“คุณกำลังเป็นไมเกรนอยู่หรือไม่?”

ขึ้นชื่อว่า “ปวดหัว” ทุกคนก็คงเคยเป็นกันมาหมดแล้ว แต่จะปวดมากหรือปวดน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะเหตุการณ์และเรื่องราวที่ทำให้เครียดว่าหนักหนาสาหัสแค่ไหน หากอาการปวดหัวธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่ส่งผลต่อสุขภาพซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นอาการปวดหัว “ไมเกรน” ซึ่งถ้าใครได้เป็นขึ้นมาแล้วล่ะก็ วันๆ หนึ่งแทบจะไม่ต้องทำอะไรกันเลย

หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังปวดหัวไมเกรนอยู่หรือเปล่า เรียกได้ว่าแยกไม่ออก ว่าปวดหัวธรรมดาทั่วไปกับปวดหัวไมเกรนแตกต่างกันอย่างไร บางคนเคยปวดหัวมาก มักจะมีอาการปวดหัวตุ๊บๆ ข้างเดียว หรือปวดทั้งสองข้าง รวมถึงปวดบริเวณขมับและเบ้าตา เคลื่อนไหวร่างกายก็ยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น ทรมานอย่างบอกไม่ถูก และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หาย ทั้งกินยา ทั้งนอนหลับ ตื่นมาก็ยังปวดอยู่เหมือนเดิม พาลให้นึกสงสัยว่า “ทำไมเราถึงปวดหัวได้มากขนาดนี้ และทำไมถึงไม่ยอมหายซะที จะเป็นไมเกรนหรือเปล่า”

และยังมีในรายที่เป็นหนักยิ่งกว่า คือทั้งรู้สึกอยากอาเจียน เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดตามเนื้อตัว บางคนถึงกับเป็นไข้ล้มหมอนนอนเสื่อกันไปเลยทีเดียว ยิ่งบวกกับสภาวะอันตึงเครียดทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบันด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และทำให้ปวดหัวไมเกรนได้ง่ายๆ

ไมเกรน(Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง และเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาด คนที่ปวดไมเกรนมักจะปวดเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะข้างเดียว หรือปวดทั้งสองข้างก็ได้ ในบางคนจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะด้วย ซึ่งจะมีอาการปวดอยู่ประมาณ 4- 72 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะไมเกรนนี้ แบ่งตามอาการนำได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) มีอาการผิดปกตินำ (Migraine with aura) มีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เห็นแสงวาบ แสงซิกแซก นำมาก่อนการปวดศีรษะประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน (2) ไม่มีอาการผิดปกตินำ (Migraine without aura) ไม่มีอาการผิดปกตินำมาก่อนการปวดศรีษะ และเมื่อปวดแล้วจะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

โดยทั่วไปแล้ว คุณสามารถสังเกตอาการปวดหัวของคุณได้ตามอาการที่จะพูดถึงต่อไปนี้ ซึ่งเป็นอาการของการปวดไมเกรนที่แบ่งออกได้ทั้งหมด 5 ระยะ และควรจดบันทึกทุกครั้งเมื่อคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ เพื่อจะได้แจ้งประวัติและลักษณะของการปวดหัวให้แพทย์ทราบ ระยะแรกของการปวดหัวไมเกรนเรียกว่าระยะอาการนำ (Prodome) คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ท้องเดิน หิวผิดปกติ รู้สึกเหม็นกลิ่นอาหาร อ่อนเพลีย เป็นต้น ซึ่งจะพบอาการภายใน 24 ชั่วโมงก่อนที่จะมีอาการปวด ระยะที่ 2 คือระยะออรา (Aura) คือมีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เห็นแสงวาบ แสงซิกแซก มองเห็นแสงเป็นเส้นคลื่น เมื่อมองวัตถุหรือภาพต่างๆ จะเห็นเป็นจุด และเมื่อกลอกตาจุดนั้นก็จะเลื่อนตามไปด้วย รวมทั้งมองเห็นภาพเพียงครึ่งเดียว หรือภาพผิดขนาด

