การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นวิธีตรวจคัดกรองโรคซ่อนเร้น และวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว หากตรวจพบรอยโรคจะได้หาทางแก้ไขและรักษาได้อย่างทันท่วงที แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนยังสับสนมากคือ “ต้องงดอาหารหรือเปล่า?” “ดื่มน้ำได้ไหม?” และ “งดทานยาอะไรบ้าง?” รวมถึงการเตรียมตัวสำหรับการตรวจเฉพาะทาง เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรืออัลตราซาวนด์ต่าง ๆ โรงพยาบาลยันฮีได้รวบรวมแนวปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนตรวจสุขภาพ เพื่อให้ผลตรวจออกมาแม่นยำที่สุด
เมื่อเราบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรี น้ำตาล หรือไขมัน ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นเข้าสู่กระแสเลือดทันที ส่งผลให้ระดับน้ำตาล (Glucose) และระดับไขมัน (Lipid) ในเลือดพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว หากเจาะเลือดในช่วงเวลาดังกล่าว ค่าที่ได้จะไม่ใช่ค่าแท้จริงของร่างกาย แต่เป็นค่าของอาหารหรือน้ำที่เพิ่งบริโภคเข้าไป อาจทำให้แพทย์วินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ดังนั้น การงดอาหารและเครื่องดื่ม ยกเว้นน้ำเปล่า จึงถูกกำหนดเพื่อให้ได้ค่าเลือดแม่นยำ
สารอาหารและสารจากอาหารหรือเครื่องดื่มต่างๆ ที่เราบริโภคเข้าไปย่อมเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้ผลเลือดผันแปรไปจากความเป็นจริงได้ จึงจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่าก่อนตรวจเลือด เพื่อให้ผลเลือดมีความแม่นยำ ทั้งนี้ สภาเทคนิคการแพทย์ได้ประกาศแนวปฏิบัติสำหรับการเตรียมตัวเพื่อการเจาะเลือด ให้ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปที่เข้ารับบริการเจาะเลือดเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ถูกต้อง ดังนี้
น้ำเปล่าไม่จำเป็นต้องงด และดื่มได้ตามปกติ
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุชัดเจนว่า การดื่มน้ำเปล่าที่หมายถึง น้ำบริสุทธิ์ที่ไม่มีรส ไม่มีสี ไม่มีแคลอรี่ และไม่มีส่วนผสมใด ๆ ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ต้องการภาวะอดอาหาร (Fasting) อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก
การงดน้ำเปล่าไม่มีประโยชน์ และส่งผลกระทบต่อผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การศึกษาของ Mena-Bravo และคณะ (2018) ตีพิมพ์ในวารสาร Biochemia Medica พบว่า การดื่มน้ำเปล่า 300 มิลลิลิตรก่อนการเจาะเลือด 1 ชั่วโมง ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการเคมีคลินิกอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก ในทางตรงกันข้าม การอดน้ำทำให้เกิดภาวะเลือดข้น (Hemoconcentration) ส่งผลให้ค่าฮีโมโกลบินสูงขึ้น ได้ถึงร้อยละ 10-15 ค่า Creatinine และ BUN สูงขึ้นจนอาจถูกแปลผลผิดพลาดว่าเป็นภาวะไตเสื่อม ทั้งที่ความผิดปกตินั้นเกิดจากการขาดน้ำโดยตรง นอกจากนี้ ยังทำให้เส้นเลือดแฟบ ต้องแทงเข็มซ้ำหลายครั้ง เพิ่มความเจ็บปวดและเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้รับบริการโดยไม่จำเป็น
ค่าอ้างอิง (Reference Range) ทางห้องปฏิบัติการถูกกำหนดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ดื่มน้ำเปล่าได้
ค่าอ้างอิงทางห้องปฏิบัติการที่ยอมรับใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยในปัจจุบัน ได้มาจากการศึกษาในกลุ่มประชากรที่งดอาหาร แต่ดื่มน้ำเปล่าได้ตามปกติ หากผู้รับบริการอดน้ำเปล่าด้วย ผลตรวจที่ได้จะถูกเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงที่เก็บภายใต้เงื่อนไขต่างกัน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงในการแปลผลผิดพลาดและการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนได้
ข้อกำหนดเฉพาะที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
ข้อเสนอแนะข้างต้นใช้ได้เฉพาะกับ ‘น้ำเปล่า’ เท่านั้น หมายถึง น้ำเปล่าบริสุทธิ์ที่ไม่มีรส ไม่มีสี ไม่มีแคลอรี่ ไม่มีแร่ธาตุผสม ไม่มีวิตามิน และไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เครื่องดื่มทุกชนิด นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นชากาแฟ น้ำผลไม้ น้ำผสมวิตามิน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง หรือเครื่องดื่มชนิดอื่นใด ยังมีความจำเป็นต้องงดตามข้อบ่งชี้ทางคลินิก
น้ำเปล่าบริสุทธิ์ (ไม่มีสี/รส/แคลอรี่) ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด
ช่วยให้เลือดไม่ข้นจนเกินไป เจาะเลือดง่ายขึ้น
ป้องกันค่าเลือดคลาดเคลื่อน การขาดน้ำอาจทำให้ผลตรวจบางอย่างสูงเกินความเป็นจริง
การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) ควรงดอาหาร เครื่องดื่ม อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนเจาะเลือด แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้ การตรวจเลือดอื่น ๆ เช่น น้ำตาลสะสม ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับหรือไต สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรงดยาฉีดหรือยากินลดน้ำตาลในมื้อเช้าไปก่อน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลตกจากการไม่ได้รับประทานอาหาร แล้วค่อยรับประทานยาหลังเจาะเลือดและรับประทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว
ต้องงดอาหาร เครื่องดื่มประเภทชากาแฟ น้ำหวาน ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หมากฝรั่ง อย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้ การตรวจไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเจาะเลือด 3 วัน
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนตรวจ แต่แพทย์อาจพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าควรเตรียมตัวอย่างไร เนื่องจากผู้ที่ทานยาเพื่อรักษาโรคประจำตัวอยู่ก่อน อาจมีผลต่อค่า Serum Iron ที่สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ก่อนวัดความดันโลหิตประมาณ 30 นาที ไม่ควรดื่มชากาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีคาเฟอีน หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ควรนั่งพักก่อนวัดความดันโลหิตประมาณ 5-15 นาที
หากปวดปัสสาวะควรปัสสาวะก่อนวัดความดันโลหิต
หากต้องทานยาควบคุมความดันโลหิต สามารถทานยาตามที่แพทย์แนะนำก่อนมาตรวจสุขภาพได้
ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนตรวจ แต่ควรลดทานเนื้อแดงให้น้อยลง 2-3 วัน ก่อนตรวจ
ควรเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำตาลปนในปัสสาวะสูงกว่าปกติ
การเก็บปัสสาวะควรเก็บในวันที่นัดตรวจเท่านั้น
สุภาพสตรีไม่ควรตรวจปัสสาวะในช่วงมีประจำเดือนเพราะอาจแปรผลคลาดเคลื่อน
วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้องคือ ทำความสะอาดส่วนปลายของทางเดินปัสสาวะด้วยน้ำสะอาดแล้วเช็ดให้แห้งก่อน ปัสสาวะทิ้งไปเล็กน้อยแล้วเก็บปัสสาวะตรงส่วนกลางให้ได้ปริมาณที่กำหนด
การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน ควรงดอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อให้ถุงน้ำดีเก็บกักน้ำดี และลดปริมาณลมในกระเพาะและลำไส้ จะช่วยให้เห็นอวัยวะต่าง ๆ ได้ชัดเจน
การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนล่าง ดื่มน้ำเปล่าขณะรอตรวจ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งปัสสาวะเพิ่ม จนรู้สึกปวดปัสสาวะ น้ำในกระเพาะปัสสาวะจะช่วยดันลำไส้ออกจากช่องเชิงกราน ทำให้เห็นมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก และพยาธิสภาพอื่นได้ดีขึ้น
ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถรับประทานได้ตามปกติ
ห้ามทาโลชั่น แป้งฝุ่น โรลออนระงับกลิ่นกาย บริเวณเต้านมและรักแร้ อาจทำให้เกิดจุดบนภาพ ทำให้ผลวินิจฉัยคลาดเคลื่อน
ไม่ควรนัดตรวจหลังหมดประจำเดือน เป็นช่วงที่เต้านมไม่บวมมาก ทำให้ไม่เจ็บและพบความผิดปกติได้ง่าย
กรณีสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ไม่ควรตรวจแมมโมแกรม
ไม่ควรตรวจหลังจากทานอาหารมาใน 1 ชั่วโมง เพราะอาจจะทำให้อาเจียน
หากสูบบุหรี่ ให้งดสูบบุหรี่มาก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ไม่อยู่ในภาวะหลังผ่าตัด โดยเฉพาะผ่าตัดช่องท้อง ทรวงอก หรือสมอง
หากเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ควรรักษาหายก่อน
หากมีฟันปลอมต้องถอดฟันปลอมออกก่อนตรวจ
หากเป็นโรคที่ต้องใช้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น ต้องงดใช้ยาก่อนตรวจอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนตรวจสุขภาพ หากอดนอนจะทำให้ผลการตรวจผิดปกติได้ โดยเฉพาะความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย ฯลฯ
ควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจสุขภาพ เพราะอาจมีผลต่อการตรวจบางอย่าง
จดจำหรือบันทึกประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด ยาและอาหารเสริมที่ทานอยู่ รวมถึงประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น