ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก

หน้าฝนทีไร โรคไข้เลือดออกระบาดทุกที เรียกว่าเป็นโรคที่มากับหน้าฝนก็คงจะได้ แต่จริงๆ แล้วไข้เลือดออกพบได้ทุกฤดู เพียงแต่อาจจะชุกชุมมากช่วงฤดูฝนตามสภาพดินฟ้าอากาศ จึงอย่าประมาทกันนะคะโดยเฉพาะบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองเพราะในแต่ละปีโรคนี้ได้คร่าชีวิตของเด็ก ๆ ไปเป็นจำนวนไม่น้อย จนปัจจุบันจัดว่าโรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของบ้านเราอีกปัญหาหนึ่งทีเดียว

โรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่จะระบาดมากในช่วงหน้าฝน โรคนี้มักพบมากในเด็กอายุ 2-10 ปี แต่อาจพบในเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ เด็งกี่ (Dengue) และชิกุนคุนย่า (Chigunkunya) โดยมียุงลายสายพันธุ์ Aedes aegypti เป็นพาหะ ซึ่งยุงชนิดนี้จะออกหากินในเวลากลางวันและชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น น้ำในตุ่ม, แจกัน, กระป๋อง,จานรองตู้กับข้าว, หลุมที่มีน้ำขัง ฯลฯ

ผู้ที่ถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด หากภูมิต้านทานในร่างกายไม่แข็งแรงพอก็จะทำให้เป็นไข้เลือดออกได้ โดยเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 5-8 วัน จึงจะเริ่มปรากฏอาการ ในทางการแพทย์แบ่งอาการของโรคนี้ออกเป็น 3 ระยะดังนี้

ระยะไข้ อาการมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยการมีไข้สูง ตัวร้อนจัดตลอดเวลา แม้จะรับประทานยาลดไข้ก็ไม่ได้ผลหรือไข้ลดลงเพียงไม่นานก็กลับร้อนขึ้นใหม่ โดยไม่มีอาการเป็นหวัดหรือไอแบบไข้หวัด เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หรือจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หรือชายโครง มีจุดเลือดออกตามลำตัว แขนขา อาจมีเลือดกำเดาออกหรือเลือดออกตามไรฟัน ระยะนี้มักจะกินเวลา 3-7 วันโดยประมาณ

ระยะวิกฤต ระยะนี้ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลง กระสับกระส่ายมือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว บางรายมีอาการปวดท้องมาก อาเจียนและถ่ายเป็นเลือด และอาจถึงขั้นช็อคหมดสติได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยาจนผ่านพ้นระยะนี้ไปได้ ก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัย

ระยะฟื้น ป่วยที่ผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้แล้ว เมื่อเข้าสู่ระยะนี้มักจะมีอาการดีขึ้น สบายขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถรับประทานอาหารได้ อาการต่าง ๆ ที่เคยมีจะหายไปและฟื้นคืนสู่สภาวะปกติ

โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการมากน้อยขึ้นกับตัวผู้ป่วยและชนิดของเชื้อ ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% จะมีอาการเพียงเล็กน้อย และหายได้เองภายใน 7-8 วัน มีเพียงส่วนน้อยประมาณ 20-30% ที่จะมีเลือดออกรุนแรงหรือภาวะช็อค ซึ่งหากให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วยการให้น้ำเกลือหรือให้เลือดก็สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ และจะมีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่จะเป็นรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

ฉะนั้น หากสงสัยว่าบุตรหลานของท่านเป็นโรคนี้ ควรให้การรักษาตามอาการ ดังนี้ หากผู้ป่วยมีไข้สูง ควรเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำบ่อย ๆ ให้ดื่มน้ำมาก ๆ และอาจให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ได้ ห้ามให้ยาลดไข้แอสไพรินเพราะจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ในรายที่เบื่ออาหารหรืออาเจียนควรให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อย ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงได้

นอกจากนั้น พ่อแม่ควรเฝ้าระวังอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะช็อค โดยสังเกตจากอาการ หากมีอาการซึมลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้อง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ให้น้ำเกลือหรือเลือดแล้วแต่กรณี แต่หากพ่อแม่ท่านใดที่ไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับโรคนี้ได้ ทางที่ดีควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้รับคำแนะนำในการดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

ปัจจุบัน โรคนี้มีวัคซีนป้องกันได้แล้ว แต่ยังจำกัดการฉีดแค่ในกลุ่มอายุ 9 – 45 ปีเท่านั้น โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ห่างกันครั้งละ 6 เดือน เมื่อฉีดครบ 3 เข็ม จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคประมาณ 65% และถ้าเป็นโรคจะช่วยลดความรุนแรงของโรครวมถึงลดอัตราการนอน รพ. ลงได้ ส่วนการป้องกันที่สำคัญอีกประการก็คือ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย และนี้ให้ระมัดระวังไม่ให้เด็กถูกยุงลายกัดในเวลากลางวัน ด้วยการนอนในมุ้ง แต่หากป้องกันแล้วยังมีอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ เพื่อความปลอดภัยไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

พ่อแม่ผู้ปกครองที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็อย่าเพิ่งนึกเบื่อเสียก่อนว่าเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อยู่ซ้ำซาก อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วไม่เอาใจใส่โดยเด็ดขาด การไม่ประมาทนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะการสูญเสียทั้งที่โรคนี้สามารถป้องกันได้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับบุตรหลานอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

กำจัดยุงลาย…วายร้ายตัวน้อย

ยุงลายเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกจะมีชุกชุมมากในฤดูฝนช่วงหลังฝนตก เพราะอุณหภูมิและความชื้นเหมาะแก่การแพร่พันธุ์ โดยทั่วไป ยุงลายจะออกหากินในเวลากลางวัน แต่ถ้าในช่วงเวลากลางวันนั้นยุงลายไม่ได้กินเลือดหรือกินเลือดไม่อิ่ม ยุงลายก็อาจออกหากินในเวลาพลบค่ำด้วยหากในห้องนั้นหรือบริเวณนั้นมีแสงสว่างเพียงพอ ฉะนั้นอย่าแปลกใจว่าพลบค่ำแล้วทำไมเจ้ายุงลายถึงไม่เลิกรังควานสักที

 ยุงลายจะแพร่พันธุ์โดยวางไข่ตามภาชนะขังน้ำซึ่งมีน้ำนิ่งและใส น้ำนั้นอาจจะสะอาดหรือไม่ก็ได้ น้ำฝนมักเป็นน้ำที่ยุงลายชอบวางไข่มากที่สุด ดังนั้น แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจึงมักอยู่ตามโอ่งน้ำดื่มและน้ำใช้ที่ไม่ปิดฝาทั้งภายในและภายนอกบ้าน หรือภาชนะอื่น ๆ เช่น บ่อซีเมนต์ในห้องน้ำ จานรองขาตู้กันมด จานรองกระถางต้นไม้ แจกัน อ่างล้างเท้า ยางรถยนต์ ไห ภาชนะใส่น้ำเลี้ยงสัตว์ เศษภาชนะ เช่น โอ่งแตก เศษกระป๋อง กะลา เป็นต้น

ทราบอย่างนี้แล้วก็ควรหาทางลดหรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย เป็นต้นว่า ปิดฝาโอ่งน้ำให้มิดชิดแจกันหรือขวดเลี้ยงพลูด่างควรเปลี่ยนน้ำทุก 7 วันหรือเปลี่ยนมาปลูกด้วยดินแทนการแช่ในน้ำ,จานรองขาตู้กับข้าวควรเติมน้ำเดือดลงไปทุก 7 วัน หรือใส่ชันหรือขี้เถ้าแทนการใส่ด้วยน้ำ, จานรองกระถางต้นไม้ให้เทน้ำที่ขังออกทุก 7 วัน หรือใส่ทรายธรรมดาให้ลึก ¾ ส่วนของจาน, ยางรถยนต์เก่าๆ ควรเจาะรูหรือดัดแปลงใช้ประโยชน์และไม่ขังน้ำ, อ่างบัวควรใส่ปลาไว้กินลูกน้ำ, ระบายน้ำออกจากท่อระบายน้ำอย่าปล่อยให้ท่ออุดตัน หรือหลุมบ่อแอ่งน้ำควรกลบถมด้วยดินหรือทรายให้เรียบร้อย ฯลฯ

คุณพ่อคุณแม่ควรหาทางป้องกันลูกหลานไม่ให้ถูกยุงกัด โดยให้เด็กนอนในมุ้งแม้ในเวลากลางวัน หรือจะนอนในห้องที่บุด้วยมุ้งลวดก็ได้แต่ต้องแน่ใจว่าในห้องนั้นไม่มียุงลายเล็ดลอดเข้าไปอาศัยอยู่ ส่วนพวกยาทากันยุงกัดหรือสารไล่ยุงควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กอ่อนและทารกได้ ถ้าไม่จำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะ

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons