โรคมะเร็งจิสต์ (GIST) คือมะเร็งชนิดหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคหายากพบผู้ป่วยเพียง 10-15 ราย ต่อประชากรหนึ่งล้านคนเท่านั้น ระยะแรกก้อนเนื้ออาจมีขนาดเล็กมากจนไม่แสดงอาการใดๆ ผู้ป่วยมักจะรู้ตัวเมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีเลือดออก มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ความจริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย
มะเร็ง GIST ย่อมาจาก Gastrointestinal Stromal Tumor หรือเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนในระบบทางเดินอาหาร เป็นมะเร็งชนิดพบยาก แตกต่างจากมะเร็งกระเพาะอาหารกับมะเร็งลำไส้ตรงจุดกำเนิดโรค ปกติมะเร็งทางเดินอาหารจะเกิดที่ผนังด้านในสุดบริเวณเยื่อบุลำไส้ แต่มะเร็ง GIST เกิดจากเซลล์ Interstitial Cells of Cajal ซึ่งฝังตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อผนังทางเดินอาหาร ควบคุมการบีบตัวของลำไส้เพื่อเคลื่อนย้ายอาหาร เนื้องอกนี้จัดอยู่ในกลุ่มเนื้อเยื่ออ่อน (sarcoma) และมักเกิดจากความผิดปกติของยีน เช่น ยีน KIT หรือ PDGFRA ที่ทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นก้อน เมื่อเซลล์กลุ่มนี้กลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ จึงกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายที่โตขึ้นเรื่อย ๆ พบบ่อยสุดที่กระเพาะอาหารถึงร้อยละ 60 และลำไส้เล็กอีกร้อยละ 30 ส่วนอื่นๆ อีกร้อยละ 10 เช่น หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ หรือช่องท้องได้
มีเลือดออกในทางเดินอาหาร สังเกตได้จากอุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปนเนื่องจากก้อนเนื้อไปทำลายเส้นเลือดที่ผนังลำไส้
ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง มักรู้สึกอึดอัดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ
คลำพบก้อนแข็งบริเวณหน้าท้อง
อ่อนเพลีย ตัวซีด เกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดในทางเดินอาหารทีละน้อยเป็นเวลานาน
เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจอาเจียนเป็นเลือดหากก้อนเนื้อแตก
กลืนอาหารลำบาก จะปรากฏอาการนี้ก็ต่อเมื่อโรคดำเนินไปถึงจุดที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่แล้ว
สาเหตุของมะเร็งจิสต์เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนที่ชื่อ คิท (Kit) อยู่บนผิวหนังเซลล์ ซึ่งโปรตีนที่ผิดปกตินี้จะส่งสัญญาณเตือน ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งจิสต์ โดยมะเร็งจิสต์จะอยู่ได้นานกว่าเซลล์ปกติและเจริญเติบโตได้เร็วกว่า
ตรวจด้วยเครื่อง CT Scan เพื่อแสดงภาพของเนื้อเยื่ออ่อนในร่างกาย แพทย์ใช้ค้นหาตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก รวมถึงดูว่าเนื้องอกแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายหรือไม่
ตรวจด้วยเครื่อง MRI แสดงภาพเนื้อเยื่ออ่อนในร่างกายโดยละเอียด ใช้คลื่นวิทยุและแม่เหล็กแรงสูงแทนรังสีเอกซ์ ช่วยค้นหามะเร็งในช่องท้องที่อาจกลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นอย่างสมองหรือกระดูกสันหลัง
การส่องกล้องเพื่อดูเยื่อบุด้านในของระบบทางเดินอาหาร (GI) หากพบบริเวณที่ผิดปกติ สามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
มะเร็งชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือ ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสง แต่จะตอบสนองได้ดีกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ตัวยาจะเข้าไปขัดขวางสัญญาณการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้ก้อนเนื้อฝ่อลงหรือหยุดการโต อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดถือเป็นวิธีหลัก หากก้อนเนื้อยังไม่แพร่กระจาย การตัดเนื้อร้ายออกให้หมดพร้อมกับเนื้อเยื่อรอบๆ ที่ปกติเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเซลล์หลงเหลือมีโอกาสหายขาดสูง หลังการผ่าตัดหรือให้ยา ผู้ป่วยต้องตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอด้วย CT scan หรือ MRI เพื่อดูว่ามะเร็งกลับมาหรือไม่ กรณีที่มะเร็งลุกลามไปตับหรือช่องท้อง อาจใช้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การฉายรังสีหรือเคมีบำบัด แต่เคมีบำบัดมักไม่ค่อยได้ผลกับมะเร็ง GIST
สังเกตระบบขับถ่าย หากสีอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มหรือมีเลือดออกต้องรีบพบแพทย์ทันที
ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็ง GIST ด้วยการตรวจช่องท้องอัลตราซาวนด์ หรือหากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง การส่องกล้องทางเดินอาหารจะช่วยให้เห็นความผิดปกติที่ผนังทางเดินอาหารได้
หากเหนื่อยง่ายผิดปกติ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง
แนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็ง GIST?
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจีสต์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เผ็ด มีรสจัด หรือย่อยยาก
- ปรึกษากับแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาและจัดการผลข้างเคียงจากยา เช่น อาการคลื่นไส้หรืออ่อนเพลีย
- หลีกเลี่ยงความเครียดและการทำงานหนัก งดการดื่มสุราหรือบุหรี่