบรอยสักออกได้ 100% หรือไม่ ก็ขึ้นกับปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้ารักษาให้ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ รอยสักมักจะจางลงเรื่อยๆ ได้มากถึง 95%

  • รอยสักบนร่างกายสามารถลบได้ด้วยวิธีการอะไรบ้าง

    การลบรอยสักทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การกรอผิวบางส่วนออก การตัดบริเวณที่สักออก การสักสีเนื้อทับ แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับและนิยมมากที่สุด คือ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ หลักการใช้เลเซอร์ลบรอยสักคือ แสงเลเซอร์จะเข้าไปแตกเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิวหนังให้มีขนาดเล็กลง เมื่อเม็ดสีมีขนาดเล็กลงแล้ว ร่างกายจะมีเซลล์ที่สามารถกินเม็ดสีเหล่านี้และไปกำจัดออกทางระบบต่อมน้ำเหลืองได้ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์เป็นวิธีที่ปลอดภัยโดยแสงเลเซอร์จะไม่ทำลายชั้นผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดแผลเป็น

  • ยาทาหลังจากกำจัดขนจะต้องใช้วันละกี่ครั้ง นานเท่าไร และสามารถหยุดทาได้เมื่อไร

    ในวันแรกให้ทายาบริเวณรอยแดงหรือจุดแดงบ่อยๆ ทุก 1-2 ชม.หลังจากนั้นทาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังอาบน้ำ ประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจุดแดงหรือรอยแดงจะหายไป

  • การกำจัดขนสามารถช่วยรักษาจุดด่างดำ รอยดำบริเวณที่กำจัดขนได้หรือไม่

    ไม่สามารถรักษาได้ แต่ถ้าท่านต้องการักษาจุดด่างดำ รอยดำ สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังซึ่งจะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมอย่างอื่นให้

  • หลังกำจัดขนที่ลับสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่

    ควรรอประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นยุบบวมก่อน

  • การกำจัดขนในแต่ละครั้งต้องเว้นระยะเวลานานเท่าไร

    ประมาณ 1-3 เดือน

  • หลังกำจัดขนมีอาการข้างเคียงอะไรหรือไม่

    หลังกำจัดขนโดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุ อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นได้ ให้ใช้น้ำแข็งหรือถุงเย็นประคบบริเวณที่ทำบ่อย ๆ หรืออาจมีจุดแดงคล้ายยุงกัดบริเวณที่จี้กำจัดขน ซึ่งจุดแดงนี้จะเป็นชั่วคราวแล้วจะหายไปเองภายใน 7 - 10 วัน ส่วนหลังกำจัดขนด้วยเลเซอร์ อาจมีอาการแสบร้อนคล้ายการไหม้แดดได้เล็กน้อย ซึ่งอาการมักหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง ถ้ามีรอยแดง อาการจะหายไปประมาณ 1-2 สัปดาห์

  • หลังกำจัดขนในบริเวณต่างๆ สามารถขัดตัวได้หรือไม่

    ควรงดการใช้หินขัด หรือฟองน้ำขัดผิวในบริเวณที่กำจัดขนประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจุดแดงจะจางลง

  • การกำจัดขนรักแร้ช่วยลดกลิ่นได้หรือไม่

    หลังกำจัดขนถาวรจะไม่มีขนให้สะสมเหงื่อบวกกับต่อมกลิ่นบางส่วนถูกทำลายจากการกำจัดรากขนทำให้กลิ่นตัวลดลง

  • หลังกำจัดขนโดนน้ำได้หรือไม่

    สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ ยกเว้นการว่ายน้ำในสระ หรือในทะเล เพื่อป้องกันการอักเสบติดเชื้อ

  • ราคากำจัดขนแบบคลื่นวิทยุจ่ายครั้งเดียวใช่หรือไม่

    ถ้าเป็นการกำจัดขนที่รักแร้หรือหน้าแข้ง จะเป็นราคาเหมาจ่าย ซึ่งจะจ่ายครั้งแรกครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นการกำจัดขนบริเวณอื่น เช่น บิกินีไลน์, บริเวณหน้า, หนวด จะจ่ายเป็นครั้งๆ ไปในวันที่มารักษา โดยคิดราคาเป็นชั่วโมงบวกค่าเข็ม

  • ระหว่างทำการกำจัดขนจะเจ็บมากหรือไม่

    ระหว่างทำการกำจัดขนจะไม่รู้สึกเจ็บ ในกรณีกำจัดขนโดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุ ก่อนทำจะใช้การประคบเย็นเพื่อทำให้ชา หรือบางบริเวณอาจทาหรือฉีดยาชาให้ก่อน ส่วนการใช้เลเซอร์ โดยทั่วไปวิธีนี้ไม่เจ็บ อย่างไรก็ตามแพทย์จะใช้ครีมทาให้ชาก่อนเพื่อไม่ให้ต้องกังวลใจ

  • การกำจัดขนด้วยเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุ วิธีใดจะกำจัดได้ผลดีกว่ากัน และกำจัดขนแล้วจะไม่ขึ้นมาอีกตลอดชีวิตเลยหรือไม่

    การกำจัดขนด้วยคลื่นวิทยุ วิธีนี้สามารถกำจัดขนถาวรได้ 100% แต่ต้องทำจำนวนครั้งมากพอ ซึ่งความมากน้อยของการทำซ้ำขึ้นอยู่กับปริมาณขนของแต่ละคนว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยขนที่ถูกกำจัดออกไปแล้วจะไม่ขึ้นมาใหม่อีก เพราะวิธีนี้เป็นการไปจี้ทำลายรากขนโดยตรง ส่วนการใช้เลเซอร์ สามารถกำจัดขนได้บางส่วนแต่ไม่หมดไปถาวร คือ กำจัดได้ประมาณ 60-80 % จากการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง แต่ขนที่เหลือเส้นจะเล็กลง บางลง สีจางลง และการงอกขึ้นมาใหม่จะช้าลง

  • เลเซอร์ขนรักแร้ 1 คอร์ส สามารถกำจัดขนให้หมดไปถาวรเลยหรือไม่

    โดยปกติเลเซอร์เป็นคอร์สที่ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง สามารถกำจัดขนได้ประมาณ 60-80 % คือกำจัดขนได้บางส่วนแต่ไม่หมดไปถาวร ส่วนจะกำจัดขนได้เปอร์เซ็นต์มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของรากขนของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ขนที่เหลือเส้นจะเล็กลง บางลง สีจางลง และการงอกขึ้นมาใหม่จะช้าลง

  • เดิมมีตุ่มหนังไก่และขนคุด การกำจัดขนสามารถทำให้ตุ่มหนังไก่ยุบลงและเรียบเนียนขึ้นหรือไม่

    การกำจัดขนถาวรช่วยให้ตุ่มนูนที่เกิดจากการถอนขน เช่น บริเวณรักแร้ ดีขึ้นหรือค่อย ๆ ลดขนาดลงได้ เนื่องจากไม่มีการไปกระตุ้นต่อมในบริเวณดังกล่าวด้วยการถอนขนอีก

  • ลักษณะผิวที่บอบบางหรือผิวแพ้ง่าย สามารถทำการกำจัดขนได้หรือไม่

    สามารถทำได้ เนื่องจากการกำจัดขนไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้

  • การกำจัดขนรักแร้จะทำให้รักแร้ขาวด้วยหรือไม่ และหลังทำสามารถใช้ลูกกลิ้งหรือโรลออนได้เลยไหม

    การกำจัดขนที่รักแร้อาจช่วยให้รักแร้ขาวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากไม่มีขนให้สะสมเหงื่อและต่อมกลิ่นบางส่วนถูกทำลายจากการกำจัดรากขน ทำให้กลิ่นตัวลดลง จึงลดการใช้โรลออนดับกลิ่นที่เป็นต้นตอของการเกิดรอยคล้ำลงได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากให้รักแร้ขาวจะต้องอาศัยวิธีทางการแพทย์อย่างอื่นจึงจะทำให้รักแร้ขาวขึ้นได้ ปัจจุบันสามารถทำได้โดยการใช้เลเซอร์ออโรร่า ถ้าสนใจสามารถปรึกษาแพทย์ได้ ส่วนหลังกำจัดขนควรงดใช้ลูกกลิ้งหรือโรลออนกำจัดกลิ่นประมาณ 2-3 วัน

  • ต้องพักฟื้นใน รพ.นานแค่ไหน

    การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมมีหลายวิธี แต่ละวิธีอาจใช้เวลาพักฟื้นใน รพ. ไม่เท่ากัน แพทย์จะเป็นผู้แจ้งให้ทราบว่าจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นใน รพ. นานเท่าใด

  • เสริมสร้างเต้านมใหม่แล้วจะทำหัวนมให้ด้วยหรือไม่

    ในการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมใหม่ แพทย์จะทำการสร้างเต้าขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นประมาณ 3-4 เดือน จึงจะสร้างในส่วนของหัวนมและลานหัวนม สำหรับการทำลานหัวนมจะใช้วิธีการสักสีเพื่อให้ได้สีใกล้เคียงธรรมชาติ

  • การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม ต้องปลอดจากมะเร็งเต้านมนานเท่าไหร่

    หลังผ่าตัดเต้านมที่เป็นมะเร็งออกไปแล้ว อาจต้องรักษาให้ครบถ้วนตามมาตรฐานเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดจากมะเร็งแล้ว ซึ่งผู้มารับบริการอาจต้องเลื่อนเวลาในการเสริมสร้างเต้านมออกไปก่อนประมาณ 1-2 ปี แต่ถ้าผ่าตัดเต้านมมานานแล้ว ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม หากมีความพร้อมและความต้องการที่จะผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมก็สามารถทำได้เลย

  • เสริมแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งอีกหรือไม่

    หากท่านได้รับการรักษาหลังผ่าตัดก้อนมะเร็งออกแล้ว อาทิ รักษาด้วยยาเคมีบำบัด, การฉายแสง ครบถ้วนตามมาตรฐานการรักษาแล้ว การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมไม่พบว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินของโรค, การหายจากการเป็นมะเร็ง รวมถึงการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำ อย่างไรก็ตาม หลังเสริมเต้านมใหม่ท่านควรเข้ารับการตรวจเช็คเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด ส่วนเต้านมข้างที่ยังปกติควรตรวจแมมโมแกรมและตรวจอัลตราซาวน์เป็นประจำ เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นใหม่

  • เต้านมข้างที่เหลืออยู่มีขนาดใหญ่ จะเสริมอีกข้างให้ขนาดใกล้เคียงกันได้หรือไม่

    สามารถทำได้ โดยแพทย์จะเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่จะช่วยสร้างเต้านมใหม่ให้ได้ขนาดใกล้เคียงกับเต้านมอีกข้างมากที่สุด และจะอธิบายถึงขั้นตอนการทำให้ทราบอย่างละเอียด

  • เสริมแล้วเต้านมทั้งสองข้างจะเท่ากันหรือไม่

    ในการเสริมเต้านมแพทย์จะพยายามเสริมให้เต้านมสองข้างมีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด ถ้าเสริมแล้วขนาดรูปร่างดูไม่ได้แตกต่างจนเห็นชัดเจนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะปกติตามธรรมชาติผู้หญิงมีขนาดเต้านมไม่เท่ากันอยู่แล้ว

  • ตัดเต้านมนานแล้ว สามารถเสริมสร้างเต้านมได้หรือไม่

    สามารถทำได้ ไม่ว่าจะตัดเต้านมไปนานแค่ไหนก็ตาม หากท่านมีความพร้อมและความต้องการที่จะเสริมสร้างเต้านมก็มาปรึกษาแพทย์ได้ ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เพิ่งตัดเต้านมออกไป ควรรักษามะเร็งเต้านม เช่น รังสีรักษา, เคมีบำบัด ให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยมาเสริมเต้านม ซึ่งมักทิ้งเวลาห่างจากตัดเต้านมไปแล้วประมาณ 1-2 ปี

  • เสริมเต้านมไปพร้อมกับการตัดเต้านมได้หรือไม่

    สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นมะเร็งเต้านมในระยะแรก เนื้อเยื่อเต้านมต้องไม่ได้รับความเสียหายจากการฉายแสงหรือมีบาดแผล และมีขนาดเต้านมที่เหมาะสม ข้อดีของการเสริมพร้อมกับการตัดคือ จะทำผ่าตัดแค่ครั้งเดียว แผลผ่าตัดจะเป็นแผลเดียวกับที่ผ่าตัดมะเร็ง แพทย์สามารถกำหนดบริเวณผิวหนังที่จะผ่าออก รอยแผลเป็น และสามารถรักษาโครงสร้างสำคัญไว้ได้ อาทิ ผิวหนังบริเวณเต้านม, หัวนม, ลานหัวนม นอกจากนั้นการผ่าตัดเสริมเต้านมพร้อมกับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมยังไม่ส่งผลต่อการเกิดซ้ำของมะเร็งเต้านม

  • วิธีการทำรีแพร์แบบเลเซอร์มีเลือดออกหรือไม่

    มีเลือดออกแต่ไม่มากเท่าการผ่าตัดแบบใช้ใบมีด และความบอบช้ำของเนื้อเยื่อจะน้อยกว่าด้วย

  • การทำรีแพร์โดยวิธีผ่าตัดด้วยเลเซอร์กับผ่าตัดด้วยใบมีด ผลที่ได้รับจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    ผลที่ได้คือช่วยให้ช่องคลอดกระชับไม่ต่างกัน เพียงแต่การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์อาจมีข้อดีในเรื่องของการสูญเสียเลือดที่น้อยกว่าและความแม่นยำในการผ่าตัดมีมากกว่า

  • เวลามีเพศสัมพันธ์แล้วมีลมออก มีวิธีแก้ไขได้อย่างไร

    การแก้ไขขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้ ถ้ามีลมออกเพราะช่องคลอดไม่กระชับสามารถแก้ไขด้วยการทำรีแพร์ แต่ถ้ามีลมออกเนื่องจากสาเหตุอื่นแพทย์จะทำการแก้ไขไปตามสาเหตุนั้นๆ ดังนั้นแพทย์จะต้องซักประวัติและตรวจภายในเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุก่อน

  • หลังทำรีแพร์ จะต้องหยุดงานกี่วัน

    หลังทำรีแพร์ควรหยุดงานอย่างน้อย 3-5 วัน ในช่วงผู้ป่วยจะมีความรู้สึกปวดหน่วงๆบริเวณก้น คล้ายอั้นอุจจาระหรืออั้นปัสสาวะ อาการปวดหน่วงๆดังกล่าวมักจะมีอยู่ประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นอาการปวดจะน้อยลงอย่างมาก

  • แผลที่ทำรีแพร์ สามารถโดนน้ำได้หรือไม่

    ได้ แนะนำให้ดูแลแผลผ่าตัดบริเวณปากช่องคลอดดังนี้
    • ฟอกสบู่ขณะอาบน้ำในตอนเช้าและ/หรือก่อนนอน
    • ทำความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัดหลังปัสสาวะ โดยการ
    ซับด้วยทิชชูเปียก (Sanitary Wipes)
    • ทำความสะอาดหลังการถ่ายอุจจาระ โดยการล้างผ่าน
    น้ำเปล่าแล้วซับเบาๆ ให้แห้ง

  • การทำรีแพร์ จะต้องวัดขนาดของแฟนมาหรือไม่

    ไม่จำเป็น เนื่องจากแพทย์จะรีแพร์หรือกระชับช่องคลอดให้มีขนาดหรือไซส์ปกติทั่วไป

  • รีแพร์แก้ปัญหาปัสสาวะเล็ดซึมได้หรือไม่

    แก้ไขได้ ด้วยการทำ A-P รีแพร์ ซึ่งเป็นการผ่าตัดเอาผนังช่องคลอดและเนื้อเยื่อส่วนเกินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผนังช่องคลอดที่ยื่นเข้าไปในช่องคลอดออกไป รวมทั้งการตกแต่งกระเพาะปัสสาวะและลำไส้หย่อน ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนดีขึ้น ทั้งนี้ในกรณีของการรักษาเรื่องภาวะไอ จามปัสสาวะเล็ดนั้น การผ่าตัด A-P รีแพร์ไม่สามารถรักษาอาการดังกล่าวได้ถาวร ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีปัสสาวะเล็ดได้อีกภายในเวลา 5 ปีหลังการผ่าตัด

  • ทำรีแพร์ไปแล้ว แฟนใหม่จะรู้หรือไม่ว่าเราเคยทำรีแพร์มาก่อน

    หลังการทำรีแพร์และพักฟื้นจนกระทั่งแผลหายสนิท ผู้ชายจะไม่สามารถรู้หรือรู้สึกได้ว่าท่านเคยผ่านการทำรีแพร์มาก่อน เนื่องจากในช่องคลอดเป็นบริเวณที่มีเลือดไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงมาก จึงไม่มีรอยแผลเป็นและไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้เป็นที่คาใจ

  • ถ้าไม่เคยมีลูกจำเป็นต้องทำรีแพร์หรือไม่

    ถึงจะไม่เคยมีลูกมาก่อน แต่หากมีปัจจัยต่างๆ อาทิ มีเพศสัมพันธ์บ่อย หรือมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนาน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย, มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ, มีวัยเพิ่มมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นประจำ เช่น ท้องผูก ไอเรื้อรัง ยกของหนัก เป็นต้น ก็อาจทำให้ช่องคลอดไม่กระชับหรือหลวมได้ ซึ่งท่านสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำรีแพร์ได้ อย่างไรก็ตาม ในคนที่ไม่เคยมีลูกมาก่อน ปัญหาช่องคลอดหลวมอาจจะเกิดช้ากว่าคนที่เคยผ่านการคลอดบุตร

  • ถ้าผ่าคลอดจำเป็นต้องทำรีแพร์หรือไม่

    คนที่ผ่าคลอดโดยไม่เคยคลอดบุตรทางช่องคลอด หากมีปัจจัยต่างๆ อาทิ มีเพศสัมพันธ์บ่อย หรือมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนาน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย, มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ, มีวัยเพิ่มมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นประจำ เช่น ท้องผูก ไอเรื้อรัง ยกของหนัก เป็นต้น ก็อาจทำให้ช่องคลอดไม่กระชับหรือหลวมได้ ซึ่งท่านสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำรีแพร์ได้ อย่างไรก็ตาม ในคนที่ผ่าคลอด ปัญหาช่องคลอดหลวมอาจจะเกิดช้ากว่าคนที่เคยผ่านการคลอดบุตรมาก่อน

  • เคยทำรีแพร์มาแล้ว สามารถทำอีกครั้งได้หรือไม่

    สามารถทำได้ หากกลับมามีภาวะผนังช่องคลอดหย่อนคล้อยซ้ำ แต่การผ่าตัดครั้งหลังจะเริ่มมีข้อจำกัด โดยแพทย์อาจไม่สามารถทำผ่าตัดช่องคลอดได้ความความลึกมากเท่ากับที่ผ่าตัดครั้งแรก เนื่องจากอาจมีพังผืดเหนี่ยวรั้งลำไส้ขึ้นไปติดกับผนังช่องคลอดที่เคยทำผ่าตัดมาแล้ว เมื่อไม่สามารถทำผ่าตัดได้ลึกมาก ความกระชับที่ได้จึงอาจไม่ได้ตามต้องการอย่างเต็มที่

  • อายุมากแล้ว สามารถทำรีแพร์ได้หรือไม่

    สามารถทำรีแพร์ได้ แต่ในผู้ป่วยแต่ละท่าน ความตึง ความกระชับของช่องคลอดหลังทำผ่าตัดรีแพร์อาจจะได้ผลมากหรือน้อยไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละท่าน

  • ทำรีแพร์แล้วจะอยู่ถาวรหรือไม่

    หลังทำรีแพร์ไปแล้วเมื่อเวลาผ่านไป ช่องคลอดก็อาจกลับมาไม่กระชับหรือหลวมได้อีก ด้วยปัจจัยต่างๆ อาทิ มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนาน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ, ฮอร์โมน รวมถึงมีวัยเพิ่มมากขึ้น

  • การทำรีแพร์จะกลับมาเหมือนตอนยังไม่มีเพศสัมพันธ์หรือไม่

    การทำรีแพร์จะช่วยให้ช่องคลอดของท่านกลับมากระชับขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ความกระชับก็ไม่ได้เท่ากับคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน

  • หลังการรักษา ควรปฏิบัติอย่างไร

    • งดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 45 – 60 วัน
    • หลีกเลี่ยงยกของหนักประมาณ 4 สัปดาห์
    • ไม่ควรใช้บันไดบ่อยนัก ให้ก้าวทีละขั้น ทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ตามปกติ และค่อยๆเพิ่มกิจกรรมต่างๆมากขึ้น

  • อายุมากแล้วรักษาด้วยการผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่

    ถึงจะมีอายุมากแล้วก็ยังได้ผลดี เพียงแต่แพทย์จะต้องประเมินก่อนว่าผู้ป่วยจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้หรือไม่ ในกรณีที่สุขภาพแข็งแรงดีสามารถทำผ่าตัดได้เลย แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง เป็นต้น จะต้องควบคุมอาการของโรคให้ได้ก่อนหรือได้รับการประเมินสุขภาพจากอายุรแพทย์ก่อน

  • หลังผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ด จะกลับมาเป็นอีกหรือไม่

    มีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ หากทำกิจกรรมต่างๆ ที่ไปเพิ่มแรงดันในช่องท้องหรือแรงกดที่กระเพาะปัสสาวะ เช่น การยกของหนัก, ภาวะท้องผูก เป็นต้น หรือมีภาวะไอเรื้อรัง, อ้วน, ภาวะหมดประจำเดือน ฯลฯ

  • ผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดได้ผลดีแค่ไหน

    ส่วนใหญ่คนไข้จะมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการผ่าตัดแล้ว อย่างไรก็ตามการผ่าตัดบางวิธีก็ให้ผลไม่ถาวร เช่น การทำ A-P รีแพร์ มีโอกาสที่จะมีปัสสาวะเล็ดได้อีกภายในเวลา 5 ปีหลังผ่าตัด ส่วนการผ่าตัดใส่สายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ TVT-O หรือ MiniArc มีอัตราความสำเร็จประมาณ 85% - 90 %

  • การผ่าตัดรักษาปัสสาวะเล็ดมีกี่วิธี

    • ผ่าตัดเย็บเนื้อเยื่อของช่องคลอดที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ
    ไปแขวนยึดกับด้านหลังของกระดูกหัวหน่าว เพื่อพยุงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ
    • ผ่าตัดทำ A-P รีแพร์ จะทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนดี
    ขึ้น
    • ผ่าตัดใส่สายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ TVT-O
    หรือ MiniArc เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ล่าสุดในการแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ด โดยใช้พื้นที่ในการผ่าตัดน้อยที่สุด

  • หลังยกมดลูกไปแล้วจะกลับมาหย่อนอีกหรือไม่

    สามารถกลับมาหย่อนได้อีก ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุเพิ่มมากขึ้น, น้ำหนักตัวมากขึ้นทำให้ไปเพิ่มความดันในช่องท้อง, การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันและการดูแลตนเอง เป็นต้น

  • การรักษาต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือไม่

    การผ่าตัดยกมดลูกเป็นการผ่าตัดทางหน้าท้อง โดยแผลผ่าตัดจะอยู่ในแนวขวางเหนือระดับกระดูกหัวหน่าว แต่ถ้าเคยผ่าตัดช่องท้องและมีแผลในแนวตั้งมาก่อนก็จะผ่าตัดในแนวแผลเดิม ดังนั้น ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะต้องดมยาสลบและงดน้ำและอาหารก่อนทำการผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

  • มดลูกหย่อนแค่ไหนควรผ่าตัดยกมดลูก

    ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ โดยแพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจภายในเพื่อดูสภาพความหย่อนยานของมดลูก หากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่าความหย่อนยานของมดลูกมีความรุนแรงมากก็จะแนะนำให้ทำผ่าตัด

  • หลังตกแต่งเยื่อพรหมจารีแล้วควรปฏิบัติตนอย่างไร

    • ควรหยุดทำงาน และงดกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำเป็นประจำ
    ในช่วง 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด
    • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง อาทิ ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด
    ยาระบายเพื่อป้องกันภาวะท้องผูก
    • รับประทานอาหารได้ทุกชนิด ยกเว้นแอลกอฮอล์ ของ
    หมักดอง และงดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 15 วัน
    • ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรทำกิจกรรมต่างๆ
    และยกของเบาๆ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเดินมากๆ หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ และงดออกกำลังกายประมาณ 4-6 สัปดาห์
    • งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 8-12 สัปดาห์

  • ตกแต่งเยื่อพรหมจารีแล้ว จะเหมือนเป็นสาวบริสุทธ์หรือไม่

    ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือวัฒนธรรมของสังคม อย่างในบางสังคมมีวัฒนธรรมความเชื่อว่าเยื่อพรหมจารีเป็นสัญลักษณ์ของสาวพรหมจรรย์ หรือผู้หญิงที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ การตกแต่งเยื่อพรหมจารีจึงให้ความรู้สึกเหมือนกลับมาเป็นสาวบริสุทธิ์อีกครั้ง แต่อันที่จริงเยื่อพรหมจารีเป็นเยื่อที่บางมากๆ สามารถฉีกขาดได้จากสาเหตุอื่นๆ นอกจากการมีเพศสัมพันธ์ในครั้งแรก เช่น จากอุบัติเหตุ เล่นกีฬา (เช่น ยิมนาสติก ขี่ม้า ปั่นจักรยาน) ใส่ผ้าอนามัยแบบสอด เป็นต้น

  • การแก้ไขเยื่อพรหมจารีจำกัดเรื่องอายุหรือไม่

    การแก้ไขเยื่อพรหมจารีไม่จำกัดในเรื่องอายุ กรณีอายุไม่ถึง 18 ปี ควรมีผู้ปกครองรับทราบด้วย ซึ่งโดยทั่วไปเเพทย์มักจะพิจารณาผ่าตัดตกแต่งเยื่อพรหมจารีในผู้ที่มีความจําเป็นตามค่านิยมความเชื่อทางวัฒนธรรมหรือทางศาสนาจริงๆ รวมถึงพิจารณาทำผ่าตัดในผู้ที่ยังไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรมาก่อน

  • ตกแต่งปากช่องคลอดพักฟื้นนานเท่าไหร่จึงสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้

    ควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังการผ่าตัดประมาณ 45 – 60 วัน

  • ปากช่องคลอดกว้างมากสามารถแก้ไขได้หรือไม่

    สามารถแก้ไขได้ โดยการผ่าตัดตกแต่งปากช่องคลอด ซึ่งมักทำร่วมไปกับการผ่าตัดตกแต่งช่องคลอด หรือ รีแพร์ รวมถึงการตกแต่งฝีเย็บไปพร้อมกัน ก็จะทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของปากช่องคลอดแคบลง และบริเวณช่องคลอดมีความสวยงาม

  • ผ่าตัดแคมจะกระทบกับปุ่มคลิตอริสหรือไม่ การรับความรู้สึกจะเปลี่ยนหรือไม่

    การผ่าตัดแคมจะไม่ส่งผลกระทบต่อคริตอริส กระทั่งแคมเล็กที่ตัวแคม 2 ข้างมาบรรจบกันตรงปุ่มคลิตอริส การผ่าตัดก็ไม่ได้ยุ่งในส่วนของคลิตอริสเลย ดังนั้น ความรู้สึกจะยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง

  • หลังการผ่าตัดแคมเล็กหรือแคมใหญ่ ต้องใช้เวลารักษาเท่าไหร่จึงสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้

    ควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังการผ่าตัดประมาณ 45 – 60 วัน

  • แคมใหญ่มีขนาดไม่เท่ากัน สามารถแก้ไขได้หรือไม่

    สามารถฉีดให้อูมขึ้นได้ด้วยสารเติมเต็ม หรือฉีดไขมันตัวเองก็ได้ แต่การฉีดสารเติมเต็มจะให้ผลดีกว่า สวยงามมากกว่า

  • หลังการฉีดหัวหน่าว ควรปฏิบัติอย่างไร

    • หลังฉีดสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ อาจ
    พบว่าบริเวณที่ฉีดมีรอยเป็นจุดแดงหรือจ้ำเขียวจากเข็มได้ แต่จะหายได้เองภายใน 3-7 วัน
    • หากผิวหนังบริเวณที่ฉีดคลำได้เป็นตุ่มนูนเล็กๆ ให้นวด
    คลึงเบาๆ จนกระทั่งเรียบเนียนขึ้น
    • ควรดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวันเพื่อให้สารเติมเต็มคงอยู่ได้นาน
    มากขึ้น

  • ฉีดหัวหน่าวทำได้เลยวันมาพบแพทย์หรือไม่

    สามารถทำได้เลยในวันที่มาพบแพทย์ แต่ควรพาเพื่อนมาด้วยเพื่อช่วยขับรถกลับหลังฉีด เพราะอาจเกิดอาการมึนงง หลังได้รับยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้หลับขณะทำ

  • หลังฉีดหัวเหน่าวจะช่วยให้อูมขึ้นได้นานเท่าไหร่

    หัวหน่าวจะอูมอยู่ได้นานประมาณ 8-12 เดือน

  • มีข้อกำหนดเรื่องอายุในการรักษาหรือไม่

    มักไม่มีข้อกำหนดในเรื่องของอายุ แพทย์จะพิจารณาสภาพปัญหาของแต่ละท่านเป็นรายๆ ไป เช่น ในคนอายุน้อยที่แคมเล็กหรือแคมใหญ่มีขนาดใหญ่มาตั้งแต่กำเนิด ถ้าไม่มั่นใจสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำผ่าตัดลดขนาดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้มารับการรักษามักจะเป็นคนที่มีวัยพอสมควร เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือผ่านการคลอดบุตรมาแล้ว จะทำให้แคมเล็ก แคมใหญ่ ขยายขนาดขึ้นได้ หรือหัวหน่าวมีการสูญเสียปริมาณเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังทำให้เกิดการหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอย

  • เลเซอร์สามารถรักษาเรื่องปัสสาวะเล็ดซึมได้หรือไม่

    สามารถรักษาได้ การรักษาด้วยเลเซอร์จะเป็นการทำให้บริเวณรอบช่องคลอดมีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น โดยไม่มีบาดแผล ไม่มีอาการเจ็บแผลและไม่สูญเสียเลือด เหมาะกับท่านที่มีภาวะปัสสาวะเล็ดแบบไม่รุนแรงมาก

  • หลังการเลเซอร์แคมแล้ว จะขาวถาวรหรือไม่

    เลเซอร์ทำให้ขาวขึ้นได้แต่ไม่ถาวร ส่วนจะขาวได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน

  • การเลเซอร์แคมให้ขาว ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล

    ต้องทำการเลเซอร์อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 2 – 3 สัปดาห์

  • ช่องคลอดหย่อนคล้อย กระชับด้วย Laser ได้หรือไม่

    สามารถทำได้ แต่การกระชับด้วยเลเซอร์จะต้องมีภาวะช่องคลอดหย่อนยานไม่มากนัก เนื่องจากความกระชับที่ได้เป็นผลมาจากการสร้างคอลลาเจนบริเวณรอบๆ ช่องคลอด ซึ่งเนื้อเยื่อช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนอาจมีการตอบสนองต่อเลเซอร์ สร้างคอลลาเจนได้ไม่เท่ากัน

  • การรักษาด้วย Laser ใช้ระยะพักฟื้นสั้นกว่าหรือไม่

    การดูแลหลังผ่าตัดด้วยเลเซอร์ ความเจ็บปวดและการระบมของแผลน้อยกว่า ฟื้นตัวได้ไวกว่าการผ่าตัดโดยใช้ใบมีด

  • การรักษาด้วย Laser มีเพศสัมพันธ์ได้เร็วขึ้นหรือไม่

    ควรยกเว้นมีเพศสัมพันธ์หลังทำประมาณ 45 – 60 วัน เช่นเดียวกับการรักษาแบบเดิม

  • การรักษาแบบ Laser กับแบบใบมีดแตกต่างกันอย่างไร

    การรักษาแบบเลเซอร์จะช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงแผลผ่าตัดและเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างใต้แผลผ่าตัด ทำให้กระบวนการหายของแผลผ่าตัดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดโดยใช้ใบมีดแบบเดิม

  • หลังผ่าตัดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติเมื่อไหร่

    ตกแต่งหนังคลุมคลิตอริส : หลังผ่าตัดสามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 5 วัน แต่สามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติทุกอย่างใช้เวลาประมาณ 4 – 6 สัปดาห์
    ฉีดเสริม G- Spot : หลังฉีดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

  • หลังการรักษาจะมีอาการเจ็บมากหรือไม่

    อาจมีอาการเจ็บบ้าง หากมีอาการปวดมากสามารถรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่งได้

  • หลังการรักษา ต้องงดมีเพศสัมพันธ์กี่วัน

    ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์นานประมาณ 45 – 60 วัน

  • การรับความรู้สึกจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หลังรับการรักษา

    ตกแต่งหนังคลุมคลิตอริส : การรับความรู้สึกเวลามีเพศสัมพันธ์จะเหมือนเดิม เนื่องจากแพทย์จะตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินของหนังคลุมคลิตอริสในแต่ละด้านออก โดยไม่ไปยุ่งหรือสัมผัสปุ่มคลิตอริสและเส้นประสาทเลย
    ฉีดเสริม G- Spot : ทำให้การรับความรู้สึกเวลามีเพศสัมพันธ์ดีขึ้น

  • ขั้นตอนการรักษา ทำอย่างไร

    ตกแต่งหนังคลุมคลิตอริส : แพทย์จะตัดหนังหุ้มคลิตอริสทางด้านข้างที่เป็นส่วนเกินออกและเย็บขอบแผลด้วยไหมละลายเส้นเล็ก ปัจจุบันสามารถผ่าตัดด้วยเลเซอร์ได้ด้วย
    ฉีดเสริม G- Spot : แพทย์จะฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่บริเวณ G-Spot ใช้เวลาฉีดประมาณ 10 นาที หลังการผ่าตัดไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น

  • การรักษาต้องดมยาสลบหรือไม่

    ผ่าตัดตกแต่งหนังคลุมคลิตอริส : แพทย์จะการฉีดยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับการให้ยานอนหลับฉีดเข้าหลอดเลือดดํา
    ฉีดเสริม G-Spot : แพทย์จะให้ยานอนหลับฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ
    • ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลักเศษอาหารในระหว่างหรือหลังจากการผ่าตัด
    • หลังทำอาจมีอาการมึนงง เวียนศีรษะ จากการฉีดยานอนหลับ ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการจนกว่าจะดีขึ้น และไม่ควรขับขี่รถกลับบ้านเองเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้

  • ผ่าตัดแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่

    มีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก แต่ลักษณะใบหูอาจจะกางน้อยลงกว่าเดิม

  • ระยะเวลาการพักฟื้นหลังการผ่าตัด

    ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 – 3 วัน

  • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ควรปฏิบัติอย่างไร

    • งดอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามินอี
    • งดแอสไพริน ประมาณ 2 สัปดาห์

  • ลักษณะหูแบบใดที่เรียกว่า หูกาง

    ใบหูไม่แนบไปทางด้านหลังชิดกับหนังศีรษะ ทำมุมกันเกิน 35 องศา ขอบนอกใบหูไม่พับไปทางด้านหลัง

  • ระยะเวลาการพักฟื้นหลังการผ่าตัด

    ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์

  • หลังการผ่าตัด ควรปฏิบัติอย่างไร

    หลังการผ่าตัดไม่งดใช้เสียงในช่วง 2 สัปดาห์แรก และระวังไม่ให้แผลผ่าตัดโดนน้ำ

  • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดควรปฏิบัติอย่างไร

    • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ เช่น โรคประจำตัว การแพ้ยา อาหารเสริมที่ใช้
    • งดยากลุ่มละลายลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน ก่อนรับการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์
    • งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์
    • งดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัด 6 โมง

  • การกรอกระเดือก ส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจ หรือระบบทางเดินอาหารหรือไม่

    การกรอกระเดือกเป็นการกรอส่วนนูนของกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียงเท่านั้น จึงไม่ส่งผลกระทบกับระบบการหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร

  • ฉีดแก้ไขแก้มตอบแล้วลักษณะที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติหรือไม่

    โดยปกติ ไขมันที่ฉีดจะค่อยๆ คงที่และอยู่ตัวใช้เวลานานประมาณ 3 เดือน เมื่ออยู่ตัวแล้วแก้มจะแลดูอวบอิ่มเป็นธรรมชาติ

  • หลังฉีดไขมันแก้ม ต้องนวดแก้มหรือไม่

    ควรนวดแก้มเบาๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อให้อาการเป็นไตในบริเวณที่ฉีดไขมันอ่อนนุ่มลงกระทั่งเหมือนเนื้อ เยื่อบริเวณแก้มทั่วไป ไม่ควรนวดแก้มแรงเกินไป เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ไขมันเหลือปริมาณน้อยลงจากปกติได้

  • นอกจากการฉีดไขมันแก้มตอบ ยังมีวิธีการรักษาอื่นอีกหรือไม่

    กรณีมีหนังแก้มเยอะ แนะนำให้ดึงหน้าควบคู่กันไปด้วย

  • ฉีดไขมันแก้มแล้วอยู่ได้นานหรือไม่

    เนื่องจากเซลล์ไขมันที่นำมาฉีดเป็นเซลล์ไขมันของลูกค้าเอง จึงไม่มีปัญหาเรื่องการแพ้ เมื่อฉีดแล้วจะได้ผลในระยะยาว และหากลูกค้าปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์เป็นอย่างดีด้วยแล้ว ก็จะสามารถช่วยให้แก้มอวบอิ่มไปอีกนาน

  • การแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกใช้ไหมละลายหรือต้องมาตัดไหม

    การแก้ไขยิ้มเห็นเหงือก แพทย์จะเย็บด้วยไหมละลาย จึงไม่ต้องมาตัดไหม

  • การแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลหรือไม่

    ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

  • หลังการแก้ไขยิ้มเห็นเหงือก สามารถรับประทานอะไรได้บ้าง

    หลังการรักษาสามารถรับประทานอาหารอ่อนๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการขยับของช่องปาก และควรหมั่นบ้วนปากทุกครั้งหลังการรับประทานอาหาร

  • หลังการแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกแผลจะหายเมื่อไหร่

    หลังการรักษาแผลจะหายใช้เวลา ประมาณ 4 – 6 สัปดาห์

  • การแก้ไขยิ้มเห็นเหงือก ผลการรักษาจะถาวรหรือไม่

    ผลการรักษาอยู่ได้ถาวร

  • จัดฟัน สามารถแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกได้หรือไม่

    การจัดฟันไม่สามารถช่วยแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกได้ ถ้าต้องการแก้ไขควรปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด เพราะปัญหายิ้มเห็นเหงือกมีหลายสาเหตุ ซึ่งแต่ละสาเหตุมีวิธีการรักษาแตกต่างกันไป

  • ผ่าตัดรักษาต่อมกลิ่นรักแร้แล้วจะกลับมามีกลิ่นอีกหรือไม่

    หลังการรักษาอาจมีกลิ่นหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องจากหากทำมากเกินจะมีผลต่อเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังได้

  • รักษาต่อมกลิ่นรักแร้ใช้เวลาในการผ่าตัดนานเพียงใด

    ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 45 – 60 นาที หลังการผ่าตัดไม่ควรขยับแขนบริเวณผ่าตัดมากอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และแพทย์จะนัดตรวจซ้ำ ประมาณ 1 สัปดาห์

  • ผ่าตัดรักษาต่อมกลิ่นรักแร้ แผลผ่าตัดมีขนาดใหญ่หรือไม่

    แผลผ่าตัดมีขนาดไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม แผลผ่าตัดจะขนาดเล็กหรือใหญ่ก็จะถูกซ่อนไว้ในรอยพับของรักแร้

  • การกรีดตาช่วยลดหนังตาตกได้หรือไม่

    การกรีดตาอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ไขหนังตาตกหรือหย่อนคล้อยได้ แพทย์จะต้องตัดหนังตาส่วนเกินออกด้วยจึงจะได้ผล

  • หนังตาตกจะต้องเอาไขมันบนชั้นตาออกหรือไม่

    กรณีที่มีปัญหาหนังตาตก และไขมันบริเวณชั้นตาบนเยอะด้วย ศัลยแพทย์ก็จะเอาก้อนไขมันบริเวณตาบนออกให้ด้วย

  • ตาเล็ก ทัศนวิสัยในการมองไม่กว้าง ใช่หนังตาตกหรือไม่

    กรณีนี้ไม่ใช่หนังตาตก สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำตาสองชั้น เพื่อให้ดวงตากลมโตกว้างขึ้น

  • มองภาพไม่ชัด มีอะไรมาบังที่ชั้นตา ใช่หนังตาตกหรือไม่

    ส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุมาก หนังตาจะห้อยลงมาปิด ส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองลดลง

  • การผ่าตัดแก้ไขหนังตาตกทำอย่างไร

    การผ่าตัดแก้ไขหนังตาตก แพทย์จะใช้วิธีการกรีดคล้ายๆกับการทำตาสองชั้น แต่จะแตกต่างกันตรงที่การแก้ไขหนังตาตกต้องตัดเนื้อส่วนเกินออกด้วย

  • การแก้ไขหนังตาตกควรทำเมื่ออายุเท่าไร

    ส่วนใหญ่ผู้ที่มาแก้ไขหนังตาตกจะมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากอายุที่มากขึ้นเป็นสาเหตุทำให้หนังตาตก ยิ่งถ้าขาดการดูแลตัวเองที่ดีด้วยแล้วก็จะส่งผลทำให้หนังตาตกมากขึ้น ส่วนจะระบุว่าควรแก้ไขเมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้ให้ชัดๆ ไปเลย คงทำได้ยาก เพราะลูกค้าแต่ละท่านมีปัญหาหนังตาตกมากน้อยไม่เท่ากัน และความต้องการที่จะแก้ไขแตกต่างกันไป

  • หลังผ่าตัดหน้าอกหย่อนยาน สามารถยกของหนักได้หรือไม่

    สามารถยกของหนักได้หลังจากผ่าตัดไปแล้ว 1 เดือนขึ้นไป

  • การผ่าตัดหน้าอกหย่อนยานต้องพักที่โรงพยาบาลกี่คืน

    นอนพักที่โรงพยาบาล 2 คืน

  • การผ่าตัดลดขนาดหน้าอกต้องพักที่โรงพยาบาลกี่คืน

    นอนพักที่โรงพยาบาล 3 คืน

  • การผ่าตัดลดขนาดหน้าอกมีแผลเป็นหรือไม่

    มี ถ้าแก้ไขหน้าอกหย่อนคล้อยไม่มาก แผลเป็นจะอยู่บริเวณปานนม ถ้าหน้าอกใหญ่หรือหย่อนคล้อยมาก แผลเป็นจะอยู่บริเวณใต้ราวนม เป็นรูปสมอเรือ

  • ถ้ามีโรคประจำตัว สามารถทำการผ่าตัดลดขนาดหน้าอกได้หรือไม่

    หากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเลือดจาง ทางโรงพยาบาลไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัด

  • ผู้ที่สามารถผ่าตัดลดขนาดหน้าอกต้องมีอายุเท่าไร

    อายุ 20 ปี ขึ้นไป

  • หน้าอกหย่อนยาน สามารถแก้ไขด้วยการเสริมหน้าอกได้หรือไม่

    ในกรณีที่หน้าอกหย่อนยานไม่มาก การเสริมด้วยถุงซิลิโคนสามารถดันให้เต้านมตั้งขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหน้าอกหย่อนยานมาก การเสริมหน้าอกไม่สามารถช่วยได้ ควรผ่าตัดเสริมพร้อมยกกระชับหน้าอกจะได้ผลดีที่สุด

  • หน้าอกหย่อนหลังคลอดบุตร หากยังให้นมบุตรอยู่สามารถผ่าตัดหน้าอกได้หรือไม่

    ไม่สามารถผ่าตัดได้ ต้องให้บุตรหยุดทานนมก่อน และเนื่องจากการให้บุตรดูดนมจะทำให้รูปร่างของหน้าอกเปลี่ยนแปลงไปหรือหย่อนคล้อยอีกได้ ดังนั้น หากแน่ใจว่าจะไม่ให้นมบุตรอีก ก็สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้

  • การลดขนาดหน้าอก หากไม่ต้องการผ่าตัดจะมีวิธีอื่นหรือไม่

    การลดขนาดหน้าอกมีแต่วิธีการผ่าตัดเท่านั้น

  • การผ่าตัดลดขนาดเต้านมมีผลต่อการให้นมบุตรหรือไม่

    แม้ว่าหลังผ่าตัดลดขนาดเต้านมจะยังให้นมลูกได้ตามปกติ แต่การผ่าตัดอาจส่งผลต่อต่อมที่สร้างน้ำนม ทำให้ปริมาณของน้ำนมน้อยลงได้ ดังนั้น หากวางแผนจะมีลูกและให้นมเอง ควรชะลอการผ่าตัดออกไปก่อน

  • การแก้ไขหน้าอกหย่อนยาน จะพบปัญหาหัวนมสูง-ต่ำ ไม่เท่ากันหรือไม่

    มีโอกาสพบบ้างในบางราย เนื่องจากหน้าอกของแต่ละท่านมีฐานนมที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหานี้ลงได้

  • การแก้ไขหน้าอกหย่อนยาน จะทำให้เต้านมห่างกันหรือไม่

    การแก้ไขหน้าอกหย่อนยาน ไม่ได้ส่งผลให้เต้านมห่างกัน เพราะความห่างของเต้านมขึ้นอยู่กับฐานเดิมของหน้าอกแต่ละท่าน ส่วนในอนาคตจะห่างขึ้นได้ไหม ตอบว่าได้ หลังผ่าตัดไปแล้วหลายๆ ปี เมื่อหน้าอกเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยอีก ฐานของเต้านมก็อาจขยายออกด้านข้าง ความพุ่งชันของหน้าอกก็จะลดลง ทำให้หน้าอกค่อยๆ แยกห่างออกจากกันได้ วิธีที่จะช่วยชะลอคือ การสวมเสื้อชั้นในประคองเต้าไว้เพื่อให้หย่อยคล้อยช้าลง

  • หากแก้ไขหน้าอกหย่อนยานแล้วหน้าอกจะกลับไปหย่อนยานอีกหรือไม่

    เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะกลับมาหย่อนคล้อยได้อีก เพราะเต้านมจะหย่อยคล้อยตามวัยที่มากขึ้น แต่อาจเร็วช้าไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นกับการปฏิบัติตัว เช่น หากสวมเสื้อชั้นในประคองเต้านมเอาไว้ตลอดเวลา จะสามารถยืดระยะเวลาที่เต้านมจะกลับมาหย่อนคล้อยได้

  • แผลผ่าตัดลดขนาดเต้านมมีลักษณะอย่างไร มีแผลเป็นหรือไม่

    แผลเป็นหลังการผ่าตัดลดขนาดเต้านมมี 2 แบบ
    • กรณีลดขนาดไม่มาก แผลเป็นจะอยู่บริเวณปานนม
    • กรณีลดขนาดมากหรือหน้าอกหย่อนคล้อยมาก แพทย์จะตัดเนื้อเต้านมและผิวหนังเต้านมออกมาก และมีการจัดวางตำแหน่งของหัวนมและปานนมใหม่ ทำให้มีรอยแผลเป็นรูปตัว T หัวกลับ หรือรูปสมอเรือบริเวณเต้านม

  • ถ้ามีขนาดเต้านมใหญ่เกินไป สามารถทำการแก้ไขลดขนาดเต้านมได้หรือไม่

    ได้ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งการผ่าตัดลดขนาดเต้านมแพทย์จะทำ 2 แบบ คือ (1) ถ้าคนไข้อายุยังน้อย เช่น วัยรุ่น, วัยสาว ลักษณะเต้านมยังตั้งเต้าได้รูปทรง ไม่หย่อนคล้อย แต่ขนาดเต้านมใหญ่โตเกิน แพทย์จะผ่าตัดลดขนาดเต้านมลง และ (2) ถ้าเป็นคนที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว กับผู้สูงอายุ ที่มีเนื้อเต้านมเหลว เต้านมจะห้อยคล้อยลงมากกว่าปกติ แพทย์จะผ่าตัดลดขนาดเต้านมพร้อมยกกระชับเต้านมขึ้น

  • ถ้าต้องการลดโหนกแก้ม สามารถใช้วิธีการฉีดโบท๊อกซ์แทนการผ่าตัดลดโหนกแก้มได้หรือไม่

    การฉีดโบท๊อกซ์จะช่วยลดกล้ามเนื้อบริเวณกรามเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้กระดูกกรามและโหนกแก้มยุบได้ ถ้าลูกค้าต้องการให้กระดูกกรามและโหนกแก้มยุบต้องทำการผ่าตัดเท่านั้น

  • การผ่าตัดลดโหนกแก้มช่วยแก้ไขลักษณะรูปหน้าให้คล้ายดาราได้หรือไม่

    ขึ้นกับโครงหน้าพื้นฐานเดิมของลูกค้า บวกกับการทำศัลยกรรมอื่นๆ ควบคู่ไปกับการผ่าตัดลดโหนกแก้มด้วย ก็อาจจะได้ลักษณะรูปหน้าที่ใกล้เคียงดาราได้

  • การผ่าตัดลดโหนกแก้ม ใช้เวลาผ่าตัดกี่ชั่วโมง และตอนผ่าตัดจะมีอาการเจ็บหรือไม่

    ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 2-3 ชม.ขึ้นอยู่กับโครงหน้าของลูกค้าแต่ละท่าน ในระหว่างผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บเพราะคนไข้จะได้รับการวางยาสลบ

  • ช่วยแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดลดโหนกแก้ม

    ศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลทุกท่านมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด ลูกค้าสามารถปรึกษากับแพทย์ท่านใดก็ได้ และจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการเข้าพบแพทย์ทุกวัน

  • การผ่าตัดลดโหนกแก้มมีกี่แบบ

    การผ่าตัดลดโหนกแก้มมี 2 แบบ
    • แบบที่ 1 เป็นการลดแบบกรอกระดูก หรือเหลากระดูก
    โหนกแก้ม เหมาะสำหรับคนที่มีโหนกแก้มสูงเพียงเล็กน้อย ต้องการลดไม่มาก
    • แบบที่ 2 เป็นการลดแบบตัด เลื่อน หรือยุบกระดูกโหนก
    แก้ม เหมาะสำหรับคนที่กระดูกโหนกแก้มมีความหนาหรือสูงมาก

  • การผ่าตัดลดโหนกแก้มสามารถทำพร้อมกับการตัดกรามได้หรือไม่

    สามารถทำพร้อมกันได้ เพราะในการผ่าตัดแพทย์จะเปิดแผลผ่าตัดจากภายในช่องปากเหมือนกัน ลูกค้าก็ไม่ต้องเจ็บตัวหลายครั้ง

  • หลังการผ่าตัดแล้วจะมีปัญหาในการเคี้ยวอาหารหรือไม่

    หลังการผ่าตัดสามารถรับประทานอาหารชนิดอ่อนๆ ได้ตามปกติ แต่อาหารชนิดแข็งควรงดไปก่อนประมาณ 1 เดือน

  • หลังการผ่าตัดต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะสามารถขยับปากได้เป็นปกติ

    หลังการผ่าตัดลดโหนกแก้มสามารถขยับปากได้เป็นปกติหลังผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์

  • วิธีใดบ้างที่จะช่วยลดอาการชา หรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

    โดยทั่วไป อาการชาจะหายเองภายใน 3-6 เดือน ระหว่างนั้นอาจรับประทานกลุ่มตัวยาวิตามิน B ที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเส้นประสาท ทำให้ลดอาการชาได้ ลูกค้าสามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ได้

  • หลังผ่าตัดจะชาบริเวณโหนกแก้มหรือใบหน้านานเท่าไหร่

    หลังการผ่าตัดอาจจะมีอาการชาบริเวณที่ผ่าตัด ประมาณ 3- 6 เดือน ขึ้นกับสภาพผิวของลูกค้าแต่ละราย

  • รู้สึกมีเสียงเวลาขยับปาก แต่ไม่มีอาการเจ็บ จะเป็นอะไรหรือไม่

    อาจจะมีเสียงเวลาขยับปากหลังผ่าตัด ถือเป็นอาการปกติที่พบได้ เพราะกระดูกยังไม่เชื่อมต่อกันสนิท ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายเป็นปกติภายใน 1 เดือน

  • หลังการผ่าตัด อาการหน้าบวม ตึงจะนานเท่าไหร่

    อาการบวมหลังผ่าตัดเป็นเรื่องปกติ โดยอาการบวมจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 เดือน แล้วแต่สภาพผิวของคุณลูกค้าแต่ละท่าน

  • โอกาสที่ผ่าตัดลดโหนกแก้มแล้วหน้าจะเสียรูปทรง

    การผ่าตัดลดโหนกแก้ม แพทย์จะมีการ X-RAY กระดูกของโหนกแก้มทั้งสองข้างก่อนทำผ่าตัด ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเบี้ยวของโหนกแก้ม

  • การผ่าตัดลดโหนกแก้มจะช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวเป็น V Shape ได้หรือไม่

    การผ่าตัดลดโหนกแก้ม ทำให้โหนกแก้มเล็กลง แต่ไม่ได้ทำให้รูปหน้าเรียวเป็น V shape หรือ V line ถ้าจะให้เรียวต้องทำการตัดกราม, เสริมคาง หรือเลื่อนคาง ด้วย

  • การปฏิบัติตัวหลังการศัลยกรรมดึงหน้า

    • หมั่นประคบด้วยความเย็นบริเวณใบหน้าประมาณ 2 วัน
    • ควรนอนด้วยท่าศีรษะสูง เพื่อบรรเทาอาการบวมและห้ามนอนทับแก้ม 2 ข้างเด็ดขาดเป็นเวลา 1 เดือน เพราะจะทำให้มีเลือดคั่งได้ง่าย
    • งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์และอาหารรสจัด เพราะจะทำให้หน้าบวมมากยิ่งขึ้น
    • ควรหวีผมเบาๆ และเริ่มสระผมได้หลังจากวันที่ 3 โดยใช้แชมพูธรรมดา และสามารถล้างหน้าได้ตามปกติ
    • ห้ามย้อมผม โกรกผม หรือไดร์ผมด้วยลมร้อนมากๆ ในช่วง 6 สัปดาห์แรก
    • อาจมีอาการชาบริเวณใบหน้า ประมาณ 1-2 เดือน
    • รับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และมาพบแพทย์ตามนัด

  • ผู้ที่ไม่สามารถทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือมีความเสี่ยงในการผ่าตัด

    • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเลือด
    • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ภาวะติดเชื้อ HIV
    • มีไวรัสตับอักเสบ C
    • โรคเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุมได้
    • กรณีที่มีโรคประจำตัว ควรส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคที่เป็น เพื่อประกอบการพิจารณาทำผ่าตัด

  • การศัลยกรรมดึงหน้ามีกี่แบบ

    การทำศัลยกรรมดึงหน้าจะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่
    • ศัลยกรรมดึงหน้าบางส่วน เช่น บริเวณแก้มที่ห้อย
    • ศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด เช่น บริเวณหน้าผาก, คิ้ว และกระชับลำคอ

  • ศัลยกรรมดึงหน้ามีแผลเป็นหรือไม่

    มี แต่รอยแผลมักจะเป็นเส้นเล็กๆ และซ่อนไว้หลังหู แนวหู ไรผม บริเวณหน้าผากหรือแนวผมบริเวณศีรษะด้านหน้า ซึ่งจะมองไม่เห็นรอยแผลเป็นชัดเจน

  • การศัลยกรรมดึงหน้า สามารถดึงแค่เฉพาะบางส่วนได้หรือไม่

    สำหรับผู้ที่มีรอยเหี่ยวย่นไม่มาก เช่น ที่บริเวณแก้ม หรือคาง อาจจะสามารถทำศัลยกรรมดึงหน้าบางส่วนได้ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม

  • มีศัลยกรรมอย่างอื่นอะไรบ้างที่มักทำควบคู่ไปกับศัลยกรรมดึงหน้า

    ศัลยกรรมที่มักทำควบคู่ไปกับศัลยกรรมดึงหน้า คือ ศัลยกรรมกระชับลำคอ (ดึงคอ) และดึงหน้าผาก

  • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดึงหน้า

    • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ อาทิ โรคประจำตัว, อาการแพ้ยา เป็นต้น
    • งดแอสไพริน, วิตามินอี และอาหารเสริม ก่อนเข้ารับการผ่าตัด 2 สัปดาห์
    • งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์

  • หลังการดึงหน้าจะมีอาการบวมนานกี่วัน มีวิธีไหนที่จะช่วยลดบวมได้ผลเร็ว

    หลังดึงหน้าจะมีอาการบวมประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละท่าน แต่ถ้าต้องการให้อาการบวมลดลงเร็วขึ้นควรปฏิบัติดังนี้
    • ประคบเย็นที่ใบหน้าในช่วง 1 – 2 วันแรก
    • นอนยกศีรษะสูงประมาณ 2 – 3 วัน
    • แนะนำรักษาด้วย HBO โดยการหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าสู่ร่างกาย จะช่วยลดบวมให้เร็วขึ้น โดยทำครั้งละ 1 – 2 ชม./วัน ประมาณ 1 – 5 ครั้ง แล้วแต่ความบวมของแผล

  • ดึงหน้าแล้ว จะสระผมได้เมื่อไหร่

    หลังผ่าตัด 3 วันสามารถสระผมได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการสระผม หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณแผลที่ศีรษะ

  • ต้องพักฟื้นนานไหมจึงจะออกสังคมได้ตามปกติ

    หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ – 1 เดือน เพื่อให้อาการบวมยุบเข้าที่ ก็สามารถออกงานสังคมได้

  • ดึงหน้าแล้ว จะมีอาการชานานหรือไม่

    หลังผ่าตัดจะมีอาการชาบริเวณแผลผ่าตัดอยู่ประมาณ 3 – 6 เดือน

  • หลังการดึงหน้า มีโอกาสที่หน้าจะเบี้ยวหรือไม่

    ศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลยันฮีมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด โอกาสที่จะเกิดหน้าเบี้ยวหลังการดึงหน้าแทบไม่มี แต่อาจมีอาการชาเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเพียงชั่วคราวแล้วจะหายไปได้

  • ดึงหน้าแล้วคิ้วจะยกตามหรือไม่

    การดึงหน้า ตำแหน่งคิ้วจะอยู่ที่เดิม แต่ถ้าต้องการยกคิ้วแนะนำให้ทำการผ่าตัดดึงหน้าควบคู่กับการดึงหน้าผาก

  • สามารถเลือกดึงเฉพาะจุดได้หรือไม่

    สามารถเลือกดึงเฉพาะจุดได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีการผ่าตัด 3 จุด คือ ดึงหน้า (ขมับ + แก้ม), ดึงคอ, ดึงหน้าผาก จะดึงจุดไหนขึ้นกับสภาพผิวหน้าของลูกค้า และดุลยพินิจของแพทย์

  • การดึงหน้าสามารถอยู่ได้นานหรือไม่

    การผ่าตัดดึงหน้าจะอยู่ได้ 5 ปี ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลสภาพผิวหน้าของแต่ละท่านด้วย

  • อายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับการดึงหน้า

    ควรมีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เพราะการดึงหน้านั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่อนข้างชัดเจนทั้งที่ใบหน้าและลำคอ ส่วนจะทำที่อายุเท่าไหร่จริงๆ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของลูกค้า และดุลยพินิจของแพทย์

  • คนที่มีรูปปากแบบไหนไม่สามารถทำปากบาง ปากกระจับได้

    • ลักษณะปากที่ยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ ต้องทำการผ่าตัด
    หรือเลเซอร์เหงือกออกก่อน ถึงจะทำปากบาง ปากกระจับได้
    • ลักษณะของปากที่บางมากอยู่แล้ว เพราะจะทำให้ริม
    ฝีปากบางมากขึ้น เวลายิ้มจะมองไม่เห็นริมฝีปาก
    • ผู้ที่มีอายุมาก มีลักษณะของริมฝีปากตก ไม่สามารถทำได้

  • หลังการผ่าตัดปากบาง ปากกระจับ ควรดูแลอย่างไรไม่ให้แผลติดเชื้อ

    • ควรประคบด้วยความเย็นบริเวณริมฝีปากในช่วง 48
    ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด เพื่อลดอาการบวม
    • ต้องรักษาความสะอาดภายในช่องปาก โดยบ้วนปากด้วย
    น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับบ้วนปากโดยเฉพาะ หลังอาหารทุกมื้อ เพื่อป้องกันแผลผ่าตัดติดเชื้อจากเศษอาหารที่หมักหมม
    • ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ
    ย่อยง่าย รสไม่จัด งดของหมักดอง และแอลกอฮอล์
    • หลีกเลี่ยงการพูดคุยใน 1 สัปดาห์แรก ควรรอแผลติดและ
    แห้งสนิทเสียก่อน
    • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

  • หลังจากผ่าตัดปากบาง แผลหายแล้ว แต่ทำไมปากยังชาอยู่

    ปากจะรู้สึกชาหลังผ่าตัดอยู่ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นอาการชาจะลดน้อยลงและหายไปเอง

  • ปากกระจับสามารถทำได้ตั้งแต่อายุกี่ปีขึ้นไป

    อายุ 18 ปี ขึ้นไป

  • ก่อนผ่าตัดริมฝีปากบาง ต้องงดอะไรบ้าง

    • งดวิตามิน อาหารเสริมยาบำรุงที่มีผลต่อการไหลเวียน
    ของเลือด งดยาที่อยู่ในกลุ่มยาสลายลิ่มเลือด ก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์
    • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์

  • เคยผ่าตัดแล้วเกิดแผลเป็นนูนหรือ คีลอยส์ ถ้าผ่าตัดทำปากบางจะเป็นหรือไม่

    การผ่าตัดมีโอกาสทำให้เกิดแผลเป็นได้ทุกส่วนในร่างกาย ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ส่วนริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีโอกาสเกิดแผลเป็นน้อยมาก

  • หลังทำไปแล้วจะอยู่ได้ถาวรหรือไม่ และริมฝีปากจะคงรูปหรือเข้าที่ใช้เวลานานแค่ไหน

    หลังทำไปแล้วปากจะบางถาวรไปตลอด และริมฝีปากจะคงรูปหรือเข้าที่หลังจากทำไปแล้วประมาณ 6 เดือน

  • หลังทำไปแล้วจะรับประทานข้าวได้ตามปกติหรือไม่

    ในช่วง 2 - 4 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด แนะนำให้รับประทานอาหารชนิดอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด งดของหมักดอง และแอลกอฮอล์ จากนั้นรับประทานได้ตามปกติ

  • จัดฟันทำปากบางได้หรือไม่

    ในกรณีที่ลูกค้าจัดฟันอยู่ แพทย์จะทำปากบางให้ต่อเมื่อฟันที่จัดเริ่มเข้าที่บ้างแล้ว หรือต้องจัดฟันเกิน 1 ปีขึ้นไป โดยลูกค้าจะต้องไปให้ทันตแพทย์ปรับลวดให้เรียบร้อยก่อน เพราะหลังผ่าตัดจะต้องรออย่างน้อย 2 เดือนจึงจะปรับลวดได้ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มจัดฟันโดยยังมีปัญหาฟันล่างครอบฟันบน หรือฟันยื่น แพทย์จะยังไม่ทำผ่าตัดให้

  • ปากไม่เท่ากันจะมีปัญหาตอนทำหรือไม่

    ปากไม่เท่ากันไม่เป็นอุปสรรคในการผ่าตัด สามารถทำการผ่าตัดตกแต่งให้เท่ากันได้

  • มุมปากตก ทำปากบางได้หรือไม่

    กรณีมุมปากตกสามารถทำการผ่าตัดปากบางได้ หลังทำแล้วจะทำให้มุมปากยกขึ้นดูเหมือนปากยิ้มมากขึ้น

  • เนื้อเหงือกเยอะ ทำปากบางได้หรือไม่

    ถ้าเนื้อเหงือกเยอะ ไม่แนะนำให้ทำผ่าตัดปากบางหรือปากกระจับ เพราะจะทำให้ยิ้มเห็นเหงือกมากขึ้น ควรทำการผ่าตัดแก้ไขยิ้มเห็นเหงือกให้เรียบร้อยก่อน

  • ปากบางอยู่แล้วทำให้บางกว่าเดิมได้หรือไม่

    กรณีปากบางอยู่แล้ว ไม่แนะนำให้ทำผ่าตัดปากบางอีกเพราะจะทำให้ริมฝีปากบางมากขึ้น เวลายิ้มจะมองไม่เห็นริมฝีปาก

  • ริมฝีปากใหญ่มากจะทำปากบางหรือปากกระจับได้หรือไม่

    สามารถแก้ไขให้ริมฝีปากบางลงและทำเป็นปากกระจับได้ แต่ถ้าลูกค้ามีลักษณะปากที่ยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ ต้องทำการผ่าตัดเหงือกก่อน มิเช่นนั้นพอทำปากบางไปแล้วจะทำให้ยิ้มเห็นเหงือกมากขึ้น

  • ตัดกรามแล้วหน้าจะเรียวขึ้นชัดเจนหรือไม่

    การตัดกรามเป็นการผ่าตัดตกแต่งมุมกรามที่เป็นเหลี่ยม ซึ่งเมื่อตัดกระดูกออกไปแล้วจะทำให้หน้าเรียวขึ้นชัดเจน แต่ถ้ามีกล้ามเนื้อบริเวณกรามหนาแพทย์อาจแนะนำฉีดโบท็อกซ์ร่วมด้วย จะยิ่งทำให้เห็นผลที่ชัดเจน คือหน้าจะดูเรียวสวยขึ้น

  • อยากปรับโครงหน้าต้องตัดกราม ใช่หรือไม่

    ใช่ เพราะการตัดกรามเป็นการตัดแต่งมุมกระดูกขากรรไกรที่เป็นเหลี่ยมกว้างให้เล็กลง ทำให้รูปหน้าแคบเรียวขึ้น

  • ตัดกรามแล้วจะรับประทานข้าวได้หรือไม่

    หลังการตัดกรามควรเลือกรับประทานอาหารอ่อนๆ งดอาหารที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยว อาหารหมักดอง หรือแอลกอฮอล์ ในช่วง 1 เดือนแรก

  • ถ้าจัดฟันอยู่สามารถตัดกรามได้หรือไม่

    ในกรณีที่ลูกค้าจัดฟันอยู่ แพทย์จะผ่าตัดกรามให้ต่อเมื่อฟันที่จัดเริ่มเข้าที่บ้างแล้ว หรือต้องจัดฟันเกิน 1 ปีขึ้นไป โดยลูกค้าจะต้องไปให้ทันตแพทย์ปรับลวดให้เรียบร้อยก่อน เพราะหลังผ่าตัดจะต้องรออย่างน้อย 2 เดือนจึงจะปรับลวดได้ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มจัดฟันโดยยังมีปัญหาฟันล่างครอบฟันบน หรือฟันยื่น แพทย์จะยังไม่ทำการตัดกรามให้