เมื่ออาการนำเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ ระยะปวดศีรษะ มักจะปวดแบบเป็นจุด ส่วนใหญ่ปวดข้างเดียว แต่ก็สามารถปวดทั้งสองข้างได้เหมือนกัน รวมทั้งยังปวดไปถึงกระบอกตา ต้นคอ รู้สึกอยากอาเจียน คลื่นไส้ กลัวเสียง กลัวแสง อาการปวดจะเป็นอยู่ประมาณ 4-72 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่ระยะหายปวดศีรษะ (Resolution) ซึ่งมักจะหายไปเมื่อได้รับการพักผ่อนนอนหลับ และระยะสุดท้ายคือ ระยะภายหลังจากหายปวดศีรษะ (Postdrome) ร่างกายจะรู้สึกอ่อนล้า หัวสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ความคิดไม่แล่น ดังนั้น จึงควรนอนพักต่อเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น โดยแต่ละคนอาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไป เพราะบางคนนึกจะปวดก็ปวดขึ้นมาเลย ไม่ได้มีอาการนำใดๆ ทั้งสิ้น

ไมเกรนเกิดขึ้นได้อย่างไร?

สงสัยใช่ไหมคะ ว่าอะไรที่ทำให้เราปวดหัวไมเกรน ซึ่งก็มีหลากหลายทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้อธิบายถึงสาเหตุและกลไกของอาการปวดไมเกรนไว้ว่า เกิดจากหลอดเลือดในสมองหดตัว แล้วร่างกายตอบสนองโดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว จึงเป็นสาเหตุทำให้ปวดหัวไมเกรน, เกิดจากเส้นประสาทคู่ที่ 5 หรือไทรเจมินัล (Trigeminal) และสารเคมีในสมองที่เรียกว่า ซีโรโตนิน (Serotonin) เสียสมดุล เพราะมีการศึกษาในคนไข้ที่มีอาการปวดไมเกรนพบว่า ระดับซีโรโตนินในสมองลดลง ทำให้เกิดการกระตุ้นผ่านเส้นประสาทไทรเจมินัลไปยังหลอดเลือดที่เยื่อหุ้มสมองด้านนอก ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว และบวมจนเกิดการอักเสบ ระยะหลังยังมีการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านยีนส์หรือจีโมนิกส์ พบว่า Ion-transport gene อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดไมเกรน

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของอาการปวดไมเกรน แต่มีความเชื่อว่าสมองของคนที่เป็นไมเกรน มีความไวในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ทำให้หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะเกิดการอักเสบและขยายตัว ทำให้เกิดการเสียสมดุลของสารเคมีในสมอง จึงทำให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรน และจากการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า ไมเกรนสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่อาการจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นทั้งภายในและภายนอกร่างกายด้วย ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ได้แก่

– สภาพร่างกาย เช่น การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไป นอนไม่เป็นเวลา เครียด ทำงานหนัก ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหาร ซึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นต้น

– ระดับฮอร์โมน ฮอร์โมนเพศสูง หากเป็นผู้หญิงมักจะปวดไมเกรนช่วงที่มีประจำเดือน ทานยาคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนทดแทน และการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก เป็นต้น

– สภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อากาศร้อนหรือหนาวจัด แสงแดดจ้า โดยเฉพาะคนทำงานในห้องแอร์ พอพักกลางวันก็ต้องเดินออกไปทานข้าวข้างนอก บางครั้งในออฟฟิศหนาวจนสั่น แต่พอเปิดประตูออกมาลมร้อนก็ปะทะหน้าแทบจะจับไข้ เป็นเรื่องที่พนักงานออฟฟิศเข้าใจกันดี แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ค่อยได้ นอกจากนี้การได้กลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นบุหรี่ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันจากท่อไอเสีย ก็ทำให้ปวดไมเกรนได้เหมือนกัน

– การออกกำลังกาย หากออกกำลังกายมากเกินไปก็สามารถกระตุ้นให้ปวดหัวไมเกรนได้

– อาหาร เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อกโกแลต ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส กล้วยสุกงอม ถั่วบางชนิด สารที่ให้รสหวาน เช่น แอสปาแตม (Aspartame) สารกันบูด สารไนเตรด ซึ่งพบในอาหารพวก แฮม เบคอน ไส้กรอก ซาเซมิ

– ยาและสารเคมีบางชนิด เช่น Histamine, Hydralazine, Nitroglycerine, Resepine เป็นต้น รวมทั้งยาแก้อักเสบ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ซึ่งมักพบว่าคนที่ปวดหัวไมเกรนจำนวนมากมีการใช้ยาเหล่านี้เป็นประจำ

จะเห็นได้ว่าปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ปวดไมเกรนส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง และอีกส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ในบางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การรักษาอาการปวดไมเกรน

