ช่วงฤดูฝนที่ฝนตกชุกตลอดทั้งวัน สภาพอากาศเปียกชื้น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงจนทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ย่อมนำมาซึ่งสารพัดโรคที่บั่นทอนสุขภาพร่างกายจนป่วยไข้ ไม่ว่าจะไม่สบายด้วยโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือแม้แต่โควิด-19 ซึ่งกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้วก็กลับมาระบาดซ้ำอีกครั้งในช่วงหน้าฝน รวมทั้งโรคไข้เลือดออกจากน้ำท่วมขังจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พาหะของโรค และกลุ่มโรคติดเชื้อทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังจากการสัมผัสน้ำท่วมขังเพราะฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนาน จึงควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง หรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อสังเกตพบอาการผิดปกติกับร่างกายของตัวเอง
เรียกได้ว่าเป็นโรคพื้นฐานที่เป็นได้แทบทุกฤดูกาล แต่เมื่อฤดูฝนมาถึงจะพบอุบัติการณ์โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่มากกว่าปกติ ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ‘อินฟลูอินซา’ ทางระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดเอ บี และซี โดยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอคล้ายกัน แต่ไข้หวัดใหญ่มักจะมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัวมากกว่าโรคไข้หวัด ทั้ง 2 โรค ติดต่อจากการไอจามรดใส่กัน หรือสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อร่วมกัน
1. กลุ่มไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งเกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบมานานแล้ว แต่เนื่องจากเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ทำให้คนที่เคยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วสามารถกลับมาป่วยซ้ำได้อีก
2. กลุ่มไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด H1N1 เป็นต้น
แนวทางการรักษา โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตัวเองได้ที่บ้านและรักษาตามอาการ เช่น
เมื่อมีไข้สูงทานยาลดไข้พาราเซตามอล หรือถ้ามีน้ำมูกให้ใช้ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ทานอาหารอ่อน
นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อาจต้องใช้ยาต้านไวรัส โอลเซลทามิเวียร์ ในการรักษา วิธีป้องกันคือ
สวมใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
โรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่จะระบาดมากในช่วงหน้าฝน มักพบมากในเด็กอายุระหว่าง 2-10 ปี แต่อาจพบในเด็กโต และผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ โดยมียุงลายเป็นพาหะ ยุงชนิดนี้จะออกหากินเวลากลางวัน และชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น น้ำในตุ่ม, แจกัน, กระป๋อง, จานรองตู้กับข้าว, หลุมน้ำขัง ฯลฯ ผู้ที่ถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด หากภูมิต้านทานในร่างกายไม่แข็งแรงพอก็จะทำให้เป็นไข้เลือดออกได้ ไวรัสเด็งกี่มี 4 ซีโรไทป์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อซีโรไทป์ที่เคยติดไปตลอดชีวิต และจะมีภูมิคุ้มกันต่อซีโรไทป์อื่นในระยะสั้นราว 3-12 เดือน
ปัจจุบันมีวัคซีนไข้เลือดออกเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ ขึ้นอยู่กับว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนชนิดนี้ทุกครั้ง สำหรับโรงพยาบาลยันฮีมีบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก 2 ชนิด ได้แก่
Dengvaxia แนะนำฉีดในผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว
Qdenga วัคซีนชนิดนี้สามารถให้ได้ทั้งผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกหรือเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว
ป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใช้สารไล่ยุงชนิดต่าง ๆ เช่น DEET ติดมุ้งลวดที่หน้าต่าง นอนในมุ้ง รวมถึงป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้ามาหลบซ่อนในบ้าน
ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและบริเวณใกล้เคียง
สาเหตุมาจากการสัมผัสกับน้ำท่วมขังที่ปนเปื้อนเชื้อโรค pathogenic Leptospires เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์พาหะ เช่น หนู สุกร โค กระบือ สุนัข เป็นต้น น้ำเสียในท่อระบายน้ำ กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่คือ กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ คนงานในฟาร์มปศุสัตว์ หลังได้รับเชื้อ 1-2 สัปดาห์ จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขา ตาแดง คอแข็ง บางรายมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก หรือตามผิวหนัง
วิธีป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะจากสัตว์นำโรค ควรสวมรองเท้าบูทป้องกันทุกครั้ง ระบายน้ำตามท่อระบายออกแล้วล้างเพื่อกำจัดน้ำที่ปนเปื้อน
พบบ่อยในเด็กเล็ก ระบาดชุกในช่วงหน้าฝน สาเหตุเกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส ระยะฟักตัวของเชื้อเฉลี่ย 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย 1-2 วัน เจ็บปาก เบื่ออาหาร น้ำลายไหล จากแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน มีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และตามลำตัว ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการสมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีวัคซีนที่ป้องกันโรคมือเท้าปาก จากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (อีวี 71) เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี ฉีด 2 เข็ม เว้นระยะห่างจากเข็มแรก 1 เดือน สำหรับเด็กที่เคยเป็นโรคแล้วสามารถฉีดได้แต่ต้องหายจากโรคก่อนและเว้นระยะห่างราว 1 เดือน หากมีโรคประจำตัว หรือแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน
ให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน
สอนวิธีล้างทำความสะอาดมือที่ถูกต้องให้เด็ก ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ชุมชนหรือแออัดอย่างตลาดนัด สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรค
แยกเด็กที่ป่วยเป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น
หมั่นทำความสะอาดของเล่นและข้าวของเครื่องใช้ใกล้ตัวเด็กเป็นประจำทุกวัน ควรระมัดระวังความสะอาดของน้ำ อาหาร และสิ่งของที่เด็กอาจเอาเข้าปาก
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อราบางชนิด เมื่อปอดติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาที่เซลล์ปอด และเกิดปฏิกิริยาจากการทำลายเชื้อโรค ทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนภายในถุงลมปอดจนเนื้อบริเวณปอดนั้นไม่สามารถรับออกซิเจนได้ตามปกติ มีสาเหตุจากการหายใจหรือสัมผัสละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลายที่ปนเปื้อนเชื้อ จะมีอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย มีเสมหะ แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก หนาวสั่น พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่จะมีอาการรุนแรงในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีโรคประจำตัว มักพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง และในผู้ป่วยโรคหอบหืด มักจะพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5-10 ปี ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุที่พบ
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
วัคซีน Dengvaxia
(ฉีด 3 เข็ม ห่างกันทุก 6 เดือน)
3,200 บาท/เข็ม
วัคซีน Qdenga
(ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน)
2,300 บาท
สำหรับเด็ก (เริ่มอายุ 9 ปี)
วัคซีน Dengvaxia 3 เข็ม
9,000 บาท
วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก
เอนเทอโรไวรัส (EV 71) 1 เข็ม
3,200 บาท
เอนเทอโรไวรัส (EV 71) 2 เข็ม
5,900 บาท
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ สำหรับเด็ก
570 บาท
** ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล **
อาการแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดในช่วงหน้าฝนมีอะไรบ้าง?
เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจมีโอกาสแพร่เชื้อร่วมกับเชื้อไวรัสได้ ทำให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ สำหรับเด็กเล็กอาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้ได้ บางรายเสียงแหบเนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ หรือวิงเวียนศีรษะเนื่องจากอวัยวะควบคุมการทรงตัวที่อยู่ภายในหูเกิดการอักเสบหรือที่เรียกว่า “หวัดลงหู” ซึ่งปกติจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน
แนวทางการป้องกันโรคปอดอักเสบ?
- ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากสารในควันบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอด
- เมื่อเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน
- สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ศัลยกรรมตกแต่งและความงามยอดนิยม