  • การตัดกรามต้องจัดฟันด้วยหรือไม่

    การตัดกรามเป็นการตัดแต่งเหลี่ยมกรามที่กว้างใหญ่ให้เล็กลง เพื่อให้ใบหน้าดูแคบเรียวและอ่อนโยนขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดฟันแต่อย่างใด หากลูกค้ามีปัญหาเหลี่ยมกรามกว้างใหญ่สามารถผ่าตัดกรามได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องจัดฟัน

  • การตัดกรามใช้ระยะเวลาพักฟื้นกี่วัน

    การตัดกรามใช้ระยะเวลานอนพักที่โรงพยาบาล 2 คืน หลังจากนั้นกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านอีก 1-2 สัปดาห์

  • การตัดกรามใช้ไหมอะไรในการเย็บแผล

    การตัดกรามแพทย์จะใช้ไหมละลายในการเย็บแผล จึงไม่ต้องตัดไหม

  • การตัดกรามใช้วิธีฉีดยาชาหรือดมยาสลบ

    การตัดกรามที่โรงพยาบาลยันฮีจะใช้วิธีการดมยาสลบ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • หลังตัดกรามจะมีอาการปวดแผลในปากหรือปวดกระดูกหรือไม่

    หลังการผ่าตัดกรามจะมีอาการปวดบริเวณแผลผ่าตัดที่อยู่ในปาก รวมถึงบริเวณกระดูกที่ทำการผ่าตัดได้ โดยอาการปวดจะเป็นอยู่ประมาณ 3 – 4 วัน

  • หลังการตัดกราม กระดูกกรามจะยังแข็งแรงเหมือนเดิมหรือไม่

    หลังการตัดกราม กระดูกกรามยังมีความแข็งแรงเหมือนเดิม เนื่องจากแพทย์ผ่าตัดกระดูกกรามออกไปเพียงบางส่วนเท่านั้น

  • การเสริมคางสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือไม่

    สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลของลูกค้าแต่ละท่านด้วย ในกรณีมีความผิดปกติหรือลูกค้าอยากเปลี่ยนรูปทรงคางสามารถแก้ไขหรือถอดออกได้

  • การผ่าตัดเสริมคาง สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้หรือไม่

    การเสริมคางจะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูยาวขึ้น แต่ถ้าต้องการให้ใบหน้าดูเล็กและเรียวอาจจะต้องทำหัตถการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตัดกราม, ฉีดโบท๊อกซ์ เป็นต้น

  • กรณีฉีดคางมา สามารถเสริมคางได้หรือไม่

    สามารถเสริมคางได้ โดยแพทย์จะทำการขูดของเหลวบริเวณคางออกก่อน ถ้าไม่มีอาการอักเสบใดๆ ก็สามารถทำการผ่าตัดเสริมคางไปพร้อมกันได้ โดยคางที่เสริมจะเข้าที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน สำหรับค่ารักษาจะมีค่าขูดของเหลวเพิ่มจากการผ่าตัดเสริมคางปกติด้วย

  • การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมคางควรปฏิบัติอย่างไร

    • ในระยะ 2 – 3 วันแรก ให้ประคบความเย็น
    • งดสูบบุหรี่ 1 สัปดาห์
    • ควรงดทานอาหารสจัด ของหมักดอง อาหารที่ใช้แรงบดเคี้ยว และแอลกอฮอล์
    • ควรดูแลบ้วนปากบ่อยๆ ระมัดระวังการกระทบกระเทือนบริเวณคางประมาณ 3-4 สัปดาห์
    • ถ้ามีอาการผิดปกติบวมแดง หรือมีไข้ให้เข้ามาพบแพทย์ทันที

  • การผ่าตัดเสริมคางจะมีอาการเจ็บปวดหรือไม่

    ในระหว่างผ่าตัดจะไม่มีอาการเจ็บปวด เนื่องจากแพทย์จะให้ยานอนหลับและฉีดยาชาเพื่อให้คนไข้คลายความกังวลและไม่เจ็บขณะทำ หลังผ่าตัดจะมีอาการปวดบวม 2-3 วัน คนไข้สามารถประคบความเย็นและรับประทานยาแก้ปวดก็ช่วยให้อาการทุเลาลงได้

  • แผลผ่าตัดเสริมคางมีขนาดใหญ่หรือไม่

    แผลผ่าตัดจากการเสริมคางมีขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณ 1-2 ซม. เท่านั้น และถูกซ่อนไว้บริเวณซอกเหงือก

  • แผลผ่าตัดจากการเสริมคางอยู่บริเวณใด

    โดยทั่วไป แพทย์จะผ่าตัดใส่ซิลิโคนเสริมคางได้ 2 ทาง คือ ด้านนอกปากบริเวณใต้คาง กับ ด้านในปากบริเวณซอกเหงือก ซึ่งการผ่าตัดด้านในปากเป็นที่นิยม เพราะมองไม่เห็นรอยแผลเป็น

  • เสริมคางสามารถแก้ไขลักษณะคางบุ๋มได้หรือไม่

    ตามปกติการผ่าตัดเสริมคางเพียงแค่ทำให้คางยาวขึ้นเท่านั้น อาจจะช่วยลดคางบุ๋มลงได้บ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้แก้ไขให้หายไปได้ ถ้าต้องการแก้ไขคางบุ๋มจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่รวมกับค่าเสริมคาง

  • แพทย์ใช้วัสดุอะไรในการเสริมคาง แล้วนำเข้ามาจากประเทศใด

    ซิลิโคนที่ใช้เสริมคางเป็นซิลิโคนชนิดเดียวกันกับที่ใช้เสริมจมูก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา

  • หลังการเสริมคางจะมีโอกาสเกิดพังผืดจนคางเบี้ยวหรือไม่ มีวิธีป้องกันอย่างไร

    ถ้าลูกค้าไม่ได้ทำการฉีดคางด้วย Filler มา ก็ไม่ต้องเป็นกังวล การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนจะไม่มีภาวะเป็นพังผืดหลังการผ่าตัด แพทย์บางท่านจะแนะนำให้นวดคางหลังผ่าตัด เพื่อลดอาการแข็งตึงของคาง

  • หลังการเสริมคางจะมีอาการชานานหรือไม่

    หลังการผ่าตัดเสริมคางจะมีอาการชาเกิดขึ้นชั่วคราว ประมาณ 1- 3 เดือน และอาการชาจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

  • หลังการผ่าตัดเสริมคางสามารถรับประทานอาหารได้หรือไม่

    หลังการผ่าตัดเสริมคางสามารถรับประทานอาหารได้ แต่ควรเป็นอาหารอ่อนๆ งดอาหารที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยว อาหารหมักดอง หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 เดือน

  • หลังการเสริมคางจะมีปัญหาการไม่สบของฟันหรือไม่

    หลังการผ่าตัดเสริมคางจะไม่พบปัญหาเกี่ยวกับการไม่สบของฟัน เนื่องจากก่อนทำการผ่าตัดแพทย์จะตรวจสภาพของกรามทั้งหมด รวมถึงการสบฟันให้เรียบร้อยก่อน

  • เสริมคางมาแล้วไม่พอใจรูปทรงคางสามารถแก้ไขใหม่ได้หรือไม่

    การแก้ไขทรงคางหลังจากเสริมไปแล้วสามารถทำได้ แต่ต้องไม่มีอาการอักเสบ หรืออาการอื่นๆ แทรกซ้อนบริเวณคาง

  • มีโอกาสผ่าตัดแล้วไปโดนเส้นประสาท ทำให้ปากเบี้ยวได้หรือไม่

    เนื่องจากศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลยันฮีมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัดเสริมคางมายาวนาน ที่ผ่านมายังไม่เคยพบปัญหาปากเบี้ยวในลูกค้าที่มาผ่าตัดเสริมคาง

  • อยากทราบว่าเสริมคางมาแล้ว พบก้อนเนื้อบริเวณคาง สามารถแก้ไขได้หรือไม่

    ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจว่าเป็นก้อนอะไร เช่น เป็นก้อนเนื้องอก, ก้อนไขมันหรือเหนียงใต้คาง ฯลฯ ซึ่งแพทย์จะทำการแก้ไขตามสภาพของปัญหา โดยทางโรงพยาบาลยันฮีมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาทุกวัน

  • อยากมีรูปหน้าที่เรียว แค่ทำการผ่าตัดเสริมคางอย่างเดียวได้หรือไม่

    การเสริมคางจะช่วยปรับรูปหน้าให้แลดูยาวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการให้ใบหน้าดูเล็กและเรียวอาจจะต้องทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ได้แก่
    • ถ้ามีลักษณะใบหน้ากลม มีเนื้อแก้มมาก แนะนำตัดไขมันกระพุ้งแก้ม
    • ถ้ากล้ามเนื้อบริเวณกรามใหญ่ แนะนำฉีด Botox เพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกราม
    • ถ้ากระดูกกรามใหญ่ แนะนำให้ผ่าตัดกราม

  • สามารถเลือกรูปทรงคางได้หรือไม่

    ลูกค้าสามารถนำทรงที่ต้องการมาปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดได้ โดยแพทย์จะช่วยพิจารณารูปทรงที่ลูกค้าต้องการว่าเหมาะกับใบหน้าลูกค้าหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็จะช่วยแนะนำและออกแบบให้เข้ากับใบหน้าของลูกค้า เพื่อความสวยงามของรูปหน้า

  • การตัดปีกจมูกควรทำกับแพทย์ท่านไหน

    ศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลยันฮีทุกท่านมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด ลูกค้าสามารถผ่าตัดกับแพทย์ท่านไหนก็ได้ และมีการันตีรับประกันผลงานให้กับลูกค้าทุกราย

  • หลังตัดปีกจมูกไปแล้วกี่วันจึงจะโดนน้ำได้

    หลังจากตัดปีกจมูกไม่ควรให้แผลโดนน้ำอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม หลังจากนั้นสามารถโดนน้ำได้

  • หลังตัดปีกจมูกสามารถขับรถกลับเองได้หรือไม่

    ไม่แนะนำให้ขับรถกลับเอง เพราะอาจจะมีอาการมึนงงจากฤทธิ์ของยานอนหลับเหลืออยู่

  • การตัดปีกจมูกจะใช้ระยะเวลาพักฟื้นกี่วัน

    ส่วนใหญ่คนไข้จะพักฟื้นอยู่บ้านในช่วงที่ยังมีอาการบวมอยู่ โดยอาการบวมช้ำมักเป็นประมาณ 3-5 วัน แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละท่าน หากต้องการให้ลดบวมเร็วขึ้น ในช่วง 2-3 วันแรก ให้ประคบผ้าเย็นบ่อย ๆ และนอนศีรษะสูง

  • การตัดปีกจมูกใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงและใช้ยาชาหรือยาสลบ

    การตัดปีกจมูกใช้เวลาในการทำประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทั่วไป แพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นก่อน เพื่อให้คนไข้คลายความวิตกกังวลและไม่รู้สึกเจ็บขณะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณปีกจมูก

  • หลังตัดปีกจมูกจะบวมมากหรือไม่

    โดยปกติ การผ่าตัดปีกจมูกจะบวมไม่มาก ระยะเวลาการบวมประมาณ 3 – 5 วัน แต่อาจยุบบวมเร็วหรือช้ากว่านี้ได้ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละท่าน ในช่วง 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด ให้ประคบผ้าเย็นบ่อย ๆ และนอนศีรษะสูง จะช่วยลดอาการบวมได้

  • การตัดปีกจมูกจะมีรอยแผลเป็นหรือไม่

    รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดปีกจมูกจะซ่อนไว้ตรงบริเวณขอบปีกจมูกล่าง เมื่อผ่านเวลานานไป ประมาณ 3-6 เดือน รอยแผลเป็นจะค่อยๆ จางลง จนทำให้มองไม่เห็นรอยแผลเป็น

  • หลังตัดปีกจมูกกี่วันแผลจึงจะหายดี

    หลังผ่าตัดไปแล้ว แผลจะแห้งและหายสนิทใช้เวลาประมาณ 1 - 3 เดือนขึ้นไป

  • หลังตัดปีกจมูกกี่วันถึงจะตัดไหมได้

    หลังตัดปีกจมูกไปแล้ว 7 วัน แพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำและตัดไหม
    ในช่วงก่อนตัดไหมระวังอย่าให้แผลถูกน้ำและใช้ไม้พันสำลีป้ายยาตามแพทย์สั่ง

  • การตัดปีกจมูกจะสามารถช่วยให้จมูกได้รูปและโด่งขึ้นหรือไม่

    การผ่าตัดปีกจมูกไม่ช่วยให้จมูกดูโด่งขึ้น แต่จะทำให้จมูกดูเรียวเล็ก ได้รูปทรงที่สวยงามขึ้น

  • หลังเสริมหน้าอก สามีสามารถจับหน้าอกได้เมื่อไหร่

    หากแผลผ่าตัดหายสนิท และไม่มีอาการเจ็บใดๆ ก็สามารถจับหน้าอกได้ตามปกติ

  • การเสริมหน้าอกมีโอกาสที่ซิลิโคนจะแตกหรือไม่

    ปัจจุบัน โรงพยาบาลยันฮี ใช้ซิลิโคนเสริมหน้าอกที่มีคุณภาพสูง โดยเจลที่อยู่ภายในถุงซิลิโคนมีความหนาแน่นสูง โมเลกุลยึดเกาะกันได้ดี จึงไม่มีโอกาสที่จะรั่วซึมหรือแตกไหลไปสัมผัสกับเนื้อเยื่อของร่างกาย

  • หากมีขนาดหน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน การเสริมหน้าอกจะช่วยแก้ไขหน้าอกให้เท่ากันได้หรือไม่

    ปกติตามธรรมชาติผู้หญิงมีขนาดหน้าอกไม่เท่ากันอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้แตกต่างจนเห็นชัดเจนก็ไม่ต้องแก้ไขอะไร แต่ถ้าเห็นชัดเจนแล้วต้องการแก้ไข การเสริมอกสามารถทำให้หน้าอกมีขนาดใกล้เคียงกันได้

  • เสริมหน้าอกโดยวางซิลิโคนบนชั้นกล้ามเนื้อกับใต้กล้ามเนื้อ แบบไหนดีกว่ากัน

    ดีทั้งสองแบบ แต่แพทย์จะเลือกวางแบบไหนขึ้นกับลักษณะเต้านมของลูกค้า เช่น มีเนื้อเต้านมหรือไขมันใต้ผิวหนังบริเวณอกมากน้อยเพียงใด, กล้ามเนื้อแข็งแรงหรือไม่ เป็นต้น

  • เสริมหน้าอกไปแล้วประมาณกี่ปีจึงจะต้องมาทำการแก้ไขหน้าอกใหม่

    โดยทั่วไปอายุการใช้งานของซิลิโคนจะประมาณ 10 ปีขึ้นไป แต่ถ้าไม่พบปัญหาอะไรสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องแก้ไขอะไร อย่างไรก็ตาม แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจเช็คเป็นระยะเพื่อดูว่าซิลิโคนยังอยู่ปกติดีหรือไม่

  • การเสริมหน้าอกจะช่วยในเรื่องของหน้าอกหย่อนยานหรือไม่

    ในกรณีที่หน้าอกหย่อนยานไม่มาก การเสริมด้วยถุงซิลิโคนสามารถดันให้เต้านมตั้งขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหน้าอกหย่อนยานมาก การเสริมหน้าอกไม่สามารถช่วยได้ ควรผ่าตัดเสริมพร้อมยกกระชับหน้าอกจะได้ผลดีที่สุด

  • หลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกจะมีอาการบวมมากหรือไม่

    หลังการผ่าตัดจะมีอาการบวมประมาณ 1 เดือน และจะเริ่มยุบลงจนเข้าที่ประมาณ 3-6 เดือน

  • ถ้าต้องการขนาดหน้าอกที่ใหญ่สามารถทำได้หรือไม่

    ในการเสริมหน้าอก จะเสริมได้ใหญ่เพียงใดหรือใส่ซิลิโคนได้สูงสุดกี่ซีซี แพทย์จะพิจารณาจากพื้นที่ และเนื้อบริเวณหน้าอกของลูกค้า ในกรณีที่ต้องการเสริมหน้าอกขนาดใหญ่ ถ้าพื้นที่ และเนื้อบริเวณหน้าอกมีมากก็สามารถเสริมขนาดใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม การทำขนาดใหญ่เกินไป อาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือเห็นขอบของซิลิโคนได้

  • ถุงซิลิโคนมีอายุการใช้งานเท่าไหร่

    โดยทั่วไป อายุการใช้งานของซิลิโคนจะประมาณ 10 ปีขึ้นไป แต่มิได้หมายความว่าเมื่อเสริมไปแล้ว 10 ปี จะต้องเปลี่ยนถุงใหม่ทุกราย ถ้าลูกค้าไม่พบปัญหาหรืออาการผิดปกติใดๆ บางคนอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องแก้ไขก็มี อย่างไรก็ตาม ควรมาตรวจเช็คเป็นระยะ ส่วนใหญ่หลังเสริมหน้าอกไปได้ 10 ปี แพทย์จะแนะนำตรวจแมมโมแกรม เพื่อดูว่าซิลิโคนยังอยู่ปกติดีหรือไม่ ส่วนการสังเกตว่าซิลิโคนหมดอายุหรือไม่ให้ดูดังนี้ เริ่มแรกหน้าอกจะนิ่มมาก นาน ๆ ไปจะค่อยๆ แข็งเป็นก้อน ถ้ามีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์

  • การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่

    การเสริมหน้าอกไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นหรือก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด เพราะซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอกนั้นได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) แล้วว่ามีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

  • ในการเสริมหน้าอก แพทย์จะใส่ซิลิโคนเข้าทางไหน

    โดยปกติ ในการเสริมหน้าอกแพทย์จะเปิดแผลผ่าตัดเพื่อใส่ซิลิโคน 3 ตำแหน่ง ดังนี้
    • บริเวณรักแร้
    • บริเวณปานนม
    • บริเวณฐานนม
    แต่ส่วนใหญ่คนไทยและคนเอเชียมักนิยมผ่าตัดที่บริเวณรักแร้ เนื่องจากสามารถซ่อนรอยแผลได้ดี เริ่มนวดหน้าอกได้เร็ว และแผลจะหายเร็วและสวยกว่าผ่าตัดเข้าทางอื่น

  • ซิลิโคนเสริมหน้าอกมีกี่แบบ

    ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอกมี 2 แบบ คือ
    • ซิลิโคนทรงกลม เหมาะกับคนที่ต้องการเสริมหน้าอกขนาดใหญ่ หลังเสริมจะไม่เกิดการหมุนผิดรูปของซิลิโคน คนไข้ต้องนวดหน้าอก เพื่อป้องกันการเกิดพังผืดหดรัดถุงซิลิโคน
    • ซิลิโคนทรงหยดน้ำ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการหน้าอกใหญ่มาก หลังเสริมจะได้หน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ คนไข้ไม่ต้องนวดเต้านมหรือนวดบ้างเล็กน้อย เพราะการนวดผิดวิธีอาจเสี่ยงที่เต้านมจะบิดเบี้ยวผิดรูปได้

  • เสริมหน้าอกแล้วสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่

    หลังการเสริมหน้าอก สามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ เนื่องจากไม่ได้ผ่าตัดบริเวณท่อน้ำนม และท่อน้ำนมยังคงผลิตน้ำนมได้ตามปกติ

  • เสริมหน้าอกมาแล้ว พบว่าหน้าอกข้างหนึ่งนิ่ม ข้างหนึ่งแข็ง จะเป็นอะไรหรือไม่ และต้องทำอย่างไร

    หลังการผ่าตัดหากยังไม่ครบ 1 เดือน ให้นวดคลึงบริเวณหน้าอกเพื่อลดความแข็งตัวของเต้านม แต่ถ้าเกิน 6 เดือนไปแล้วหน้าอกยังแข็ง ต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดพังผืดออก

  • รอยแผลผ่าตัดที่ทำจะอยู่ที่ไหน และจะเห็นชัดหรือไม่

    รอยแผลผ่าตัดจะเป็นรอยเส้นบางๆ และจะซ่อนอยู่ชิดขอบขนตาล่าง ช่วงแรกที่ยังไม่ได้ตัดไหม จะเห็นแผลที่มีไหมค่อนข้างชัด แต่หลังจากตัดไหมแล้ว อาจเห็นผิวรอบรอยแผลมีสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเป็นปกติของการหายของแผลตามธรรมชาติ หลังจากนั้นสีจะค่อยๆ จางลงแล้วหายไปในที่สุด ตามปกติเมื่อแผลหายสนิทแล้วจะมองไม่เห็นรอยแผลแต่อย่างใด

  • ทำไมอายุยังน้อยถึงเป็นถุงใต้ตา

    ถุงใต้ตาอาจเกิดขึ้นได้ในคนที่อายุยังน้อย หากคนเหล่านี้ทำพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันเป็นประจำ เช่น อดนอนหรือนอนดึก, ร้องไห้บ่อยๆ, ใช้สายตาเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน, เพ่งหน้าจอคอมหรือโทรศัพท์มือถือที่สว่างเกินไป เป็นต้น

  • การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาจะอยู่ได้นานเท่าไร

    การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาจะทำให้ถุงใต้ตาหายไปได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ได้หายไปอย่างถาวร ส่วนจะกลับมาเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพันธุกรรม วัยที่เพิ่มขึ้น การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน และการดูแลสุขภาพของตนเองเป็นหลัก ถ้าหลีกเลี่ยงการนอนดึกหรืออดนอน ไม่ใช้สายตามากเกินไป และดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ก็อาจช่วยให้ถุงใต้ตาไม่กลับมาเร็ว บางรายอาจจะอยู่ได้นานเป็น 10 ปี

  • การผ่าตัดตาล่าง หรือ ถุงไขมันใต้ตาจะทำให้ตาล่างแหกหรือไม่

    การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จะช่วยป้องกันปัญหาตาล่างแหก หรือตาเสียรูปทรงได้ เนื่องจากแพทย์จะผ่าตัดชิดแนวขนตาล่าง และตัดผิวหนังส่วนเกินพร้อมกับไขมันที่เป็นสาเหตุให้ถุงตาหย่อนออกอย่างพอเหมาะ

  • ทำไมการลดถุงไขมันใต้ตาที่โรงพยาบาลยันฮีจึงมีราคาถูกกว่าที่โรงพยาบาลอื่นๆ

    เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำหลายท่านที่สามารถรองรับลูกค้าที่จะมาศัลยกรรมได้โดยตรง ไม่ต้องว่าจ้างแพทย์จากที่อื่น ทำให้สามารถกำหนดราคาในระดับที่เหมาะสมได้

  • การประคบเย็นบริเวณแผลจะมีผลกระทบอย่างไร

    การประคบด้วยความเย็นควรประคบบริเวณหน้าผากและรอบดวงตาในช่วง 2 วันแรกหลังผ่าตัด จะช่วยบรรเทาอาการบวมและช่วยห้ามเลือดในบริเวณที่ผ่าตัด

  • หลังการผ่าตัดจะมีรอยแผลเป็นที่หางตาหรือไม่

    ในช่วงแรกหลังผ่าตัดอาจเห็นรอยแผลเป็นชัด หลังจากนั้นรอยแผลเป็นจะค่อยๆจางลง โดยปกติ รอยแผลจะซ่อนอยู่ชิดกับขนตาล่าง เมื่อแผลหายสนิทแล้วจะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลใด ๆ จากการผ่าตัดได้ชัดเจน

  • หลังการผ่าตัดจะมีอาการบวมกี่วัน

    หลังผ่าตัดจะมีอาการบวมในช่วง 3 – 5 วัน แรก หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อยๆ ยุบลง

  • ระหว่างการผ่าตัด มีการวางยาสลบหรือไม่

    การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาไม่ต้องวางยาสลบ แพทย์จะฉีดยานอนหลับที่มีฤทธิ์อ่อนและฉีดยาชาบริเวณเปลือกตาล่าง เพื่อให้ลูกค้าคลายความวิตกกังวลและไม่เจ็บระหว่างทำ

  • ทำแล้วมีโอกาสหนังตาปลิ้นหรือไม่

    โรงพยาบาลยันฮี มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีความชำนาญในการผ่าตัดถุงไขมันใต้ตา จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดข้อผิดพลาด เช่น ปัญหาหนังตาปลิ้น

  • ทำแล้วจะมีโอกาสกลับมาเป็นแบบเดิมหรือไม่

    หลังผ่าตัดลดถุงไขมันใต้ตาจะมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การมีวัยเพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อกลับมาหย่อนอีก, การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน อาทิ การอดนอน หรือนอนดึกบ่อยๆ ใช้สายตามากเกินไป เพ่งหน้าจอคอมหรือโทรศัพท์มือถือที่สว่างเกินไป ฯลฯ ก็มีส่วนให้เกิดได้

  • หลังทำ ตาสองข้างบวมไม่เท่ากัน ต้องใช้เวลาเท่าไรถึงจะเท่ากัน

    อาการบวมหลังผ่าตัดจะเริ่มยุบเข้าที่ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นไป

  • หลังผ่าตัดทำตาสองชั้นจะบวมกี่วัน

    หลังการผ่าตัดทำตาสองชั้น จะมีอาการบวมโดยประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน

  • หลังจากตัดไหมแล้วมีรอยเส้นดำๆ ไม่ทราบว่าใช่สะเก็ดหรือไม่ แล้วใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะหลุดลอกออก

    รอยดำที่เห็นไม่ใช่สะเก็ดแต่จะเป็นรอยที่แพทย์ได้ทำไว้เพื่อเป็นแนวที่จะกรีดชั้นตา ในวันมาพบแพทย์เพื่อตัดไหม พยาบาลจะเช็ดทำความสะอาดให้ รอยก็จะจางหายไปได้

  • หลังทำตาสองชั้นแล้วจะเห็นรอยแผลหรือไม่

    โดยปกติการทำตาสองชั้น แพทย์จะเย็บบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมากเพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุด หลังผ่าตัดในช่วง 7 วันแรกจะเห็นรอยแผล รอยไหมได้ แต่หลังจากตัดไหมและอาการบวมยุบลงแล้ว รอยแผลที่ผ่าตัดจะค่อยๆ จางลงและถูกซ่อนอยู่ในรอยพับของชั้นตาที่สร้างขึ้นใหม่ และมองไม่เห็นเวลาลืมตาตามปกติ

  • กรณีตาสองข้างไม่เท่ากัน สามารถทำตาสองชั้นได้หรือไม่

    กรณีตาสองข้างไม่เท่ากัน จะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
    • กรณีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อตาพิการ แพทย์จะทำการผ่าตัดข้างที่มีปัญหาให้ออกมาใกล้เคียงกับข้างที่ปกติ จะช่วยให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นชัดเจนขึ้น
    • กรณีระดับชั้นตาไม่เท่ากันสองข้าง แพทย์จะทำการผ่าตัดทั้งสองข้างให้มีระดับชั้นตาที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด ไม่ทำเพียงข้างใดข้างหนึ่ง

  • กรณีเป็นคนตาสองชั้นแบบหลบใน จะสามารถทำตาสองชั้นได้หรือไม่

    สามารถทำการผ่าตัดให้ชั้นตาเด่นชัดและสวยงามขึ้นได้ วิธีการผ่าตัดจะใช้วิธีเดียวกับการทำตาสองชั้น

  • การผ่าตัดเปิดหัวตา ใช้วิธีเดียวกับการทำตาสองชั้นหรือไม่

    การผ่าตัดเปิดหัวตาใช้วิธีเดียวกับการทำตาสองชั้น สามารถทำไปพร้อมกับการทำตาสองชั้น หรือในกรณีมีตาสองชั้นอยู่เดิมแต่มีหัวตาปิดก็สามารถผ่าตัดเปิดหัวตาเพียงอย่างเดียวได้ การผ่าตัดเปิดหัวตาจะทำให้ได้ดวงตาที่กลมโตและกว้างขึ้น ส่วนการดูแลหลังทำเช่นเดียวกับการทำตาสองชั้นทั่วไป

  • มีการทำตาสองชั้นด้วยเลเซอร์หรือไม่

    ปัจจุบัน การทำตาสองชั้นที่โรงพยาบาลยันฮี จะเป็นการผ่าตัดแบบใช้มีดกรีดเท่านั้น ยังไม่มีการใช้เลเซอร์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำตาสองชั้นโดยใช้มีดกรีดไม่ต่างกับการใช้เลเซอร์แต่อย่างใด

  • การทำตาสองชั้นแบบเย็บปม 3 จุด อยู่ได้ถาวรหรือไม่

    การเย็บปม 3 จุด ไหมที่เย็บไว้มีโอกาสหลุดได้ อย่างการขยี้ตาแรงๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ไหมหลุดได้ จึงควรระมัดระวัง

  • การทำตาสองชั้นมีกี่วิธี

    การผ่าตัดทำตาสองชั้นมี 2 วิธี ได้แก่
    1. แบบเย็บสอย แพทย์จะเย็บปม 3 จุดที่หนังตาบน ไม่มีการเอาไขมันหรือผิวหนังส่วนเกินออก เหมาะกับคนอายุน้อยที่มีไขมันที่หนังตาไม่มากและผิวหนังไม่หย่อนมาก
    2. แบบผ่าตัดโดยการกรีดหนังตาบนตั้งแต่หัวตาไปถึงหางตา หากมีไขมันและผิวหนังส่วนเกินแพทย์จะเอาออกให้ด้วย วิธีนี้ชั้นตาจะสวยงามอยู่ได้ถาวร

  • เสริมจมูกมาแล้วอยากเติมปลายจมูกให้ดูยาวขึ้นได้หรือไม่

    สามารถทำได้ แต่แพทย์จะไม่เติมปลายจมูกต่อจากจมูกที่เสริม
    อยู่เดิม แต่จะทำการเสริมให้ใหม่ โดยการเปลี่ยนซิลิโคนแท่งใหม่ แล้วใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูเติมบริเวณปลายจมูก ซึ่งความยาวจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อปลายจมูกเดิมของลูกค้า

  • เสริมจมูกไปแล้วสามารถบิดจมูกหรือโยกจมูกได้หรือไม่

    ในช่วงระยะ 4 - 6 สัปดาห์แรกหลังการเสริมจมูก งดการสัมผัสหรือกระแทกแรงๆ บริเวณจมูก หลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จับ สัมผัสได้ เหมือนจมูกบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการบิดหรือโยกซิลิโคนจมูกแรงๆ จะดีที่สุด

  • ชนิดซิลิโคนที่ใช้เสริมจมูก

    ชนิดของซิลิโคนที่ใช้เสริมจมูกมี 2 แบบ คือ ซิลิโคนมาตรฐานธรรมดาและซิลิโคนมาตรฐานพิเศษ ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้
    1. ซิลิโคนมาตรฐานธรรมดา จะมีลักษณะค่อนข้างแข็ง เหมาะกับคนที่เนื้อจมูกหนา เสริมแล้วไม่เห็นขอบของซิลิโคนชัดเจน และมีโอกาสน้อยมากที่ซิลิโคนจะบิดเอียงจากการรัดของเนื้อจมูกที่หนา
    2. ซิลิโคนมาตรฐานพิเศษ เนื้อซิลิโคนจะนิ่ม เนียน และมีความยืดหยุ่นได้ดี เป็นพิเศษ สามารถบิดไปมาได้ เหมาะกับคนที่เนื้อจมูกบาง เสริมแล้วดูเป็นธรรมชาติ ไม่เห็นเป็นแท่งหรือสันชัดเจน

  • อยากเสริมจมูกทรงเกาหลี

    ลูกค้าที่อยากเสริมจมูกทรงเกาหลี เพราะต้องการทรงจมูกที่ดูยาวเป็นธรรมชาติ จะต้องให้แพทย์พิจารณาเนื้อจมูกก่อน เนื่องจากเนื้อจมูกของแต่ละคนมีลักษณะไม่เหมือนกัน ถ้าโครงสร้างเนื้อจมูกสั้นแล้วทำสันจมูกยาวเกินไปอาจเกิดปัญหาการทะลุบริเวณปลายจมูกและเป็นรอยแผลเป็นได้ในภายหลัง ดังนั้น จะทำได้หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

  • อยากเสริมจมูกทรงตั๊กแตน

    การเสริมจมูกทรงตั๊กแตน คือ การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทรงตั๊กแตนที่ว่านี้จะมีลักษณะคือ มีขาตรงปลายจมูกเพื่อให้เป็นฐานยึด หรือทำให้ปลายจมูกมีลักษณะยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะสามารถเสริมด้วยทรงนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อบริเวณปลายจมูกของลูกค้าแต่ละรายซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา

  • เสริมจมูกกับแพทย์ท่านใดดีที่สุด หรือทำเก่งที่สุด

    ศัลยแพทย์ตกแต่งของ รพ.ยันฮี ทุกท่านมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ผ่าตัดเสริมจมูกมายาวนาน นอกจากจะผ่าตัดเสริมจมูกให้โด่งสวยแล้ว ยังให้การการันตีหรือรับประกันผลงานให้กับลูกค้าทุกรายด้วย

  • หลังการเสริมจมูกสามารถออกกำลังกายอะไรได้บ้าง

    หลังผ่าตัดเสริมจมูกมาแล้วประมาณ 1 เดือน สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ควรเลือกออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง และระมัดระวังในเรื่องของอุบัติเหตุเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบริเวณใบหน้าได้

  • หลังการเสริมจมูกรับประทานอะไรได้บ้าง และทำงานหนักได้หรือไม่

    - หลังการผ่าตัดเสริมจมูก สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง ปลาร้า หอยดอง อาหารทะเล อาหารสุกๆ ดิบๆ และแอลกอฮอล์ และห้ามสูบบุหรี่ 1 เดือนหลังผ่าตัด
    - หลังเสริมจมูกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการทำงานที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีโอกาสกระแทกบริเวณใบหน้า

  • มีการเสริมจมูกแบบไม่ใช้ซิลิโคนหรือไม่

    การผ่าตัดเสริมจมูกของทาง รพ.ยันฮี นั้น จะเป็นการเสริมด้วยซิลิโคนแท่งเพียงอย่างเดียว วิธีนี้จะมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากซิลิโคนที่ใช้จะมีปฏิกิริยาต่อร่างกายน้อยมาก และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

  • ซิลิโคนเสริมจมูกจะอยู่ได้นานกี่ปี

    ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมจมูกของทางโรงพยาบาลยันฮีนั้น สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ เว้นแต่ว่าลูกค้าต้องการจะเปลี่ยนหรือแก้ไขทรงจมูกใหม่

  • การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแตกต่างจากการเสริมจมูกแบบใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูอย่างไร

    การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นการเสริมเพื่อให้สันจมูกโด่งขึ้นแต่ไม่ได้ช่วยให้ปลายจมูกยาวขึ้น หากลูกค้ามีเนื้อปลายจมูกหนาเป็นทุนเดิม ก็สามารถเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเพียงอย่างเดียวได้เลย แต่หากลูกค้ามีปลายจมูกสั้นหรือเนื้อจมูกน้อย แล้วต้องการเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเสริมจมูกทรงหยดน้ำ แพทย์จะเติมกระดูกอ่อนหลังใบหูที่ปลายจมูกไปพร้อมการเสริมจมูกในคราวเดียวกัน ทำให้ปลายจมูกยาวขึ้น ป้องกันปลายจมูกทะลุได้

  • การเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหูเป็นอย่างไร

    การเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหูเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกทรงหยดน้ำ แต่มีเนื้อเยื่อบริเวณปลายจมูกน้อยหรือไม่หนาพอ ซึ่งการเสริมด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหูจะช่วยป้องกันปลายจมูกทะลุได้ในระยะยาว โดยแพทย์จะเติมปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหูของลูกค้าเอง

  • การเสริมจมูกเจ็บมากหรือไม่

    คุณลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องอาการเจ็บปวด เนื่องจากก่อนผ่าตัดแพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้น และฉีดยาชารอบจมูกเพื่อจะได้ไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ และหลังผ่าตัด โดยปกติแล้วจะมีอาการเจ็บหรือตึงประมาณ 2-3 วัน การประคบความเย็นและรับประทานยาแก้ปวด ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้

  • จมูกเบี้ยวแก้ไขด้วยการเสริมจมูกได้หรือไม่

    จมูกเบี้ยวแก้ไขด้วยการเสริมจมูกได้หรือไม่

  • การเสริมจมูกอันตรายหรือไม่

    การผ่าตัดเสริมจมูกที่ รพ.ยันฮี มีความปลอดภัย เนื่องจากแพทย์มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัดยาวนาน, ซิลิโคนที่ใช้เสริมเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ไม่ก่อปฏิกิริยาต่อร่างกาย อายุการใช้งานนาน, เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้มีความทันสมัย สะอาดปลอดเชื้อ และหลังผ่าตัดแพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และมีการนัดตรวจติดตามผลหลังทำ

  • คำถามเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลือกตา : การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ดีกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีอื่นหรือไม่ ?

    เลเซอร์เป็นเครื่องมือห้ามเลือดชนิดหนึ่ง สามารถผ่าตัดโดยมีเลือดออกน้อย และอาการบวมอาจจะน้อยกว่า แต่สำหรับการผ่าตัดนั้นปกติอาการบวมจากการผ่าตัด และแผลหายได้เร็วโดยไม่ค่อยมีแผลเป็นอยู่แล้ว จึงแทบจะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างการใช้วิธีผ่าตัดด้วยเลเซอร์ และการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าที่มีความละเอียดสูงตามปกติ แต่ราคาในการผ่าตัดจะถูกกว่ากันมากรวมทั้งไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายจากแสงเลเซอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตา หรือขอบแผลไหม้ในกรณีที่มีความชำนาญไม่เพียงพอ

  • คำถามเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก : ถุงนม (ซิลิโคน) มีอายุการใช้งานนานเท่าไร ?

    ปัจจุบันถุงซิลิโคนได้มีการพัฒนามากกว่าในอดีต โดยที่ความหนาและความแข็งแรงดีกว่าสมัยก่อนมาก โดยทั่วไปจึงไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนถุง แต่แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำหลัง 10 ปี

  • คำถามเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลือกตา :การผ่าตัดตา 2 ชั้น โดยการเย็บจากด้านในต่างกับการกรีดอย่างไร

    การเย็บชั้นตาโดยไม่ต้องกรีดตานั้นเป็นวิธีการทำตา 2 ชั้น วิธีหนึ่งแต่จะต้องเลือกวิธีนี้สำหรับเปลือกตาที่มีไขมันไม่มากและไม่มีหนังตาหย่อน เกินที่จำเป็นต้องตัดออก ซึ่งเปลือกตาในคนไทยนั้นมักจะมีไขมันมาก การเย็บอย่างเดียวมักจะทำให้เกิดอาการบวมอยู่นาน และบางครั้งจะมี ชั้นตาไม่สวยเท่ากับการกรีดเก็บไขมันออกไปด้วย และในระยะยาวมีโอกาสที่ชั้นตาที่เย็บจะหลุดคลายตัวออกทำให้ตากลับมาเหมือนเดิม

  • คำถามเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก : วิธีการป้องกันหน้าอกแข็งหลังเสริมหน้าอก ควรทำอย่างไร?

    ปัจจุบันแพทย์นิยมเลือกถุงนมชนิดผิวทราย และแนะนำการดูแลโดยการนวดหน้าอกเป็นประจำตามคำแนะนำ สามารถลดอัตราการแข็งของเต้านมได้ การเสริมหน้าอกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมตกแต่ง และอุปกรณ์ที่ทันสมัยเป็นวิธีการดูแลที่ถูกต้องที่จะทำให้การผ่าตัดเสริมหน้าอกได้ขนาดแลดูสวยงามตามที่ต้องการเป็นที่น่าพอใจ

  • คำถามเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลือกตา :การผ่าตัดเปลือกตาหย่อนทำให้ตีนกาหายไปด้วยหรือไม่ ?

    การผ่าตัดเก็บหนังเปลือกตาที่หย่อน สามารถทำให้เปลือกตาที่หย่อนหายไป และได้ชั้นตาที่ดูคมขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถลดรอยตีนกาที่อยู่ด้านข้าง ของตาได้ เนื่องจากการแก้ไขต้องอาศัยการตัดกล้ามเนื้อขอบตาที่อยู่ห่างออกไปจากบริเวณที่ผ่าตัดเปลือกตามาก แผลผ่าตัดจึงมักจะไปไม่ถึง บริเวณดังกล่าว

ติดต่อสอบถาม

Show Buttons
Hide Buttons