เท้าเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักตลอดทั้งวัน เมื่อต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานานจนเกิดการกดทับหรือเสียดสีกันของผิวหนังบริเวณเท้าจนเกิดอาการเท้าแข็ง มีความหนากว่าปกติ กดแล้วเจ็บ เป็นผิวนูนขึ้นมา อาจเป็นสัญญาณของตาปลาที่เท้า หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ควรรีบมาพบแพทย์เมื่อปรากฏอาการก่อนที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจนแผลติดเชื้อ
‘ตาปลาที่เท้า’ (Corns) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเสียดสีหรือกดทับของผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าจนเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นบนบริเวณนั้นมีการหนาตัวขึ้น แข็งตัวเป็นก้อนนูน และมีจุดดำตรงกลางคล้ายตาของปลา เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บเพราะมีรากฝังลึกลงไปในชั้นผิวหนัง มักพบบริเวณที่รับน้ำหนักมาก เช่น ฝ่าเท้า ขอบเท้า ส้นเท้า หรือใต้นิ้วเท้า และเกิดที่มือก็ได้ หากใช้มือทำงานมากๆ เช่น เขียนหนังสือมาก หรือยกของหนักบ่อยๆ
เกิดจากแรงกดทับซ้ำ ๆ หรือการเสียดสีกันจนเกิดพังผืดเป็นผิวแข็ง ๆ ที่ฝ่าเท้า
คนที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
สวมรองเท้าที่สวมรัดหรือหลวมเกินไป ไม่พอดีกับขนาดเท้า
สวมรองเท้าโดยไม่สวมถุงเท้า ทำให้เท้าเสียดสีจนเกิดตาปลา
โครงสร้างของเท้าผิดปกติ ทำให้เกิดการเสียดสีมากกว่าปกติ
มีก้อนกลมนูนแข็งที่ผิวหนังบริเวณเท้า ผิวบริเวณตุ่มจะแห้งและลอกเป็นขุย มีสีเหลือง และความวาวคล้ายขี้ผึ้ง
รู้สึกเจ็บเหมือนมีหนามทิ่มเมื่อถูกกด เมื่อเดินหรือวิ่ง เนื่องจากผิวหนังชั้นเคราตินลอกออกและสะสมกันจนไปกดทับผิวหนังชั้นในที่มีเส้นประสาทอยู่
เมื่อแช่น้ำ ผิวหนังส่วนที่แข็งจะนิ่มลง
โดยทั่วไปพบว่าตาปลามีด้วยกัน 2 ชนิดคือ
ตาปลาชนิดขอบแข็ง เป็นตาปลาที่มักขึ้นบริเวณข้อพับ ส้นเท้า ฝ่าเท้า หรือบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุและนักกีฬา
ตาปลาชนิดอ่อน เป็นตาปลาที่มักขึ้นตามง่ามนิ้วเท้า
อาจทำให้เกิดการอักเสบ เลือดออก หรือติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเบาหวานบริเวณเท้า หรือผู้ที่แผลหายช้ากว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ควรหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยตนเอง อาจทำให้เกิดบาดแผลและนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงได้
สวมรองเท้าและถุงเท้าขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป
หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการบีบรัดรูปเท้าและกระดูกเท้า
ทาครีมบำรุงเท้าเป็นประจำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
ใช้แผ่นรองเท้าเพื่อลดการกดทับบริเวณฝ่าเท้า
แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
หากทำงานที่ต้องใช้มือมาก เช่น งานก่อสร้าง แบกหาม ควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันการเสียดสี
ตัดเล็บเท้าให้สั้น เพราะหากเล็บเท้ายาวเกินไปจะไปเบียดรองเท้าจนทำให้นิ้วเท้าต้องเสียดสีกับรองเท้าจะทำให้เกิดตาปลาได้
แช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อให้ผิวหนังนุ่ม แล้วค่อย ๆ ขัดด้วยหินขัดเท้าหรือตะไบเบา ๆ เพื่อให้ตาปลาบางลง ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หรือใช้แผ่นรองเท้าเพื่อลดแรงกดทับ ควรทำเป็นประจำจนกว่าตาปลาจะหายไป แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรขัดผิวแรงเกินไปเพราะจะทำให้เกิดแผลได้
ใช้พลาสเตอร์สำหรับรักษาตาปลาที่มีส่วนผสมของสารละลายกรดซาลิไซลิกช่วยละลายเนื้อตาปลา
กรณีที่ตาปลามีขนาดใหญ่ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อผ่าเนื้อตาปลาออก เป็นวิธีที่ใช้ไม่บ่อยนัก ส่วนมากจะใช้รักษาผู้ที่มีตำแหน่งของกระดูกนิ้วมือนิ้วเท้าผิดปกติ
หากเป็นตาปลาที่เท้ามานานและรักษาไม่หาย อาจใช้วิธีจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลวหรือการใช้เลเซอร์โดยแพทย์เฉพาะทาง
ข้อห้ามในการรักษาตาปลาที่เท้า?
ไม่ควรตัดตาปลาด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อ ลุกลามเป็นแผลที่รักษายาก
ตาปลาต่างจากหูดอย่างไร?
ตาปลาไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดผิวหนังบริเวณนั้นจะแข็งและด้านหนาขึ้น เป็นตุ่มเล็กๆ กดแล้วเจ็บ ไม่พบรอยเลือดออกใต้ผิวหนัง ส่วนหูดเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Human papilloma virus (HPV) โดยเชื้อไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มขึ้น จนเป็นก้อนหรือตุ่มแข็งๆ พบได้หลายตำแหน่งทั้งที่มือและเท้า พบรอยเลือดออกใต้ผิวหนัง และสามารถลุกลามไปยังผิวหนังส่วนอื่นๆ ได้
ตาปลาเป็นอันตรายหรือเปล่า?
ตาปลาไม่ใช่โรคและไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ทำให้เกิดความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้เจ็บเวลาเดิน เคลื่อนไหวไม่สะดวก ตาปลาที่มือทำให้เจ็บปวดขณะทำงาน ตาปลาที่นิ้วมือ ทำให้หยิบจับสิ่งของลำบาก
ศัลยกรรมตกแต่งและความงามยอดนิยม