ไตวายเฉียบพลัน เกิดจากไตสูญเสียการทำงานในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้การควบคุมสมดุลของร่างกายเกิดความผิดปกติ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเลือดที่ไปเลี้ยงไตน้อยลง เช่น ความดันโลหิตต่ำอยู่ในภาวะช็อกนาน ๆ หรือผู้ป่วยเสียน้ำหรือเลือดมาก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน อย่างไรก็ตาม ไตวายเฉียบพลันเป็นภาวะที่อันตรายแต่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังอยู่เดิมควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาทางป้องกันการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันอยู่เสมอ

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) คือ ภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการทำงานฉับพลัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่งผลต่อการขจัดของเสียและการรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะลดลง, บวม, เหนื่อยล้า อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้
ไตวายเฉียบพลันจากเลือดเลี้ยงไตไม่พอ (Prerenal Acute Kidney Failure) เกิดจากการไหลเวียนเลือดไปยังไตทำงานผิดปกติ จากภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration), ความดันโลหิตต่ำ, ช็อกจากการขาดน้ำหรือเสียเลือดมาก, หัวใจล้มเหลว, ตับแข็ง, โรคไตเนโฟรติก (Nephrotic syndrome) หรือการใช้ยาบางชนิด
ไตวายเฉียบพลันจากพยาธิสภาพที่ไต (Intrinsic Acute Kidney Failure) เกิดจากเนื้อเยื่อในไตเสียหาย จากไตอักเสบ, ได้รับสารพิษอันตรายต่อไต, การใช้ยาบางชนิด หรือติดเชื้อรุนแรงในไต เป็นต้น
ไตวายเฉียบพลันจากการอุดตันทางเดินปัสสาวะ (Postrenal Acute Kidney Failure) มีสาเหตุจากนิ่วในทางเดินปัสสาวะ, มะเร็งต่อมลูกหมาก, ต่อมลูกหมากโต เกิดการอุดตันที่ท่อไตทั้งสองข้างหรือข้างเดียว
ความดันโลหิตที่ต่ำหรือสูงเกินไป จากการเสียเลือด ขาดสารน้ำ ใช้ยาลดความดันโลหิต
ร่างกายรับยาหรือสารพิษบางชนิดเข้าไป ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดไปยังไตน้อยลง ทำลาย เนื้อเยื่อของไต หรือกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันทำให้ไตเสียสมดุล เช่น ยาเคมีบำบัด, ยาปฏิชีวนะบางชนิด หรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างไอบูโพรเฟน, แอสไพริน หรือนาพรอกเซน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับ เนื่องจากร้อยละ 90 ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดังกล่าว
ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) จากการเสียของเหลวในร่างกายมาก กรณีเดียวกับการเสีย เลือดมาก
การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งปากมดลูก
ภาวะไตอักเสบ เป็นนิ่วในไต ทำให้ระบบไหลเวียนภายในไตเกิดการติดขัดหรืออักเสบ
ติดเชื้อรุนแรงในร่างกาย เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือติดเชื้อไวรัสโควิด-19
เป็นโรคหัวใจ ส่งผลให้เสี่ยงต่อไตวายเฉียบพลัน เช่น หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจขาดเลือด
ไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดการอุดตันภายในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต
ภาวะตับวาย หรือโรคตับแข็ง ซึ่งมีส่วนให้ไตสูญเสียความสามารถในการทำงาน
เป็นโรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) ทำให้ไตไม่สามารถกรองของเสียได้ตามปกติ
เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus) มีความเสี่ยงเกิดโรคไตอักเสบนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน
โรคประจำตัวที่ทำให้หลอดเลือดเสียหายหรืออักเสบ เช่น โรคผิวหนังแข็ง (Scleroderma), โรค TTP, กลุ่มอาการฮีโมไลติกยูรีมิก (Hemolytic Uremic Syndrome), ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis), การตายของเซลล์มะเร็ง (Tumor Lysis Syndrome), ต่อมลูกหมากโต, มะเร็ง กระเพาะปัสสาวะ, มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
ปัสสาวะน้อยกว่า 400 ซีซีต่อวัน น้อยกว่าคนปกติ 3 เท่า
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร สูญเสียความสามารถในการรับรส
ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เพราะมียูเรียและไนโตรเจนคั่งค้างในเลือด
แขนขาบวมน้ำ เหนื่อยหอบ หรือขาดน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง
รู้สึกวูบหวิว เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เนื่องจากการสะสมน้ำในปอด
หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกถึงแรงกดดันที่หน้าอก
เจ็บบริเวณหน้าท้องหรือหน้าท้องด้านข้าง ใกล้กับซี่โครง (สีข้าง)
ตรวจเลือด พบค่า Creatinine และ BUN สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตรวจปัสสาวะ ดูโปรตีน เม็ดเลือด หรือสารผิดปกติ
อัลตราซาวนด์ไต ตรวจโครงสร้างและภาวะอุดตัน
พิจารณาจากประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว และอาการ
หยุดยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ยาต้านการอักเสบ NSAIDs หรือยาลดความดันบางชนิด แพทย์อาจปรับลดหรือหยุดยาเหล่านี้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดไตวายเฉียบพลันรุนแรง
การให้ยากระตุ้นความดันและกระตุ้นหัวใจ ค่าความดันเฉลี่ยหลอดเลือดแดง ของเลือดควรมีค่าอย่างน้อย 60 – 65 มม.ปรอท เพื่อคงปริมาณเลือดที่เข้าเลี้ยงไตให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ค่าความดันหลอดเลือดแดงเฉลี่ยอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมานาน อาจต้องการค่าความดันเฉลี่ยที่สูงกว่าผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตปกติ
หากเกิดจากการขาดน้ำหรือสูญเสียเลือด แพทย์จะให้สารน้ำหรือเลือดเพิ่มเติม
หากติดเชื้อรุนแรงหรือเกิดภาวะช็อก แพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะหรือยากระตุ้นความดันโลหิตแทน เป็นต้น
ควบคุมระดับเกลือแร่และของเสียในเลือด กรณีที่ไตไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้จำกัดการบริโภคอาหารที่มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโซเดียมสูง เพื่อไม่ให้เสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย
รักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ควบคุมน้ำเข้าออกในร่างกายเพื่อรักษาความสมดุล หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไต และปรับขนาดยาให้เหมาะกับการทำงานของไตที่ลดลง
บำบัดทดแทนไต กรณีที่ไตไม่สามารถทำงานได้ปกติ เช่น เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง
เข้ารับการฟอกไต (Dialysis) ในกรณีฉุกเฉิน หากภาวะไตวายเฉียบพลันรุนแรงจนระดับของเสียในร่างกายสูงผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำท่วมปอดหรือโพแทสเซียมสูงจนเป็นอันตราย
ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อน หรือท้องเสีย อาเจียน ควรดื่มน้ำชดเชยการสูญเสียน้ำ เพราะภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุสำคัญของไตวายเฉียบพลัน
ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง อันนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมและไตวาย
หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังไต
ระวังไม่ให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะการติดเชื้อในกระแสเลือดที่ทำให้ไตวายเฉียบพลันได้
ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไต, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ

ไตวายเฉียบพลันสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนใดบ้าง?
ภาวะน้ำเกินหรือภาวะบวมน้ำ (Hypervolemia), ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia), ภาวะสมดุลกรด-ด่างของสารน้ำในร่างกายผิดปกติ (Metabolic Acidosis), ภาวะโลหิตจาง (Anemia), ภาวะไตวายเรื้อรัง (CKD) หรือภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding Disorders) เป็นต้น

ไตวายเฉียบพลันกับไตวายเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร?
– ด้านระยะเวลา ไตวายเฉียบพลัน เกิดฉับพลันภายในไม่กี่วัน ส่วนไตวายเรื้อรังเกิดช้าๆ สะสมนานเป็นเดือนเป็นปี
– ด้านการฟื้นตัว ไตวายเฉียบพลันยังมีโอกาสกลับมาเป็นปกติ หากรักษาทัน ขณะที่ไตวายเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาด ต้องดูแลระยะยาว
– ด้านการรักษา ไตวายเฉียบพลันจะเร่งแก้ไขสาเหตุ หยุดยาที่สร้างความเสียหายแก่ไต ส่วนไตวายเรื้อรังแพทย์จะควบคุมโรคต้นเหตุ ชะลอความเสื่อมของไต

ผู้ที่ไม่เคยมีโรคไตมาก่อน จะเป็นไตวายเฉียบพลันได้ไหม?
– ได้ แม้ไม่มีโรคไตมาก่อน ก็สามารถเกิดไตวายเฉียบพลันได้ หากมีปัจจัยกระตุ้นรุนแรง เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือได้รับยาที่เป็นอันตรายต่อไต
รายการอ้างอิง นพ.ณัฐชัย ศรีสวัสดิ์ และ นพ. เกรียง ตั้งสง่า. (2569). โรคไตวายเฉียบพลัน. กรุงเทพฯ : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศัลยกรรมตกแต่งและความงามยอดนิยม