พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันส่งผลต่อสุขภาพของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่เก็บสะสมพลังงานค่อนข้างมาก ได้แก่ การทานอาหารมากเกินไปทำให้ไขมันก่อตัวขึ้นในตับ ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานค่าดัชนีมวลกาย หรือดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อตับไม่ได้นำไขมันไปใช้หรือไม่ย่อยสลายไขมันก็จะเกิดไขมันสะสมขึ้นที่ตับ ในผู้ป่วยเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และภาวะขาดสารอาหารก็ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับได้เช่นกัน ส่วนใหญ่โรคไขมันพอกตับจะไม่ค่อยแสดงอาการ จะทราบก็ต่อเมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปีแสดงออกมา น่าตกใจว่าค่าเฉลี่ย 25-30 เปอร์เซ็นของคนไทยเผชิญกับภาวะไขมันพอกตับโดยไม่รู้ตัว จึงควรตรวจคัดกรองสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอและปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตัวเอง
สร้างน้ำย่อยเพื่อย่อยอาหาร
สร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด
กำจัดสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย
สร้างและสลายสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ แอมโมเนีย
เก็บกักสารอาหารเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย

โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับมากเกินปกติ คือประมาณ 5-10% ของตับ โดยน้ำหนักไขมันที่เข้าไปแทรกตับนั้นมักเป็นชนิดไตรกลีเซอไรด์ ทั้งนี้ 1 ใน 4 ของผู้ที่เผชิญกับภาวะไขมันพอกตับจะเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง มะเร็งตับ และมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้นด้วย โรคไขมันพอกตับแบ่งระยะการดำเนินโรคได้เป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะแรก เป็นระยะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเนื้อตับ แต่ยังไม่อักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ
ระยะต่อมา เริ่มมีอาการอักเสบของตับ หากปล่อยให้อักเสบเกินกว่า 6 เดือนอาจกลายเป็นตับ อักเสบเรื้อรัง
ระยะที่สาม อักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อยๆ ถูกทำลายลง
ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ อาการของไขมันพอกตับ
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
คลื่นไส้เล็กน้อย เบื่ออาหาร
น้ำหนักลดลงผิดปกติ
รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา
ขา เท้า ข้อเท้าบวม หรือท้องบวมขึ้นจากน้ำในช่องท้อง
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (alcoholic fatty liver disease (AFLD)

ไขมันพอกตับในผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) ได้แก่ โรค อ้วน น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานค่าดัชนีมวลกาย ผู้ชายรอบเอวเกิน 40 นิ้ว ผู้หญิงรอบเอวเกิน 35 นิ้ว

ไขมันในเลือดสูง มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงกกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ผู้ที่มีไขมันดี หรือ HDL ต่ำ (ผู้ชาย น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิง น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
โรคเบาหวาน (หรือมีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน เนื่องจากอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อ ร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน มักพบในโรคอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตับจะผลิตน้ำตาลกลูโคสมากขึ้น ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ
โรคความดันโลหิตสูง (มีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป)
โรคไวรัสตับอักเสบซี ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism)
ทานอาหารที่มีรสหวานมากเกินไป
ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาต้านไวรัสบาง ชนิด ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากลุ่มต้านฮอร์โมน
ตรวจเลือด เพื่อหาค่า ALT, AST, ALP ที่ผิดปกติบ่งชี้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับตับ
อัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูว่ามีไขมันสะสมในตับหรือไม่ และดูเนื้องอกที่ตับ
ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดูปริมาณไขมัน ความเสียหาย และตรวจจับพังผืด
เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ เพื่อดูปริมาณไขมันและเนื้อเยื่อแผลเป็นในตับ
ตรวจระดับความแข็งของตับและวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan เพื่อแสดงค่าตับแข็ง และปริมาณไขมันเกาะตับ
เครื่องไฟโบรสแกน (Fibro Scan) คือ เครื่องมือตรวจพังผืดไขมันตับและตรวจวัดค่าตับแข็ง ใช้หลักการเดียวกับโซนาร์และอัลตราซาวนด์ โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงไปที่เนื้อตับ และตรวจวัดคลื่นสะท้อนกลับ เพื่อประเมินภาวะความแข็งของตับ และปริมาณไขมันในตับ จะได้ทราบว่ามีไขมันสะสมในตับมากแค่ไหน และมีปริมาณพังผืดในตับอยู่เท่าไหร่
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามมาตรฐานค่าดัชนีมวลกาย
ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง และให้พลังงานต่ำ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หากเป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคให้ดีด้วยการทานยาตามแพทย์สั่ง
หลีกเลี่ยงการทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสุขภาพตับ

ไขมันพอกตับ รักษาให้หายได้ไหม?
สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยแพทย์จะประเมินจากการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูความเสียหายของเนื้อตับ และหาสาเหตุของการเกิดภาวะไขมันพอกตับ รักษาตามระดับความรุนแรงของโรค เช่น ระยะที่ 1-2 ปรับพฤติกรรมงดดื่มแอลกอฮอล์! ทานอาหารไขมันต่ำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาช่วยลดไขมันในตับ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระยะที่ 3-4 หากมีภาวะตับอักเสบ แพทย์อาจให้ยาลดการอักเสบและควบคุมระดับไขมันในตับ ตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับ เป็นต้น

อาหารอะไรบ้างที่ช่วยลดไขมันตับ?
-อาหารที่มีกากใยไฟเบอร์สูง ช่วยลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาลในเลือด ได้แก่ ผักใบเขียว ผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ และธัญพืชไม่ขัดสี
-อาหารที่มีไขมันดี ช่วยลดไขมันเลว (LDL) และเพิ่มไขมันดี (HDL) ได้แก่ ปลาไขมันสูง มีโอเมก้า-3 น้ำมันจากถั่วและธัญพืช
-อาหารที่มีโปรตีนไม่ติดมัน ช่วยซ่อมแซมตับและควบคุมระดับอินซูลิน เช่น เต้าหู้ ถั่วเหลือง ปลาทะเล ฯลฯ
-อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบในตับ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และผักใบเขียว
ศัลยกรรมตกแต่งและความงามยอดนิยม