Yanhee
chat

วันโรคอ้วนโลก 2569


วันที่ 4 มีนาคมของทุกปีเป็นวันโรคอ้วนโลก หรือ ‘Word Obesity Day’ โดยแนวคิดหลักประจำปีนี้ ที่ออกมาจากสหพันธ์โรคอ้วนโลก (WOF) คือ “8 พันล้านเหตุผลที่ต้องจัดการโรคอ้วน” (8 Billion reasons to act on obesity) เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลทุกแห่งผนวกโรคอ้วนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases: NCDs) ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เนื่องจากแนวโน้มจำนวนคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ ไม่ใช่เพียงการตระหนักรู้ถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาและความสวยงาม (Beauty Concern) เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงโครงสร้างสาธารณะสุขทั้งระบบที่ส่อแววล่มสลายจากนิเวศอาหารการกินที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมไม่ออกกำลังกาย ขาดวินัยในการดูแลตัวเอง ส่งผลให้อายุของผู้ป่วยโรคอ้วนลดลงมาจนพบเด็กป่วยด้วยโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น

วันโรคอ้วนโลก

ข้อมูลล่าสุดจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ในปี 2022 ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปป่วยด้วยโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินค่ามาตรฐานดัชนีมวลกาย (BMI) จำนวนกว่า 2.5 พันล้านคน คิดเป็นร้อยละ 44 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาที่มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น โดยความชุกภาวะน้ำหนักเกินในเอเชียอาคเนย์สูงถึงร้อยละ 31 นั่นหมายรวมถึงประเทศไทยด้วย ขณะที่ทวีปอเมริกามีความชุกสูงถึงร้อยละ 67 จากปัจจัยด้านอาหารการกินและพฤติกรรมการใช้ชีวิต สหพันธ์โรคอ้วนโลก (WOF) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีประชากรกว่า 1 พันล้านคนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะอ้วน เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวจากปี1990 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในทศวรรษหน้าอาจมีประชากรโลกสูงถึง 4 พันล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของโลกจะป่วยด้วยโรคอ้วน

วันโรคอ้วนโลก

แน่นอนว่าค่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคอ้วนลดลงมาสู่วัยเด็กมากยิ่งขึ้น โรคอ้วนจึงไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่อีกต่อไป และไม่ได้จำกัดเพศว่าต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรูปร่างสัดส่วนของตัวเอง เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา เด็กกว่า 543 ล้านคนกำลังอยู่ร่วมกับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ด้วยจำนวนกว่า 159 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากข้อมูลปี 1990 ที่มีเพียง 31 ล้านคนเท่านั้น สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาโรคอ้วนในประชากรเด็กทั่วโลก โรคอ้วนในเด็กจึงเป็นดัชนีชี้วัดแนวโน้มทางสุขอนามัยของพลเมืองโลกในอนาคต พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรดูแลเอาใจใส่พฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อน และตรวจสุขภาพภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์และแพทย์ผู้ช่วยชาญด้านการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ

วันโรคอ้วนโลก

สำหรับประเทศไทย จากรายงานด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขในการติดตามเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและป่วยเป็นโรคอ้วนแล้วในปี 2024 ที่ผ่านมา คนไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนมากถึงร้อยละ 49 เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครมีอัตราความชุกของโรคอ้วนอยู่ที่ร้อยละ 58 เรียกได้ว่าเกินกว่าครึ่งความอ้วนมากระจุกตัวรวมกันอยู่ตรงศูนย์กลางการบริหารงานของประเทศ อาจด้วยความเคร่งเครียดในการทำงานจึงมีเวลาออกกำลังกายลดน้อยลง นิเวศอาหารเปลี่ยนแปลงไปทำให้คนไทยหันมากินอาหารขยะหรืออาหารอุตสาหกรรมกันมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเมื่อไม่นานที่ผ่านมากรมอนามัยจะเพิ่งมีการปรับลดเกณฑ์ค่าระดับความหวานใหม่ มาตรการนี้ใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ปรับค่าเริ่มต้นของคำสั่งซื้อเครื่องดื่มประเภทน้ำชงหรือชากาแฟ น้ำหวาน และน้ำผลไม้จากเดิมที่การสั่ง “หวานปกติ” อาจมีน้ำตาลสูงเกินเกณฑ์สุขภาพ ให้กลายเป็นระดับความหวานเพียง 50% ของสูตรเดิมโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า มนุษย์ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน หากปรับลดน้ำตาลในเครื่องดื่มมาที่ระดับ 50% จะช่วยให้เครื่องดื่มส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายสามารถจัดการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟที่มีน้ำตาลเหลือประมาณ 3-4 ช้อนชา การลดความหวานและน้ำตาลนอกจากช่วยลดเสี่ยงน้ำหนักเกินและโรค NCDs แล้ว ยังตัดวงจรหน้าแก่ก่อนวัย ลดปริมาณน้ำตาลที่จะไปทำลายโครงสร้างผิว ลดการอักเสบของสิวได้อย่างชัดเจน

วันโรคอ้วนโลก

เมื่อค่าน้ำตาลในเลือดสมดุล ทำให้น้ำตาลลดลงครึ่งหนึ่งในทุกแก้ว ช่วยให้หน้าท้องยุบลง ตัวไม่บวมน้ำ และรูปร่างกระชับขึ้น ฝึกลดระดับความคุ้นชินของลิ้น (Desensitization) เมื่อทำต่อเนื่อง ลิ้นจะเริ่มรับรสธรรมชาติจากผลไม้ หรือข้าวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารคลีนหรือหวานน้อยกว่า 50% ลดภาระให้ตับและตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินลดลงครึ่งหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยงไขมันพอกตับและเบาหวาน ทำให้ระบบเผาผลาญ ทำงานได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วการผลัดเซลล์รับรสของลิ้นสำหรับรสหวานเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 14 วัน

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนของไทยทั้งหมดเป็นเด็กมากกว่าร้อยละ 20 ตัวเลขเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนทุกคนว่าโรคอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นวิกฤตสุขภาพเชิงโครงสร้างระดับโลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกช่วงวัย หากไม่เร่งปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยสหพันธ์โรคอ้วนโลกยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในการประเมินโรคอ้วนได้เปลี่ยนใหม่ จากเดิมที่เคยจำกัดอยู่แค่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) แต่ในความเป็นจริง “การใช้ค่า BMI เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนถึงปริมาณเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเกิดการโรคเรื้อรังอื่นๆในอนาคตได้ จึงต้องใช้องค์ประกอบร่างกาย (Anthropometric component) เข้ามาเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัด กล่าวคือ

การวัดเส้นรอบเอว (Waist Circumference, WC) ต้องพิจารณาตามเพศ เช่น เพศชายและเพศหญิงไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตรและ 80 เซนติเมตร ตามลำดับ

วันโรคอ้วนโลก

การใช้เครื่อง Dual-Energy X-ray Absorptiometry หรือ DEXA ในวัยกลางคนผู้ชายควรมีสัดส่วนไขมันในร่างกายไม่เกินร้อยละ 25 และผู้หญิงไม่ควรเกินร้อยละ 32 บ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

วันโรคอ้วนโลก

แม้เนื้อเยื่อไขมันจะมีบทบาทในการสะสมพลังงาน และผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร จากการหลั่งฮอร์โมนในทางเดินอาหาร โดยส่งสัญญาณไปที่ก้านสมองและสมองส่วนไฮโปทาลามัสได้ทั้งหมด แต่การมีปริมาณเนื้อเยื่อไขมันมากเกินไป อาจทำให้ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายไม่สมดุล เช่น ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ทำหน้าที่ควบคุมความอิ่มของร่างกาย, ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ทำหน้าที่ควบคุมความหิว, ฮอร์โมนโคลซีสโตไคนิน (CCK) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกอิ่ม, ฮอร์โมน Peptide Y ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาล ช่วยให้อิ่มนานขึ้น รับประทานน้อยลง, ฮอร์โมน GLP-1 ช่วยควบคุมน้ำตาลและความอิ่ม เป็นต้น

ดังนั้น การประเมินและวินิจฉัยโรคอ้วน จึงไม่ควรคำนวณจากเพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งและค่ามาตรฐานดัชนีมวลกายเท่านั้น แต่ต้องใช้อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง และอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพกร่วมด้วยแล้ว เพื่อให้องค์ประกอบร่างกาย (Anthropometric component) เข้ามาเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัด วันอ้วนโลกปี 2569 จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักของตัวเองเพื่อไม่ให้ป่วยด้วยโรคอ้วนและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

รายการอ้างอิง นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ. (2569). หมอแอมป์เตือนวิกฤตโรคอ้วนพันล้านคนทั่วโลก จี้ปฏิรูปเชิงระบบรับวันอ้วนโลก. กรุงเทพฯ : โพสต์ทูเดย์ออนไลน์.

บทความโดย พญ.กัลยาณี พรโกเมธกุล