Yanhee
chat

โรคอีโบลา


อีโบลา (Ebola) เป็นโรคติดต่อรุนแรงและอันตรายถึงชีวิต เพราะเป็นไวรัสที่กระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนองค์การอนามัยโลกได้ประกาศยกระดับให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ปัจจุบันไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้ออีโบลาในระดับต่ำมาก แต่เชื้อไวรัสมักแฝงตัวมากับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกประเทศ จึงควรทำความรู้จักโรคนี้และเรียนรู้วิธีป้องกัน

โรคอีโบลา คืออะไร?
แนวทางการวินิจฉัยโรคอีโบลา
อาการของโรคอีโบลา
แนวทางการรักษาโรคอีโบลา
แนวทางการป้องกันโรคอีโบลา
Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับโรคอีโบลา

โรคอีโบลา คืออะไร?

โรคอีโบลา (Ebola Haemorrhagic Fever) เดิมเรียกว่าโรคไข้เลือดออกอีโบลา เพราะจัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกับไข้เลือดออก อันเกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา มีค้างคาวผลไม้ ลิงชิมแปนซี กอริลลา เม่น และสัตว์ป่าอื่นๆ เป็นสัตว์พาหะ ติดต่อทั้งจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนได้ ยังไม่พบรายงานจากการติดเชื้อผ่านทางละอองฝอยที่ลอยในอากาศ เป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต (อัตราป่วยตายร้อยละ 25-90)

โรคอีโบลา

ประกอบด้วย 5 สายพันธุ์ย่อย ได้แก่

สายพันธุ์ไอวอรีโคสต์ (อาการไม่รุนแรง)

สายพันธุ์ซูดาน (อาการรุนแรง)

สายพันธุ์ซาร์อี (พบบ่อยและรุนแรงที่สุด)

สายพันธุ์เรสตัน (ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากสายพันธุ์นี้)

สายพันธุ์ Bundibugyo (อาการรุนแรงปานกลาง)

พื้นที่ระบาดพบมากในทวีปแอฟริกากลางและตะวันตก บริเวณชายป่าทึบเขตร้อนที่มีฝนตกมาก ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงกับบาดแผล เยื่อเมือก หรือสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ และน้ำอสุจิ หรือติดจากการสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อ เช่น เครื่องมือแพทย์ เสื้อผ้า มีระยะฟักตัว 2-21 วัน (เฉลี่ย 8-10 วัน) จึงเริ่มแสดงอาการ

เมื่อเชื้อไวรัสอีโบลาเข้าสู่ร่างกายจะสามารถเพิ่มจำนวนในเซลล์เป้าหมาย โดยเฉพาะในเซลล์ตับ เซลล์เยื่อบุหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการตามพยาธิสภาพที่ไวรัสทำลายเซลล์นั้น ไวรัสจะเกาะติดกับเซลล์เป้าหมาย ก่อนที่จะเข้าสู่เซลล์ และแพร่กระจายเชื้อสู่เซลล์ที่อยู่ติดกันในอวัยวะอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว

แนวทางการวินิจฉัยโรคอีโบลา

การวินิจฉัยมักเป็นการตรวจผสมผสานระหว่างการตรวจหาแอนติเจนโดยวิธี RT-PCR ร่วมกับหาแอนติบอดี คือ IgM หรือ IgG จากตัวอย่างเลือด/นํ้าเหลือง อาจใช้การแยกเชื้อไวรัสโดยการเพาะเชื้อ หรือตรวจพบเชื้อจากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในชิ้นเนื้อตับ ม้าม ผิวหนัง หรืออวัยวะอื่นๆ

การชันสูตรศพโดยการตรวจชิ้นเนื้อ (Formalin-fixed skin biopsy) หรือการผ่าศพพิสูจน์ด้วยการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือองค์ประกอบทางเคมีของเซลล์และเนื้อเยื่อ

อาการของโรคอีโบลา

ระยะแรก มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ (คล้ายไข้หวัดใหญ่)

ระยะต่อมา มีอาการท้องเสีย อาเจียน ผื่นขึ้นตามผิวหนัง (maculopapular rash) เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดต่ำ ตับและไตทำงานผิดปกติ ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ โดยเกิดทั้งเลือดออกภายในและภายนอกร่างกาย (internal and external bleeding) ความดันโลหิตต่ำ ระดับเอ็นไซม์ตับสูงกว่าปกติ อวัยวะภายในล้มเหลว (ตับและไตวาย) หรือก่อให้เกิดอาการของระบบประสาทส่วนกลาง ช็อก และเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ กลไกหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมักเกิดจากผนังหลอดเลือดฝอยรั่ว (Capillary leakage) จนระบบภายในล้มเหลวมากกว่าการเสียชีวิตจากการเสียเลือดมากโดยตรง

โรคอีโบลา

แนวทางการรักษาโรคอีโบลา

โรคอีโบลา

ปัจจุบันมีวัคซีนรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Zaire และมีการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) ในการรักษา แต่สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo - BDBV) ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2026) ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือยารักษาโรคจำเพาะ เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้สารน้ำทางหลอดเลือดเพื่อแก้ไขอาการขาดน้ำ, รักษาระดับความดันโลหิต, ถ่ายเลือดหรือให้เลือด, มียาต้านไวรัสกลุ่ม monoclonal antibody เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน เป็นต้น

แนวทางการป้องกันโรคอีโบลา

มาตรการระดับรัฐ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง คัดกรองนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เช่น คองโก ยูกันดา กาบอง ไอวอรีโคสต์ ฯลฯ ว่ามีอาการที่น่าสงสัยหรือไม่ และคอยตรวจสอบสัตว์ต่างๆ ที่นำเข้ามาภายในประเทศว่ามีใบอนุญาตหรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่

บุคลากรทางการแพทย์ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด โดยแยกผู้ป่วย และใส่อุปกรณ์ป้องกันครบชุด

โรคอีโบลา

หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือศพของผู้ป่วยโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ของประเทศที่มีการแพร่ระบาด เช่น คองโก ยูกันดา ไอวอรีโคสต์ กาบอง เป็นต้น หากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงและมีไข้ภายใน 21 วัน ให้พบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน เช่น ค้างคาว ลิง เป็นต้น

ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์หลังเจ็บป่วย 3 เดือน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบไวรัสในอสุจิ เพราะมีหลักฐานพบว่าชายผู้หายป่วยด้วยโรคอีโบลายังสามารถแพร่เชื้อไวรัสผ่านน้ำอสุจิของเขาได้อีก 7 สัปดาห์

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับอีโบลา

ถาม ตอบ

ศพของผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลาสามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่?

- ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลายังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรง ระหว่างการเคลื่อนย้าย หรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ถาม ตอบ

โรคอีโบลาต่างจากโควิด-19 อย่างไร?

- อีโบลาต่างจากโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ตรงที่โรคอีโบลายังมีอัตราตายสูงแต่ระบาดยาก เพราะผู้ป่วยจะแสดงอาการหนักอย่างรวดเร็วจนต้องนอนซม ทำให้เดินทางไปแพร่เชื้อในวงกว้างได้ยากกว่าโควิด-19 ที่ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการและยังเดินทางไปมาได้

รายการอ้างอิง สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์. (2569). โรคอีโบลา (Ebola Disease) . กรุงเทพฯ ; คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.

บทความโดย นพ.เอกวิทย์ เกวลินสฤษดิ์
chat