ไส้เลื่อน …โรคที่คุณไม่ควรมองข้าม

เมื่อพูดถึง ไส้เลื่อน โดยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ชายเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไส้เลื่อนสามารถเกิดกับผู้หญิงได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ชายมีโอกาสที่จะเป็นไส้เลื่อนมากกว่า ดังนั้น โรคไส้เลื่อนจึงสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และจากจำนวนผู้ป่วยโรคไส้เลื่อนพบว่า ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคไส้เลื่อนหนึ่งข้าง จะมีโอกาสเป็นอีกหนึ่งข้างได้มากกว่าคนปกติ

โรคไส้เลื่อน นี้ มีความเชื่อผิดๆ ที่บอกต่อกันมาอยู่หนึ่งเรื่อง หลายคนคงจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ‘ถ้าไม่ใส่ กางเกงใน จะทำให้เป็นไส้เลื่อน’  ทำให้ผู้ชายแทบทุกคนมีวินัยในการใส่กางเกงในมาก ความจริงแล้วการไม่สวมใส่กางเกงใน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคไส้เลื่อนแต่อย่างใด คุณผู้ชายทั้งหลายสบายใจได้เลยค่ะ แต่ภาวะอ้วนลุงพุงต่างหากที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไส้เลื่อนมากกว่า ดังนั้น การออกกำลังกาย ดูแลรูปร่าง จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ไส้เลื่อน เกิดขึ้นได้อย่างไร? เชื่อว่าทุกคนคงมีคำถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของโรคนี้ อธิบายได้ง่ายๆ คือ “ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่” เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านหน้า ร่วมกับ ตับ ตับอ่อน ม้าม ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอวัยวะเหล่านี้ถูกพยุงด้วยเยื่อบุช่องท้องและกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง หากเยื่อบุช่องท้องและกล้ามเนื้อผนังหน้าท้องมีความผิดปกติหรือมีความอ่อนแอ ก็จะทำให้ลำไส้ไหลออกมานอกช่องท้องได้นั่นเอง

ประเภทของไส้เลื่อนที่พบบ่อยมี 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 

  1. ไส้เลื่อนขาหนีบ (Inguinal Hernia) ไส้เลื่อนประเภทนี้พบได้บ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 70 ของโรคไส้เลื่อนทั้งหมด และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ไส้เลื่อนขาหนีบเกิดจากลำไส้ไหลออกมานอกช่องท้องบริเวณที่ผนังกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแอ หากเกิดในผู้หญิงจะมองเห็นเป็นก้อนตุงที่ขาหนีบ ส่วนในผู้ชายจะไหลลงถุงอัณฑะ ที่เรียกว่า ไส้เลื่อนลงอัณฑะ หรือ ไส้เลื่อนลงไข่ นั่นเอง ก้อนนี้จะมีลักษณะนุ่มๆ หยุ่นๆ มองเห็นได้ในขณะที่ลุกขึ้นยืน ยกของหนัก ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย แต่เวลานอนหงาย ก้อนนี้จะมีขนาดเล็กลงหรือยุบหายไป
  2. ไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal Hernia) ไส้เลื่อนกะบังลมเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งของกระเพาะอาหารยื่นออกมานอกช่องท้อง ผ่านรูบริเวณกะบังลมเข้าไปอยู่ในช่องอก กะบังลมเป็นแผ่นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่สำคัญในระบบการหายใจ และยังทำหน้าที่กั้นอวัยวะในช่องอกและช่องท้องออกจากกัน ไส้เลื่อนประเภทนี้ส่วนมากพบในผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไป หากพบในเด็กโดยมากมักจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติแต่กำเนิด ไส้เลื่อนกระบังลมมักทำให้เกิด โรคกรดไหลย้อน  จึงทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกร่วมด้วย
  3. ไส้เลื่อนสะดือ (Umbilical Hernia) ไส้เลื่อนสะดือหรือ สะดือจุ่น สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กและทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน เกิดขึ้นได้เมื่อลำไส้ไหลผ่านผนังหน้าท้องที่อยู่ใกล้กับสะดือ โดยอาจสังเกตเห็นลำไส้ยื่นออกมาบริเวณใต้หรือใกล้กับสะดือ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กหรือทารกกำลังร้องไห้ ไส้เลื่อนสะดือเป็นไส้เลื่อนประเภทเดียวที่มักจะไม่มีอันตรายและสามารถหายไปได้เอง โดยส่วนใหญ่จะหายไปเมื่อเด็กอายุ 1 ขวบ แต่หากไม่หายอาจต้องได้รับการผ่าตัด
  4. ไส้เลื่อนหลังผ่าตัด (Incisional Hernia) ไส้เลื่อนประเภทนี้สามารถเกิดขึ้นหลังจากได้รับการผ่าตัดช่องท้อง ลำไส้อาจเลื่อนไหลออกมานอกช่องท้องบริเวณแผลผ่าตัดหรือบริเวณเนื้อเยื่อที่อ่อนแอโดยรอบ หากไม่สามารถดันกลับเข้าไปในช่องท้องได้ จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึ่งต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

