Yanhee
chat

โรค SFTS จากเห็บสุนัข


โรค SFTS หรือโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ ที่มีสาเหตุมาจากเห็บ ในไทยพบผู้ป่วยแล้ว 53 ราย เสียชีวิต 5 ราย ความเสี่ยงคือผู้สูงอายุและมีภูมิต้านทานต่ำ ระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่สัมผัสเชื้อไวรัสจนถึงเริ่มแสดงอาการโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5-14 วัน นอกจากเกิดจากเห็บกัดคนโดยตรงแล้ว ยังต้องระวังในการจับเห็บจากตัวสุนัขแล้วนำมาบี้หรือกดให้ตายด้วยมือเปล่า ก็สามารถสัมผัสโรคได้เหมือนกัน สำหรับผู้ที่เลี้ยงสุนัข การศึกษาวิธีป้องกันตนเองจากการถูกเห็บกัดและสำรวจอาการเบื้องต้นจะช่วยลดความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพได้

โรค SFTS คืออะไร?
อาการของโรค SFTS
กลุ่มเสี่ยงโรค SFTS
ระยะของโรค SFTS
แนวทางป้องกันโรค SFTS
Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ โรค SFTS

โรค SFTS คืออะไร?

โรค SFTS คือโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ไข้เห็บสุนัข” เป็นเชื้อไวรัสใหม่ชนิด RNA อยู่ในตระกูล genus phlebovirus, family Bunyaviridae เกิดจากเห็บแข็ง (Rhipicephalus sanguineus) พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปอย่างสุนัข แมว แพะ แกะ หมู วัว และควาย และยังพบในบริเวณทุ่งหญ้าสัตว์อาศัย เช่น หนู กวาง หมูป่า ทั้งยังสามารถวางไข่ในรอยแตกปูนหรือดินชื้น ซึ่งการติดต่อได้ทั้งจากเห็บสู่คน คนถูกเห็บที่มีเชื้อกัด สัตว์สู่คน สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ

SFTS

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคที่พบใหม่ รู้จักกันมานานกว่า 15 ปีแล้ว พบมากในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 12-50 ผู้ป่วยที่วินิจฉัยทางคลินิกว่าเป็น SFTS มากกว่าร้อยละ 30 ตรวจไม่พบ DBV ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีเชื้อก่อโรคชนิดอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

ปัจจุบันมีการตรวจพบโรคอุบัติใหม่ในจีน อยู่ในตระกูล Nairoviridae, genus orthonairovirus โดยมีพาหะเป็นเห็บ พบในผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงรุนแรง เกล็ดเลือดต่ำ และตรวจไม่พบไวรัสที่รู้จักมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพบไวรัสทั้งสองชนิดในพื้นที่เดียวกันและมีพาหะเห็บชนิดเดียวกัน สะท้อนถึงการพัฒนาวิธีวินิจฉัยแยกโรคระหว่างการติดเชื้อทั้งสองชนิดในพื้นที่ซึ่ง SFTS เป็นโรคประจำถิ่น

อาการของโรค SFTS

หลังถูกเห็บสุนัขกัดประมาณ 5-14 วัน ควรสังเกตอาการ ดังนี้

SFTS

อาการคล้ายไข้เลือดออก มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

มีอาการระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย

มีจุดเลือดออก จ้ำเลือด หรือเลือดกำเดาไหล

เกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia)

มีระดับไวรัส (viral load) สูง ต่อมน้ำเหลืองโต

ในรายที่รุนแรง การทำงานของอวัยวะอาจล้มเหลว (multi-organ dysfunction) จนถึงขั้นไตวาย สมองอักเสบ และเสียชีวิตได้

กลไกการแพร่เชื้อของโรค SFTS

ติดเชื้อจากเห็บ ส่วนใหญ่เกิดจากถูกเห็บที่มีเชื้อกัด พาหะนำโรคคือเห็บชนิด Haemaphysalis longicornis หรือ Asian longhorned tick

ติดเชื้อจากสัตว์ที่มีเชื้อ ไวรัสสามารถแพร่สู่มนุษย์ได้จากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์โดยตรง มีรายงานการติดเชื้อจากสุนัข แมว สัตว์ในฟาร์ม และสัตว์ป่าสู่คน

การติดต่อจากคนสู่คน พบได้น้อยมาก เกิดขึ้นได้จากการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกายของผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะในบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วย อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงสูงกว่าผู้ที่ติดจากถูกเห็บกัด

กลุ่มเสี่ยงโรค SFTS

SFTS

ผู้เลี้ยงสุนัข หรือเลี้ยงสัตว์อื่นที่มีเห็บดูดเลือด

SFTS

นักเดินป่า และผู้ทำกิจกรรมในสวน หรือพื้นที่มีหญ้ารก

SFTS

เกษตรกรหรือผู้ที่ทำงานในไร่นา ทุ่งหญ้า หรือป่า

SFTS

กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุและ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงทำให้เกิดความรุนแรงของโรคได้ หากมี การติดเชื้อ

ระยะของ โรค SFTS แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ระยะไข้ (Fever Stage) 5-11 วันแรก เริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดจากไวรัสอื่นๆ มีลักษณะเด่น คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง มีอาการระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ฯลฯ

ระยะที่ 2 ระยะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ (Multiple Organ Failure Stage) เริ่มประมาณวันที่ 5 เป็นต้นไป กรณีที่อาการรุนแรง โรคอาจแย่ลงอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ 2 อาการสำคัญในระยะนี้ ได้แก่ เลือดออกผิดปกติ อวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ซึ่งผลกระทบต่อตับ หัวใจ ปอด และไต เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน สั่น ชัก หรือหมดสติ ภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือด (DIC) เป็นต้น

ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว (Convalescence Stage) เริ่มประมาณวันที่ 11-19 สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากระยะวิกฤติ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ค่าเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวเริ่มกลับสู่ระดับปกติ การฟื้นตัวเต็มที่อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

แนวทางป้องกันโรค SFTS

ให้ยากำจัดเห็บและอาบน้ำทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ

ไม่สัมผัสกับเห็บบนลำตัวสุนัขโดยตรง ไม่จับมากดหรือบี้ให้ตาย

สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิดขณะเดินป่า หลังกลับมาจากพื้นที่ธรรมชาติให้สำรวจความผิดปกติของร่างกาย

ตรวจร่างกายและอาบน้ำหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากพบเห็บให้รีบกำจัดออกทันที

หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์เลี้ยงหรือผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัย

หากมีไข้ภายใน 5-14 วันหลังถูกเห็บสุนัขกัดควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือ สัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทราบ

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับโรค SFTS

ถาม ตอบ

แนวทางการวินิจฉัยโรค SFTS?

- แพทย์จะซักประวัติการสัมผัสเสี่ยง ร่วมกับตรวจเลือด พบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ และค่าการทำงานของตับไตผิดปกติ

- ยืนยันโรคทำได้โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น Real-time PCR ในวันที่ 1-6 ของโรค

- ตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG โดยวิธี serum neutralization test, indirect immunofluorescence assay และ enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) ซึ่งระดับแอนติบอดีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ของโรค โดยที่ IgM จะมีระดับสูงสุดในสัปดาห์ที่ 4 และจะลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ 1 ปีหลังจากการติดเชื้อ และ IgG จะมีระดับสูงสุดในเดือนที่ 6 และสามารถตรวจพบได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี

- ตรวจทางอณูชีววิทยาชั้นสูง เช่น ตรวจ whole genome sequencing หรือ next-generation sequencing เพื่อระบุเชื้อและความเชื่อมโยงทางสายพันธุ์

ถาม ตอบ

แนวทางการรักษาโรค SFTS?

- รักษาตามอาการ เช่น ให้สารน้ำ ยาลดไข้ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน เฝ้าระวังและแก้ไขภาวะเกล็ดเลือดต่ำหรือเลือดออกผิดปกติ รักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับอักเสบ ไตวาย หรือภาวะช็อก และดูแลอวัยวะสำคัญ ปัจจุบันยังไม่มียาจำเพาะสำหรับโรคนี้

บทความโดย นพ.เอกวิทย์ เกวลินสฤษดิ์
chat