Yanhee
chat

โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1


ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568-23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือ ‘นิมบัส’ (Nimbus) เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%) แตกออกมาจากสายพันธุ์ JN.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุด ทำให้แพร่กระจายได้ง่ายและหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น จากสถิติพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 30-35 ปี รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ แม้ว่าปัจจุบัน โรคโควิด-19 ในประเทศไทยจะมีสถานะเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาลไปแล้ว แต่ประชาชนยังคงต้องรักษามาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ด้วยการดูแลรักษาสุขอนามัยของตัวเองอย่างเคร่งครัด

โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 คืออะไร?
ลักษณะของโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1
อาการของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1

โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 คืออะไร?

NB1

โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือ ‘นิมบัส’ ถูกตรวจพบครั้งแรกจากตัวอย่างที่เก็บเมื่อปลายเดือนมกราคม 2568 และถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การติดตาม (Variant Under Monitoring -VUM) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นสายพันธุ์ย่อยของ Omicron และเป็นเชื้อสายของ XDV.1.5.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสม (recombinant variant) ที่สืบเชื้อสายมาจาก JN.1 อีกทอดหนึ่ง สำหรับ XDV.1.5.1 เกิดจากการผสมผสานทางพันธุกรรมระหว่างสายพันธุ์ย่อย XDE และ JN.1 “สายพันธุ์ XDV เป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่มีโปรตีนหนามจาก JN.1 และส่วนอื่นของจีโนมจากสายพันธุ์ในตระกูล XBB การที่ NB.1.8.1 มีบรรพบุรุษเป็นสายพันธุ์ลูกผสม แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของ SARS-CoV-2 นั่นคือ การผสมผสานทางพันธุกรรม (recombination) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไวรัสสองสายพันธุ์ที่แตกต่างกันติดเชื้อในเซลล์เจ้าบ้านเดียวกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม และอาจนำไปสู่การรวมตัวของลักษณะเด่นต่างๆ เช่น การแพร่เชื้อที่เร็วขึ้น หรือการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าการสะสมการกลายพันธุ์ทีละจุด

ลักษณะของโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1

ต้นกำเนิดและสายวิวัฒนาการ สายพันธุ์นิมบัสจัดเป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยในตระกูลโอมิครอน (Omicron) ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีลักษณะการสืบเชื้อสายเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มสายพันธุ์ JN.1

NB1

กลไกการกลายพันธุ์และการเข้าสู่เซลล์ ไวรัสชนิดนี้เกิดการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนาม (Spike Protein) หลายจุด ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการเข้าจับกับเซลล์ร่างกายมนุษย์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ไวรัสสามารถเกาะติดกับตัวรับบนเซลล์ของมนุษย์ที่เรียกว่า ตัวรับ ACE2 ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

ความสามารถในการแพร่กระจาย ผลจากการเกาะเซลล์ได้เหนียวแน่นทำให้สายพันธุ์นิมบัสสามารถแพร่กระจายเชื้อรวดเร็วแพร่ขึ้นกว่าเดิม 1.5-2.5 เท่า ทั้งยังมีคุณสมบัติหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้นทั้งภูมิจากวัคซีนและจากการเคยติดเชื้อมาก่อน

NB1

ลดความสามารถของแอนติบอดีบางชนิดในการยับยั้งไวรัส โดยเฉพาะแอนติบอดีในกลุ่ม Class 1 และ Class 1/4 ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ไวรัสสามารถหลีกเลี่ยงการถูกทำลายได้บางส่วน

ความรุนแรงต่อปอดต่ำ ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน

ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้ก่อให้เกิดกลุ่มอาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้ก่อให้เกิดกลุ่มอาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้ก่อให้เกิดกลุ่มอาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

อาการของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บคอรุนแรง (Razor-blade throat) คล้ายกับมีใบมีดบาดอยู่ภายในคอ พบมากกว่า 70% ของผู้ติดเชื้อ

อาการทางเดินหายใจส่วนบน มีน้ำมูก คัดจมูก และไอแห้งเป็นหลัก

ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า มีไข้อ่อนๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ

สูญเสียการรับรสและดมกลิ่นซึ่งเคยเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านั้น กลับพบได้น้อยลงมากในการระบาดของสายพันธุ์นิมบัสนี้

แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1

ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

เมื่อไอจามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชูทุกครั้ง

หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่คนแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

หากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์

NB1

ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยอยู่เสมอ

ในสภาพแวดล้อมปิด แนะนำให้ปรับปรุงคุณภาพอากาศควบคู่ไปด้วย โดยเปิดประตูและหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทหมุนเวียน หรือใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองอากาศในระดับ HEPA (High-Efficiency Particulate Air) ติดตั้งไว้ในพื้นที่ปิดเพื่อช่วยดักจับละอองฝอยและสิ่งปนเปื้อนในอากาศ

NB1

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1

ถาม ตอบ

วัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้หรือไม่?

- การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังคงมีความจำเป็นและมีประสิทธิภาพ โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น วัคซีนที่ได้รับการปรับปรุงตามสายพันธุ์ JN.1, KP.2 หรือ LP.8.1 ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ต่อต้านและรับมือกับสายพันธุ์ใหม่อย่าง NB.1.8.1 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอาการป่วยที่รุนแรง และลดความเสี่ยงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้

รายการอ้างอิง ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์. (2568). NB.1.8.1: เมื่อโควิด-19 กลายพันธุ์อีกครั้ง บทเรียนที่เราต้องใส่ใจมากกว่าแค่ "ชื่อใหม่". กรุงเทพฯ : คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.

บทความโดย นพ.เอกวิทย์ เกวลินสฤษดิ์
chat