ดูแลสุขภาพเมื่อลมหนาวมาเยือน

ดูแลสุขภาพ

"หมดจากฤดูน้ำหลากก็เตรียมรับมือกับลมหนาวกันต่อ ช่วงหน้าหนาวอากาศเปลี่ยนแปลงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รักษาร่างกายให้อบอุ่นเอาไว้ เพราะอากาศที่หนาวเย็นถ้าร่างกายปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ โรคที่มักมาพร้อมลมหนาวมีหลายโรคที่ควรระวัง มีโรคอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยค่ะ"

ไข้หวัด

เป็นโรคที่คนเราเป็นกันบ่อยที่สุด เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัส ติดต่อโดยการคลุกคลี ไอ จาม รดกัน ส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือไอมีเสมหะ ระคายคอ การดูแลรักษาตนเองทำได้ง่าย ๆ คือพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ กินยาลดไข้เมื่อมีอาการตัวร้อน ไข้สูง การใช้ยากลุ่มที่เป็นยาปฏิชีวนะควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็น ยกเว้นมีการติดเชื้อแทรกซ้อน โดยปกติอาการต่าง ๆ จะหายไปหรือดีขึ้นในเวลา 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย

ไข้หวัดใหญ่

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจเอาเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำมูก น้ำลายหรือเสมหะผู้ป่วย หรือสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ อาการจะรุนแรงกว่าไข้หวัดคือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด หรืออาจจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้งๆ จุกแน่นท้อง โดยอาการมักดีขึ้นและหายได้ใน 1 สัปดาห์ แต่ในผู้ติดเชื้อบางรายจะมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ผู้สูงอายุ

ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงในการเป็นไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน และสามารถป้องกันได้ภายใน 2-3 สัปดาห์หลังฉีด และอาจอยู่ได้นานกว่า 1 ปี โดยทั่วไปวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นโรคอาการของโรคมักไม่รุนแรง

ปอดอักเสบ

มักพบในคนที่ไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น เด็กขาดสารอาหาร ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น อาจพบว่าเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด สุกใส ทอนซิลอักเสบ ฯลฯ ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจะมีอาการไข้ หายใจหอบ ไอแห้ง ๆ ในช่วงแรก ต่อมาจะมีเสมหะขุ่นสีเหลือง สีเขียว ในเด็กโตและผู้ใหญ่บางครั้งอาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้าหรือไอแรง ๆ อาจปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้อง ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก

การรักษา ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา ส่วนการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหรที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุราเรื้อรัง และอยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี

หัด

เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง พบมากในเด็กอายุระหว่าง 2-14 ปี ติดต่อได้ง่ายเพียงการไอจามรดกัน หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย เริ่มแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ต่างกันตรงที่จะมีไข้สูงอยู่ตลอดเวลา กินยาลดไข้ก็ไม่ลด เด็กจะซึม กระสับกระส่าย ร้องงอแง เบื่ออาหาร มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้งๆ เยื่อบุตาอักเสบ มีน้ำตาไหลมาก ตาแดง ไม่สู้แสง คือจะหรี่ตาเมื่อถูกแสงสว่าง หนังตาบวม และระยะ 2 วันหลังมีไข้จะพบจุดสีขาวๆ เหลืองๆ ขนาดเล็กๆ คล้ายเมล็ดงาที่กระพุ้งแก้มบริเวณใกล้ฟันกรามล่าง อาจเพียงแค่ 2-3 จุดจนถึงเต็มกระพุ้งแก้ม เรียกว่า จุดค็อพลิก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของหัด

หลังมีไข้ 3-4 วัน จะเข้าสู่ระยะออกผื่นโดยพบผื่นแดงขึ้นที่ตีนผมและซอกคอก่อน ผื่นนี้จะจางหายได้เมื่อดึงรั้งผิวหนังให้ตึง ต่อมาผื่นจะลามไปหน้าผาก ใบหน้า ลำตัวและแขนขา โดยจะค่อยๆ แผ่ติดกันเป็นแผ่นกว้าง รูปร่างไม่แน่นอนอาจมีอาการคันเล็กน้อย ผื่นจะค่อยๆ จางหายไปใน 4-7 วัน ซึ่งจะหลงเหลือให้เห็นเป็นรอยสีน้ำตาล บางแห่งมีการหลุดลอกของผิวหนังด้วย

โรคหัดสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนเมื่อเด็กอายุได้ 9 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 5-6 ขวบ

หัดเยอรมัน

เกิดจากเชื้อไวรัส อาการจะมีไข้ต่ำ ๆ มีผื่นคล้ายโรคหัดกระจายทั่วร่างกาย โดยจะเริ่มจากหน้าผาก รอบปาก ใบหู แล้วลงมาที่คอ ลำตัว แขน ขา อาจคันหรือไม่ก็ได้ บางคนมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ บางคนมีไข้แต่ไม่มีผื่น อาจมีอาการแสบตา ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตอาจไม่ทราบว่าเป็นหัดเยอรมัน โรคนี้ไม่จัดว่าเป็นโรคที่มีอันตรายรุนแรงในคนทั่วไป แต่มีอันตรายอย่างมากกับหญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ถ้าได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงระยะเวลานี้ อาจทำให้ทารกพิการได้หัดเยอรมันสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันก่อนแต่งงานอย่างน้อย 3 เดือน

อีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อได้ด้วยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย อาการจะมีผื่นขึ้น ระยะแรกจะเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใส ๆ อยู่ข้างในและมีอาการคัน ผื่นและตุ่มจะทยอยขึ้นที่ละระลอก ๆ ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปผื่นจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ และ ปอดบวมได้

ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ เด็กอายุ 1-12 ปี ฉีด 1 หรือ 2 เข็ม โดยการให้วัคซีนเข็มที่ 2 ซ้ำที่อายุ 4-6 ปี หรืออย่างน้อยหลังจากเข็มแรก 3 เดือนขึ้นไป จะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ แต่สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปต้องได้รับวัคซีน 2 เข็ม ในระยะห่าง 1-2 เดือน จึงจะกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานได้สูงพอที่จะป้องกันโรค

อุจจาระร่วง

สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อโดยการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรระมัดระวังไว้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งสะอาดปลอดภัย และมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ส่วนอาหารและน้ำควรปรุงหรือต้มให้สุกก่อนให้เด็กรับประทาน

ถ้าเด็กถ่ายอุจจาระเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง หากอาการไม่รุนแรง ควรให้กินอาหารเหลว เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด ให้ดื่มนมแม่ ถ้าเด็กดื่มนมผสม ควรผสมนมให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น อาจต้องชงน้ำเกลือแร่ให้ดื่มบ่อย ๆ แต่ถ้าทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเด็กบางคนมีอาการขาดน้ำรุนแรง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก : ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลยันฮี

Show Buttons
Hide Buttons