ถึงแม้ว่าอาการปวดไมเกรนจะเป็นบางครั้งบางคราว แต่เมื่อเป็นแล้วก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก ทั้งทำงานไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก อารมณ์ไม่แจ่มใส่ จิตใจไม่เป็นปกติ ป่วยทั้งกายป่วยทั้งใจ ดังนั้น จึงต้องทำการรักษา รวมทั้งป้องกัน เพื่อให้คุณใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข

หากคุณกำลังสงสัยว่าเป็นไมเกรน ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย แนะนำว่าให้มีสมุดจดบันทึกอาการของไมเกรน 1 เล่ม คอยสังเกตอาการปวดหัวของตัวเองและจดบันทึกทุกครั้ง เพื่อทำให้การรักษาไมเกรนได้ผลดี วันและเวลาที่ปวด ระยะเวลาที่ปวดนานกี่ชั่วโมง อาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เช่น ปวดข้างเดียว ปวดสองข้าง มีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่ สังเกตว่าปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ปวดหัวมีอะไรบ้าง บางคนนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ก็ทำให้ปวดได้ สำหรับผู้หญิงจะมีเรื่องของรอบเดือนเข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดหัว ฉะนั้น อย่าลืมบันทึกรอบเดือนด้วยนะคะ

รวมทั้งเมื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นแล้วร่างกายมีปฏิกิริยาอย่างไร อาจให้คนใกล้ชิดคอยช่วยสังเกตอาการไปด้วย เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าอาการที่กำลังเกิดขึ้นเป็นความผิดปกติ เช่น หิวข้าวบ่อย กระหายน้ำมากเป็นพิเศษ ง่วงเหงาหาวนอน ซึมเศร้า มีอาการหนาวสั่น อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องตรงกับสาเหตุและอาการที่เกิดขึ้น เมื่อได้รับยาจากแพทย์แล้วต้องทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และหลังจากทานยาแล้วอาการเป็นอย่างไร การปรับยาของแพทย์ทำให้อาการดีขึ้นหรือไม่ ให้พกยาติดตัวไว้เสมอเพราะในบางครั้งก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะปวดหัวขึ้นมาเมื่อไหร่ และที่สำคัญคือควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา โดยยาที่นำมารักษาไมเกรน สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

(1) กลุ่มที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่ ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นต้น, ยากลุ่ม Ergot Alkaloids ได้แก่ Ergotamine สามารถออกฤทธิ์ได้นานและลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ในบางราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการปวดและสภาพร่างกายของคนไข้, ยากลุ่ม Triptans เช่น Sumatriptan, Zolmitriptan เป็นต้น ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็วและลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ดี และมีผลข้างเคียงจากยาน้อย แต่ราคาค่อนข้างสูง

(2) กลุ่มที่ใช้เพื่อป้องกันอาการปวดไมเกรน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ในผู้ป่วยที่ปวดไมเกรนทุกราย แพทย์จะพิจารณาเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ตัวอย่างกลุ่มยานี้ เช่น กลุ่มยาต้านเบต้า กลุ่มยาต้านแคลเซียม ยารักษาโรคซึมเศร้า ยากันชักบางชนิด

แนวทางการรักษาโดยหลักแล้วคือ การควบคุมและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ซึ่งคนไข้ต้องคอยสังเกตตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนบ้าง และการรักษาด้วยยา โดยจะเป็นการให้ยาเพื่อรักษาเมื่อมีอาการปวด และเพื่อเป็นการป้องกันในกรณีที่คนไข้ปวดไมเกรนอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง นอกจากนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัดการกับความเครียด การทำสมาธิ การออกกำลังกาย รวมทั้งการฝังเข็ม ก็สามารถบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้เช่นกัน

การรักษาไมเกรนเพื่อให้ได้ผลดีนั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากคนไข้เป็นสำคัญ หากคุณให้ความร่วมมือในการรักษากับแพทย์เป็นอย่างดี ความถี่ในการเกิดไมเกรนก็จะค่อยๆ ลดลง ทิ้งช่วงนานขึ้น จากที่เคยปวดมาก ปวดตุ้บๆ ตลอดทั้งวัน ก็จะรู้สึกปวดน้อยลง และปวดไม่นานก็หาย ไม่ปวดแบบข้ามคืนข้ามวันเหมือนเมื่อก่อน และอาจหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขมากยิ่งขึ้น

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons