Yanhee
chat

แนวทางการบริโภคอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต


การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไตของผู้ป่วยโรคจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรืออาจเสื่อมสภาพไปแล้ว ไตที่ทำงานไม่สมบูรณ์ย่อมไม่สามารถกำจัดของเสียส่วนเกินออกจากร่างกายได้ตามปกติ การควบคุมอาหารจะช่วยลดภาระการทำงานของไต ช่วยชะลอความเสื่อมของไต และยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

การจำกัดโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไต
การจำกัดโซเดียมสำหรับผู้ป่วยโรคไต
การจำกัดโพแทสเซียมสำหรับผู้ป่วยโรคไต
การจำกัดฟอสฟอรัสสำหรับผู้ป่วยโรคไต
การจำกัดฟอสเฟตสำหรับผู้ป่วยโรคไต

แนวทางการบริโภคอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

เน้นการจำกัดปริมาณของโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสเฟต และฟอสฟอรัสไม่ให้สูงเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักในการกำจัดของเสียเหล่านี้ออกจากร่างกาย โดยประโยชน์ของการควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคไตจะช่วยควบคุมปริมาณของเสีย เช่น ยูเรีย ครีเอตินิน และโพแทสเซียมในเลือด ไม่ให้สูงเกินไป, ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะกระดูกพรุน, ป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยชะลอความเสื่อมของไต และยืดอายุการทำงานของไตออกไปอีกด้วย

การจำกัดโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไต

การทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา ถั่ว ไข่ และนมในผู้ที่ไตเสื่อม อาจเร่งการดำเนินโรคของไตให้เร็วขึ้นได้ เพราะอาหารเหล่านี้ประกอบไปด้วยโปรตีนสูง ทำให้เลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ไตจึงต้องขับยูเรียซึ่งเป็นของเสียที่ได้จากการสลายโปรตีนและเพิ่มการขับกรดออกจากร่างกายทั้งนี้ การจำกัดปริมาณโปรตีนจะช่วยลดภาระของไตแต่ต้องทานในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื้อสัตว์ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ปลาแซลมอน (ให้โพแทสเซียมมากกว่า 20% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน), ไก่ส่วนอก, ไข่ขาว ฯลฯ

ผู้ป่วยไตเสื่อมในระยะก่อนฟอกไต ควรทานโปรตีนในแต่ละวันให้น้อยกว่าคนปกติเล็กน้อย คือ ประมาณ 0.6 – 0.8 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก./วัน

ผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกไตแล้ว ควรทานโปรตีนแต่ละวันเพิ่มมากกว่าคนปกติ คือ ประมาณ 1.0-1.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก./วัน เนื่องจากร่างกายสูญเสียโปรตีนไปบางส่วนจากกระบวนการฟอกไต

การจำกัดโซเดียมสำหรับผู้ป่วยโรคไต

อาหารที่มีรสชาติเค็ม คืออาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ โดยเกลือมีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมคลอไรด์ เมื่อเราทานอาหารที่มีโซเดียมเข้าไปในร่างกาย (ปริมาณที่แนะนำ คือ ประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 5 กรัม) ไตจะทำหน้าที่ขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ แต่เมื่อไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนหลายชนิดเพื่อช่วยให้ไตขับโซเดียมได้มากขึ้น โซเดียมจะทำให้น้ำในร่างกายคั่ง เพิ่มความดันโลหิต ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มทุกชนิด

ผู้ป่วยโรคไต

ควรงดเครื่องปรุงทุกชนิด เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว กะปิ ซุปก้อน ซอสหอยนางรม ผงชูรส น้ำจิ้ม ซอสปรุงรสสำเร็จรูปอย่างซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสุกี้ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด

ผู้ป่วยโรคไต

เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หมูยอ กุนเชียง หรือเนื้อสัตว์รมควัน

ผู้ป่วยโรคไต

อาหารแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป มีการเติมผงชูรสหรือโมโนโซเดียมกลูตาเมต และโซเดียมไนไตรต์ เพื่อยืดอายุและถนอมอาหาร

ผู้ป่วยโรคไต

อาหารกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ซุปกระป๋อง หรือผักผลไม้ดองในกระป๋อง ทำให้ร่างกายสะสมโซเดียมมากเกินไป นำไปสู่ภาวะบวมน้ำ (Edema) และทำให้ไตทำงานหนักในการขับโซเดียมออก

ผู้ป่วยโรคไต

อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (มีโซเดียมสูงถึง 1,800 มิลลิกรัม), โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง

ผู้ป่วยโรคไต

อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารจานด่วน เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด พิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์

ผู้ป่วยโรคไต

ขนมอบ เช่น ขนมปัง เค้ก คุกกี้ แครกเกอร์

การจำกัดโพแทสเซียมสำหรับผู้ป่วยโรคไต

โพแทสเซียมเป็นเกลือแร่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ รักษาสมดุลของน้ำ กรดด่างในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต ผู้หญิงควรบริโภคโพแทสเซียม 2,600 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้ชายควรได้รับ 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ประสิทธิภาพในการขับโพแทสเซียมจะลดลง ทำให้โพแทสเซียมคั่งในเลือด จึงควรป้องกันภาวะโพแทสเซียมมากเกิน (hyperkalemia)

ระดับโพแทสเซียมปกติในเลือด 3.5 – 5.0 mEq/L

ระดับโพแทสเซียมต่ำในเลือด < 3.5 mEq/L เซื่องซึม อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ตะคริว

ระดับโพแทสเซียมสูงในเลือด > 5.0 mEq/L เกิดการคั่งน้ำในร่างกาย หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว

ผู้ป่วยโรคไต

ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ กล้วยทุกชนิด, ทับทิม, มะม่วงสุก, มะขามหวาน, ทุเรียน. ขนุน,น้อยหน่า, ฝรั่ง, มะละกอสุก, มะปราง, มะเฟือง, แอปริคอท, พีช, กีวี, แคนตาลูป, ลำไย, แก้วมังกร, สตรอว์เบอร์รี่, แตงโม ฯลฯ

ธัญพืชและผลไม้แห้งจำพวกลูกเกด ลูกพรุน ลูกพลับ อินทผาลัม เมล็ดทานตะวัน

ผักที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักโขมสด (มีกรดออกซาลิกสูงด้วย มีโพแทสเซียม 12% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน)

- บีทรูท 1 ถ้วย มีโพแทสเซียม 11% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน

- ถั่วขาว มีโพแทสเซียมมากถึง 21% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน

- มันเทศ (มีโพแทสเซียม 16% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน)

- มันฝรั่ง (มีโพแทสเซียม 12% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน)

- อะโวคาโด (อะโวคาโดทั้งลูกให้โพแทสเซียมเกือบ 15% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน)

เครื่องดื่มที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผงโกโก้, น้ำมะพร้าว (มีโพแทสเซียม 13% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน)

อาหารแปรรูปที่มีส่วนผสมของโพแทสเซียม เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ

การเลือกรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ จะช่วยลดการคั่งของโพแทสเซียมในเลือด และช่วยรักษาสภาวะน้ำในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ลดภาวะบวมน้ำ รวมทั้งป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

การจำกัดฟอสฟอรัสสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไต

เมื่อร่างกายได้รับฟอสฟอรัสจากการดูดซึมผ่านผนังลำไส้ ส่วนหนึ่งของฟอสฟอรัสในเลือดจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หากไตทำงานไม่ปกติ ฟอสฟอรัสจะสะสมในร่างกาย ดังนั้น ฟอสฟอรัสสูงอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน คันตามผิวหนัง หลอดเลือดแดงแข็ง และมีก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น เครื่องในสัตว์ แมลง ไข่แดง ถั่วเปลือกแข็ง น้ำอัดลมโคล่า ผักที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น บรอกโคลี ถั่วฝักยาว ทั้งนี้ ปริมาณฟอสฟอรัสในอาหารที่แนะนำต่อวันคือ ระหว่าง 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยรักษาระดับฟอสฟอรัสในเลือดไม่ให้เกิน 5.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การจำกัดฟอสเฟตสำหรับผู้ป่วยโรคไต

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจะมีประสิทธิภาพในการขับฟอสเฟตออกทางปัสสาวะลดลง จึงต้องระมัดระวังการทานอาหารไม่ให้มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงเกินไป ทั้งนี้ ระดับฟอสเฟตในเลือดอยู่ระหว่าง 5.0- 5.4 mEq/L (มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร)

ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม มักมีภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง ร่างกายจะรักษาระดับฟอสเฟตให้อยู่ในระดับปกติ โดยมีตัวช่วย คือ แคลเซียมและฮอร์โมนพาราไทรอยด์ สำหรับการฟอกเลือดสามารถกำจัดฟอสเฟตในเลือดได้ไม่มาก ยังต้องควบคุมการทานอาหารที่มีฟอสเฟตสูงร่วมด้วย

อาหารที่มีฟอสเฟตสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมสดรสจืด นมสดรสหวาน นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย นมข้น นมผง นมปรุงแต่งกลิ่นรส นมเปรี้ยว โยเกิร์ตชนิดข้นและชนิดดื่มได้ คัสตาร์ดครีม ชีส ช็อกโกแลต และเนยแข็งทุกชนิด ไอศกรีม ฯลฯ

ผู้ป่วยโรคไต

ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วคั่ว ถั่วทอด เนยถั่ว นมถั่วเหลือง กระยาสารท เต้าฮวย เต้าหู้ เป็นต้น

เมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ข้าวบาร์เล่ย์มอลต์ มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ข้าวสาลีลูกเดือย งาดำ เครื่องดื่มธัญพืชต่างๆ

อาหารที่มีลักษณะเป็นผง เช่น น้ำตาลป่น นมผง เกลือป่น ครีมผง ผงเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่างๆ มักใส่ฟอสเฟตเพื่อไม่ให้จับตัวกันเป็นก้อน

รายงานอ้างอิง

รศ.พญ.ปิยวรรณ กิตติสกุลนาม. (2566). โปรตีนกับโรคไต กินอย่างไรให้สมดุล. กรุงเทพฯ : ฝ่ายอายุรกรรมโรคไต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย.

พอ.นพ.อุปถัมภ์ ศุภสินธุ์. (2551). ฟอสฟอรัส. กรุงเทพฯ : แผนกโรคไต กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.

บทความโดย นพ.ธนพล อุตตมานนท์
chat