ในช่วงหน้าร้อนที่รู้สึกอ่อนเพลียง่ายแบบนี้ อย่ามองข้ามอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง หายใจไม่อิ่ม หรือกล้ามเนื้อล้าผิดปกติ หากพักผ่อนแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กระดับกรดในเลือดก่อนจะลุกลามเป็นอาการเฉียบพลัน โดยเฉพาะกรดแล็คติกหากสะสมในกระแสเลือดเร็วเกินไปจนเข้าสู่ภาวะแล็คติกสูงเฉียบพลัน นี่คือสัญญาณวิกฤตที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนหรือระบบเผาผลาญกำลังล้มเหลว ภาวะแล็คติกสูงเฉียบพลันถือเป็นภาวะที่มีความรุนแรง เนื่องจากระดับกรดที่สูงในเลือดส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะ เช่น หัวใจ สมอง และไต หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะช็อก หรืออวัยวะล้มเหลวหลายระบบ และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
ภาวะกรดแลคติกสูง (Lactic acidosis) คือ ภาวะที่มีกรดแลคติก (Lactic Acid) ในเลือดสูงกว่าปกติ กรดชนิดนี้ร่างกายจะผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเซลล์ โดยเฉพาะในสภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น ขณะออกกำลังกาย โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดกรดแลคติกออกได้ โดยตับและไต หากร่างกายมีการสร้างกรดแลคติกมากผิดปกติ หรือไม่สามารถกำจัดออกได้ดี ก็จะทำให้เกิดภาวะกรดแลคติกสูงขึ้นได้ มักพบค่ามากกว่า 4 mmol/L และมีค่า pH ในเลือดต่ำกว่า 7.35
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
เกิดจากภาวะที่เนื้อเยื่อของร่างกายขาดออกซิเจนทำให้เซลล์ต้องสร้างพลังงานในรูปแบบที่ทำให้เกิดกรด แล็คติกมากขึ้น เช่น
ความผิดปกติของปอดที่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
ความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง
ภาวะช็อก เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง หรือการเสียเลือดมาก
ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ
ภาวะหายใจล้มเหลว ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ
เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือดโดยตรง มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายหรือผลจากยาและสารบางชนิด เช่น
การออกกำลังกายหนักหรือหักโหม ร่างกายต้องใช้พลังงานมากทำให้เซลล์ผลิตกรดแล็คติกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ กลับสู่ระดับปกติเมื่อร่างกายได้พัก
ป่วยโรคตับหรือโรคไตทำให้อวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดกรดแล็คติกทำงานได้ไม่เต็มที่
ขาดวิตามินบี 1 (Thiamine) ทำให้กระบวนการเผาผลาญผิดปกติและเกิดการสะสมของ
กรดแล็คติก
ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยา Metformin ร่วมกับภาวะไตทำงานบกพร่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแล็คติกสูงได้ แม้จะพบได้ไม่บ่อยก็ตาม
ป่วยโรคเอชไอวี ที่ต้องทานยาต้านไวรัสบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผลต่อไมโทคอนเดรีย อาจทำให้เกิดภาวะแล็คติกสูงเป็นภาวะแทรกซ้อนได้
การได้รับสารพิษ เช่น ไซยาไนด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งรบกวนกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายสร้างกรดแล็คติกเพิ่มขึ้น
ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง อาจรบกวนการทำงานของตับ และการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ระดับกรดแล็คติกในเลือดสูงขึ้น
หอบเหนื่อย หายใจเร็วและลึก เนื่องจากร่างกายพยายามขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกเพื่อลดความเป็นกรดในเลือด
ทำงานหนักและพักผ่อนน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียสะสมและระบบเผาผลาญแปรปรวน
เหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียผิดปกต
คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
วิงเวียนศีรษะ มึนงง
หัวใจเต้นเร็ว และบางกรณีอาจมีจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ
ปัสสาวะออกน้อย
แพทย์จะวินิจฉัยภาวะแล็คติกสูงเฉียบพลันจากการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแล็กเตต (Lactate) รวมทั้งตรวจค่าความเป็นกรด-ด่างของเลือด (pH) และการตรวจอื่น ๆ เพื่อประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุของภาวะแล็คติกสูงเป็นหลัก
หากพบว่าร่างกายมีภาวะขาดออกซิเจน แพทย์จะให้ออกซิเจนและรักษาจากสาเหตุ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหายใจล้มเหลว การติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะช็อก
หากเกิดจากเบาหวาน เช่น น้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง อาจให้อินซูลินร่วมกับสารน้ำทางหลอดเลือด
หากเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำเพื่อควบคุมการติดเชื้อและพยุงการไหลเวียนของเลือด
หากผู้ป่วยมีภาวะช็อก อาจต้องให้สารน้ำ ยากระตุ้นความดันโลหิต และออกซิเจน
ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะไตวายร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องฟอกไตเพื่อช่วยกำจัดกรดและสารพิษออกจากเลือด
การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การให้ยาปฏิชีวนะ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และใช้ยากระตุ้นความดันโลหิตตามความเหมาะสม กรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ทานยาเม็ทฟอร์มิน (Metformin) โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไตวายร่วมด้วย อาจเกิดภาวะกรดแลคติกสูงจากยาได้ การรักษาเริ่มจากการหยุดยาและให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หากมีความรุนแรงมากอาจต้องให้สารละลายที่ช่วยลดความเป็นกรดในเลือดหรือฟอกเลือดล้างไตเพื่อช่วยกำจัดยาออกจากร่างกาย
แนวทางการป้องกันภาวะแลคติกสูงเฉียบพลัน?
- ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ และโรคไต โดยทานยาตามแพทย์สั่ง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะในการขับกรดแลคติกออกจากกระแสเลือด การดื่มหนักจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดเป็นกรด
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือหักโหม
- ควรพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ตับและไตกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ภาวะขาดน้ำเป็นตัวกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดช้าลง และเกิดการสะสมของกรดได้ง่าย
- ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน โรคตับ หรือโรคไต
- หากมีอาการติดเชื้อรุนแรง หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที