ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้อากาศจะเย็นชื้น หลายคนวางแผนเดินทางท่องเที่ยวพักแรมบนพื้นที่สูง ยอดดอย หรือเดินป่าตามอุทยานแห่งชาติซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ปกคลุมหรือทุ่งหญ้าที่อาจมีแมลงพาหะแฝงตัวอยู่ นั่นคือ ‘ไรอ่อน’ เสี่ยงถูกกัดจนติดเชื้อและป่วยเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่หรือโรคสครับไทฟ์ส (Scrub typhus) ได้ ตั้งแต่ต้นปี 2567 จำนวนผู้ป่วยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเชีย (Rickettsia) ที่ชื่อว่า โอเรียนเทีย ซูซูกามูชิ (Orientia Tsutsugamushi) ตามธรรมชาติเป็นโรคติดต่อของสัตว์ตระกูลฟันแทะจำพวกหนู กระรอก และกระแต แต่สำหรับโรคไข้รากสาดใหญ่มีไรอ่อน (Chigger) เป็นพาหะนำโรค ซึ่งมีขนาดเล็กมากกว่า 1 มิลลิเมตรจนนักเดินป่าหรือเกษตรกรในพื้นที่เรือกสวนไม่ทันสังเกต เมื่อถูกไรอ่อนกัดสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อก่อโรคแล้วมากัดคน หรือถูกไรอ่อนที่มีเชื้ออยู่กัด ทำให้คนได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบริเวณผิวหนังที่ถูกกัด
หากถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัดประมาณ 10-12 วัน ระยะฟักตัวของโรค 6-20 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน จะมีอาการปวดศีรษะบริเวณขมับและหน้าผาก
มีไข้ หนาวสั่น 40-40.5 องศาเซลเซียส
ไอแห้ง ๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดกระบอกตา
ต่อมน้ำเหลืองโต ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน
บริเวณที่ถูกกัดอาจมีผื่นแดงขนาดเล็กค่อยๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น แผลมักอยู่บริเวณขาหนีบ ใต้ร่มผ้า รักแร้ เป็นต้น
อาจพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (Eschar) แต่ไม่ปวดร้อนและไม่คัน บางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น
ตับอักเสบ ปอดอักเสบ ไตวายฉับพลัน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ภาวะลิ่มเลือดแข็งตัวทั่วร่างกาย ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
การทำงานของอวัยวะในร่างกายล้มเหลว ในรายที่อาการรุนแรงหัวใจจะเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำ
หรืออาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินป่า
เกษตรกรในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ทำไร่ หรือเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีตัวไรอ่อนอาศัยอยู่
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้จากประวัติความเสี่ยง อาการแสดง โดยเฉพาะผื่นที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งยังสามารถวินิจฉัยจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ผู้ป่วยโรคไข้รากสาดใหญ่มักมีเกล็ดเลือดต่ำ ค่าไตสูงขึ้น ค่าบิริรูบินสูงขึ้น การตรวจทางอิมมูนวิทยา การวินิจฉัยทางพันธุกรรมแบบพีซีอาร์จากเลือดและจากชิ้นเนื้อใกล้บริเวณผื่นที่คล้ายบุหรี่จี้
กรณีอาการไม่รุนแรงแพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตราไซคลีน (Tetracycline), ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline), คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol), หรืออะซิโธไมซิน (Azithromycin) เป็นต้น

อาการแบบใด ไม่ควรละเลยและต้องกลับไปพบแพทย์
– ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาภายใน 2-3 วัน
– มีภาวะซึม หน้ามืด ตัวเย็น
– ปวดหัว อาเจียน หายใจหอบ
– ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย อุจจาระดำ

แนวทางการป้องกันโรคไข้รากสาดใหญ่?
– ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้รากสาดใหญ่
– สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
– ทาหรือฉีดยาป้องกันแมลงหรือยุง ที่มีส่วนประกอบของสารไดเอทิลโทลูเอไมด์ (DEET) 20-30% ทาซ้ำทุก 4-6 ชั่วโมง
– หลีกเลี่ยงเข้าไปในบริเวณที่มีตัวไรอ่อนชุกชุม เช่น ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้า ชายป่า พุ่มไม้เตี้ย
– หลังออกจากป่า ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย สระผม และนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักทำความสะอาดเพื่อกำจัดตัวไรอ่อนที่อาจติดมากับร่างกายหรือเสื้อผ้าได้
– คอยสังเกตตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ง่ามขา ซอกรักแร้ และรอยขอบกางเกงหรือขอบเสื้อในหลังจากเดินป่า
ศัลยกรรมตกแต่งและความงามยอดนิยม