โควิดสายพันธุ์ใหม่ “Cicada” รหัส BA.3.2 เป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยล่าสุดของโอมิครอนที่องค์การอนามัยโลก (WHO) พบมากว่า 1 ปีแล้ว จัดเป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (VUMs) เพราะมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามจำนวนมาก ส่งผลต่อความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติและวัคซีนเดิมที่เคยฉีดเข้าไป กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังยังเป็นผู้สูงอายุ, เด็กเล็ก, ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง, หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าโควิดสายพันธุ์นี้อันตรายกว่าสายพันธุ์เดิม ยังไม่พบว่าทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้น หรือมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้า ในอนาคตการมาถึงของโควิดสายพันธุ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าไวรัสยังคงพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เราจึงควรรักษาสุขอนามัยของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
โควิดสายพันธุ์ Cicada คือ โควิดสายพันธุ์ใหม่ ที่แตกแขนงมาจากสายพันธุ์ Omicron (BA.3) ซึ่งเคยระบาดช่วงต้นปี 2024 แต่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมการกลายพันธุ์ที่สูงมาก ไวรัสสายพันธุ์นี้ถือกำเนิดในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้นานขึ้น และค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนเกิดการกลายพันธุ์ พบจุดกลายพันธุ์บนโปรตีนหนาม (Spike Protein) มากถึง 70-75 ตำแหน่ง มากกว่าสายพันธุ์ JN.1 ถึง 2 เท่า ทำให้เชื้อมีความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกัน(Immune Evasion) ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนรุ่นเก่า หรือภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการเคยติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อื่นมาก่อน อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Cicada แปลว่า แมลงจักจั่น เป็นการตั้งชื่อเพื่อเทียบเคียงกับพฤติกรรมของแมลงที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน คล้ายกับลักษณะของโควิดสายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2024 พร้อมกับ BA.1 และ BA.2 แต่สายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่สงบนิ่ง ไม่เหมือนสายพันธุ์ BA.2 ที่แตกขยายตัวเพิ่มเติม ทั้งนี้ สายพันธุ์ BA.3 ได้หายไปจากระบบการเฝ้าระวังถึงสองปีเต็ม ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ไวรัสนี้ไม่ได้มีพาหะหรือซ่อนตัวอยู่ในแมลงแต่อย่างใด เป็นเพียงพฤติกรรมที่คล้ายกันเท่านั้น
พบการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนามที่ช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์มนุษย์ หลบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหรือจากวัคซีนที่เคยฉีดเข้าไปได้ดีขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งในระดับพันธุกรรมคือการขาดหายไปของชิ้นส่วนที่เรียกว่า ORF7 และ ORF8 ซึ่งมีผลต่อการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ การหายไปของรหัสพันธุกรรมส่วนนี้ทำให้ไวรัสมีความรุนแรงลดลง
ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้อาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน พฤติกรรมการเพิ่มจำนวนและการแพร่กระจายยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
BA.3.2 อาจมีความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ปอดได้น้อยกว่าสายพันธุ์เดิมบางตัว แต่แพร่กระจายในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้เร็วมาก ทำให้การติดต่อง่ายและรวดเร็ว
อาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป มีไข้ต่ำ ๆ ถึงปานกลาง (37.5°C ขึ้นไป) ร่วมกับอาการหนาวสั่นในช่วง 1-2 วันแรก
ติดเชื้อทางเดินหายใจ น้ำมูกไหล ไอจามบ่อยครั้ง
เจ็บคอรุนแรง บางรายรู้สึกเหมือนมีของแหลมบาดคอเวลาพูดหรือกลืนน้ำลาย
การรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป แต่พบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา
อ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกเหนื่อยล้าสะสม แม้จะพักผ่อนเพียงพอ ซึ่งเป็นลักษณะเด่น ของสายพันธุ์ในช่วงปี 2025-2026
บางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าผู้ใหญ่
อาการที่พบมากขึ้น คือ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน บางรายมีผื่นทางผิวหนังร่วมด้วย
สวมหน้ากากอนามัย เวลาอยู่ในสถานที่แออัด โดยเฉพาะหน้ากากคุณภาพสูง (N95 หรือ KN95)
ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น แม้ไวรัสจะหลบภูมิได้ดีขึ้นแต่การรับวัคซีนยังช่วยลดความเสี่ยงจากอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้
ตรวจ ATK เมื่อปรากฏอาการ หากเจ็บคอรุนแรงหรือไข้ต่ำ ๆ ควรตรวจคัดกรองโดยทันที
ล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์
โควิดสายพันธุ์ Cicada แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยหรือยัง?
- จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID ยังไม่พบสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คาดว่ามาถึงแน่นอนในอนาคตอันใกล้ ส่วนใหญ่ตรวจพบประมาณ 5-8% ในกว่า 23 ประเทศ เช่น เคนยา เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จึงไม่ใช่สายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในขณะนี้
มีวัคซีนฉีดป้องกันโควิดสายพันธุ์ Cicada แล้วหรือยัง?
- ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผลิตออกมาเจาะจงเฉพาะสายพันธุ์ Cicada โดยตรง แต่การมีภูมิคุ้มกันพื้นฐานยังคงช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ คนที่เคยฉีดวัคซีนก่อนหน้ามีภูมิคุ้มกันลูกผสม (Hybrid Immunity) ยังมีภูมิคุ้มกันช่วยลดความเสี่ยงจากอาการรุนแรงได้
สถานการณ์การระบาดในต่างประเทศเป็นอย่างไร?
- แอฟริกาใต้ : จุดเริ่มต้นของการพบเชื้อ
- ออสเตรเลีย : พบสัดส่วนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้สูงถึง 13% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด
- ยุโรป : เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ก และสหราชอาณาจักร มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึง 30% ในบางพื้นที่
- สหรัฐอเมริกา : พบการกระจายตัวในกว่า 25 รัฐ โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยว
สามารถฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่?
- ไม่ได้ เนื่องจากเป็นไวรัสคนละชนิดกัน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้เฉพาะไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นภูมิเพื่อป้องกันโควิด-19 ได้
รายการอ้างอิง ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา (นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค). (2569). ทำความรู้จัก โควิด Cicada BA.3.2 สายพันธุ์ใหม่ กลายพันธุ์สูง รู้ทัน แต่ไม่ต้องตื่นตระหนก. กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.).