ซึ่งการเกิด โรคไส้เลื่อน นั้น มีสาเหตุมาจาก (1) ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น มีช่องระหว่างช่องท้องกับลูกอัณฑะ โดยปกติแล้วช่องนี้จะต้องปิดสนิท หรือผนังหน้าท้องบางจุดมีความอ่อนแอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเมื่ออายุมากขึ้นได้ (2) การเสื่อมลงตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อผนังหน้าท้องอ่อนแอลง จึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดไส้เลื่อนได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่แล้วกรณีนี้พบได้ในผู้สูงอายุ (3) การมีพฤติกรรมที่ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้น เช่น ยกของหนัก ไอเรื้อรัง เบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อผนังหน้าท้องค่อยๆ อ่อนแอลงอย่างช้าๆ จึงทำให้เกิดโรคไส้เลื่อนได้ (4) การได้รับอุบัติเหตุที่หน้าท้องและเกิดความเสียหายต่อผนังหน้าท้อง ซึ่งทำให้ผนังหน้าท้องอ่อนแอลง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไส้เลื่อนได้เช่นกัน (5) คนที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง ภายหลังการผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ถูกผ่าจะขาดความยืดหยุ่นและเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด หากในระยะพักฟื้นเกิดภาวะแทรกซ้อนกับแผล ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัดได้

การรักษาโรค ไส้เลื่อน สามารถทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดแบบมาตรฐาน (หรือที่เรียกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผล) และการผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยวิธีแรกแพทย์จะพิจารณาจากผู้ป่วยกรณีที่ไส้เลื่อนลงมาบริเวณขาหนีบและมีขนาดใหญ่มาก ส่วนวิธีที่สองใช้ในกรณีที่ไส้เลื่อนมีขนาดไม่ใหญ่มากและไส้เลื่อนลงมาบริเวณขาหนีบทั้งสองข้าง หรือกรณีไส้เลื่อนกลับมาเป็นซ้ำ แต่หากผู้ป่วยมีปัญหา ไอเรื้อรัง ต้องเบ่งปัสสาวะจากกรณี ต่อมลูกหมากโต  จำเป็นต้องรักษาอาการดังกล่าวให้ดีขึ้นก่อนทำการผ่าตัด เพื่อป้องกันโรคไส้เลื่อนกลับมาเป็นซ้ำ

การผ่าตัดทั้งสองวิธีนี้ แพทย์อาจใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยหรือใช้ตาข่ายสังเคราะห์มาปิดบาดแผล ซึ่งร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาห่อหุ้มตาข่ายจนสมานเข้ากับเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ดังนั้น ในระยะพักฟื้น ผู้ป่วยไม่ควรเพิ่มความดันในช่องท้อง โดยการหลีกเลี่ยงการยกของหนัก หลีกเลี่ยงการไอหรือจาม ไม่เบ่งถ่ายอุจจาระบ่อย รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้กลับมาเป็นซ้ำได้

ในกรณีแพทย์ทำการผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องนอนราบ ไม่หนุนหมอน ประมาณ 8 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปวดศีรษะ แต่สามารถยกแขนหรือตะแคงตัวไปมาได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดซึม ปวดแผลมากขึ้น ปวดปัสสาวะแต่เบ่งไม่ออก ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที หลังผ่าตัด 8 ชั่วโมง สามารถลุกนั่ง ยืน เดิน และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ควรบริหารร่างกายบ่อยๆ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 2-3 วัน เมื่อออกจากโรงพยาบาล ควรปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งและมาพบแพทย์ตามนัด

สำหรับคุณผู้ชายที่กังวลว่าจะเป็นไส้เลื่อนลงอัณฑะ สามารถป้องกันได้โดยการตรวจหาความผิดปกติบริเวณลูกอัณฑะด้วยตัวเองค่ะ การตรวจใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที โดยเวลาที่เหมาะสมคือหลังอาบน้ำ เพราะผิวหนังบริเวณอัณฑะจะมีความหย่อน ทำให้คลำได้ง่าย การตรวจทำได้โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ค่อยๆ คลำเคลื่อนไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่ามีก้อนหรือการอักเสบเกิดขึ้นหรือไม่ ปกติแล้วบริเวณด้านหลังจะคลำได้ส่วนหยุ่นๆ ขนาดเล็ก แต่หากคลำได้ก้อนหรือส่วนใดผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ ซึ่งความผิดปกตินั้นอาจเป็นเส้นเลือดขอดหรือถุงน้ำบริเวณถุงอัณฑะได้

สำหรับคนที่กลัวว่าจะเป็นโรคไส้เลื่อนต้องหมั่นดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและดูแลรูปร่าง ควรพบแพทย์เพื่อ ตรวจสุขภาพประจำปี จึงจะเป็นแนวทางป้องกันโรคไส้เลื่อนได้

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ พัก 3 คืน 41,000 บาท
ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี พัก 3 คืน 48,000 บาท
ผ่าตัดก้อนที่เต้านมโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ 12,000 บาท
ผ่าตัดก้อนที่เต้านม ดมยา พัก 1 คืน 33,000 บาท
ผ่าตัดเต้านมออกหนึ่งข้าง พัก 7 คืน 67,000 บาท
ผ่าตัดเต้านมร่วมกับต่อมน้ำเหลืองรักแร้ พัก 7 คืน 92,000 บาท
ผ่าตัดก้อนที่รักแร้ พัก 1 คืน 35,000 บาท
ตัดถุงน้ำดีผ่าท่อน้ำดี 91,000 บาท
ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ชนิดเปิดช่องท้อง พัก 3 คืน 58,000 บาท
ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ชนิดผ่านกล้อง พัก 3 คืน 95,000 บาท
ผ่าตัดริดสีดวงทวาร พัก 2 คืน 35,000 บาท
ผ่าตัดริดสีดวงทวาร โดยใช้เครื่องมือเย็บอัตโนมัติ พัก 1 คืน 51,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อนโดยระงับความรู้สึกเฉพาะที่ พัก 2 คืน 44,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อน โดยดมยาสลบ พัก 2 คืน 46,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อน โดยเสริมความแข็งแรงด้วยตาข่าย พัก 2 คืน 51,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อนโดยผ่านกล้อง 1 ข้าง พัก 2 คืน 110,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อนโดยผ่านกล้อง 2 ข้าง พัก 2 คืน 130,000 บาท
ผ่าตัดไส้เลื่อนขาหนีบ /ข้างเดียว ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี พัก 2 คืน 42,000 บาท
รักษาริดสีดวงด้วยการรัดยาง 1 หัว 1,200+ บาท
รักษาริดสีดวงด้วยการรัดยาง 2 หัว 2,500+ บาท
รักษาริดสีดวงด้วยการรัดยาง 3 หัวขึ้นไป 3,000+ บาท
รักษาริดสีดวงด้วยการฉายแสงอินฟาเรด 2,500+ บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons