โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) คือ โรคที่มีความผิดปกติของโครงสร้างและหน้าที่ ของไตนานกว่า 3 เดือน โดยดูจาก อัตราการกรองของเสียจากร่างกายเป็นค่าแสดงสมรรถภาพ การทำงานของไตที่ดีที่สุด
ระยะที่ 1 :
ไตเริ่มเสื่อมแต่การทำงานยังปกติ
≥ 90
ระยะที่ 2 :
ไตเสื่อมและการทำงานลดลง
60-89
ระยะที่ 3 :
การทำงานของไตลดลงครึ่งหนึ่ง
30-59
ระยะที่ 4 :
การทำงานของไตลดลงอย่างมาก
15-29
ระยะที่ 5 :
ไตเรื้อรังระยะสุดท้ายก่อนบำบัดทดแทนไต
ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือด้วยวิธีล้างไตทางช่องท้อง
< 15
< 10
* ดูจากค่าอัตราการกรองของเสียจากร่างกาย หรือ Glome rular Filtration Rate (GFR) มีหน่วยเป็น มิลลิลิตร / นาที / พื้นที่ผิวของร่างกาย 1.73 ตารางเมตร
การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและปริมาณพอดีกับร่างกายของผู้ป่วยที่ต้องการในแต่ละวัน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะ
ช่วยให้มีภูมิต้านทานโรค
ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ช่วยให้มีน้ำหนักตัวคงที่ และอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน
สำหรับผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ต้องคำนึงถึงสารอาหารต่าง ๆ โดยเฉพาะปริมาณ โปรตีน โซเดียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ เพื่อ
รักษาระดับโซเดียม และ โปแตสเซียมในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
สามารถรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
ป้องกันการเกิดภาวะบวมน้ำ หรือน้ำเกินในร่างกาย
สามารถให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฯลฯ
ดังนั้น ผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมควรปรึกษา และขอคำแนะนำจาก แพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ เพื่อให้ท่านได้รับสารอาหารที่พอเหมาะ
ผู้ป่วยไตเรื้อรังที่มีอัตราการกรอง < 60 จำเป็นต้องลดปริมาณการรับประทานโปรตีนเหลือ 0.6- 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เพื่อควบคุมยูเรียในเลือด และชะลอการเสื่อมของไต
ส่วนผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแล้วมีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติ เพราะมีการสูญเสียกรดอะมิโนจำนวนมากในระหว่างการฟอกเลือดมีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนอยู่ที่ 1.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น และผู้ป่วยควรได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพสูงได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ขาว
เนื่องจากผู้ป่วยมักมีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยจึงต้องเลือกน้ำมันชนิดที่ดีที่ไม่เพิ่ม ไขมันตัวร้าย (LDL-Cholesterol) ในร่างกาย
แนะนำให้ได้รับน้ำประมาณ 1 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการบวม และปริมาณปัสสาวะของผู้ป่วย ซึ่งควรได้รับ คำแนะนำจากแพทย์
ควรได้รับวิตามินบางชนิดเพิ่ม โดยเฉพาะวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินบีต่างๆ และกรดโฟลิก เนื่องจากจะมีการสูญเสียวิตามินเหล่านี้ทางน้ำยาที่ใช้ในการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม และมักจะได้รับวิตามินเหล่านี้น้อย เนื่องจากถูกจำกัดผักและผลไม้ ควรเลี่ยงวิตามินเอ เนื่องจากจะมีการสะสมในร่างกายทำให้เกิดพิษได้
การรับประทานเกลือหรือโซเดียมมาก ทำให้ความดันโลหิตสูงและบวมน้ำ ปริมาณของโซเดียม ที่ควรได้รับ ไม่ควรเกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน (เท่ากับ 1 ช้อนชาของเกลือแกงหรือน้ำปลา 3 ช้อนชาต่อวัน) ในกรณีมีความดันโลหิตสูงและควบ คุมได้ยากมีอาการบวมหรือมีน้ำในช่องท้อง และการทำงานของหัวใจ ไม่ปกติรวมทั้ง มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรจำกัดโซเดียมให้น้อยกว่า 1,800 มิลลิกรัม
เครื่องปรุงรสมักมีปริมาณโซเดียมสูงควรอ่านฉลาก และจำกัดปริมาณการใช้
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีการทำงานของไตลดลงมาก และผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ควรจำกัดโปแตสเซียมปริมาณที่ควรได้รับในอาหารไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
วิธีการลดปริมาณโปแตสเซียมในอาหาร เช่น การนำผักมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มในน้ำ แล้วเทน้ำทิ้งจะกำจัดโปแตสเซียมออกได้ ปริมาณร้อยละ 20 - 30 อย่างไรก็ตามอาหารจะ สูญเสียคุณค่าของวิตามินที่จำเป็นด้วย
การมีภาวะฟอสฟอรัสในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของต่อมพาราธัยรอยด์ชนิดทุติยภูมิซึ่งทำให้เกิดอาการต่างๆ (ดังแผนภูมิด้านล่าง) จึงต้องควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสในอาหารร่วมกับ การรับประทานยาที่ช่วยป้องกันการดูดซึมฟอสฟอรัส เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น ซึ่งต้องรับประทาน พร้อมกับอาหารจึงจะได้ผลในการช่วยลดปริมาณการดูดซึมฟอสฟอรัส
ปริมาณฟอสฟอรัสที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 800 - 1,200 มิลลิกรัม โดยรักษาระดับ ฟอสฟอรัสในเลือดไม่ให้เกิน 5.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
ผู้ป่วยไตเรื้อรัง ควรได้รับแคลเซียมเสริมทั้งใช้ในการทดแทน และเป็นตัวช่วยจับฟอสเฟต ซึ่งต้อง รับประทานพร้อมอาหาร จึงจะได้ผล และควรมีระดับแคลเซียมในเลือดไม่สูงเกิน 10.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคแทรก ซ้อน