โรคแผลในกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นโรคธรรมดาทั่วไปที่ไม่ร้ายแรง บางคนก็อาจจะใช้ชีวิตอยู่กับอาการปวดท้องจนเคยชิน หิวข้าวก็ปวดท้อง กินอิ่มแล้วก็ยังปวดท้องอีก ด้วยภาวะสังคมที่เร่งรีบและชีวิตประจำวันที่วุ่นวาย หลายคนจึงปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดพฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ โรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล พบได้มากที่สุดประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร พบประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายคือโรคมะเร็งของกระเพาะอาหาร พบประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้อง ซึ่งสงสัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร

ถึงแม้ว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารจะพบได้น้อยกว่าโรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล แต่มีความสำคัญและอันตรายมาก เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งคนไข้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือมาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง และช็อกจากกระเพาะอาหารทะลุได้

สาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าโรคกระเพาะอาหาร เกิดจากหลายสาเหตุและมีกลไกของพยาธิกำเนิดซับซ้อนมาก แต่สาเหตุที่สำคัญคือกรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นตัวทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารที่สร้างแนวต้านทานกรดไม่ดี ไม่ว่ากรดนั้นจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ ยาแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ความเครียด อาหารเผ็ด ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดการอักเสบเรื้อรัง แล้วนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หมายถึง แผลที่เกิดขึ้นในเยื่อบุทางเดินอาหารบริเวณที่สัมผัสกับน้ำย่อยของกระเพาะอาหารที่มีกรดเป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงพบแผลได้ตั้งแต่ส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วนตำแหน่งที่พบแผลได้บ่อย คือ กระเพาะอาหารส่วนปลาย (เรียก Gastric Ulcer, GU) และลำไส้เล็กส่วนต้น ใกล้รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (เรียก Duodenal Ulcer, DU) โดยแผล DU พบได้บ่อยในทุกอายุตั้งแต่ 20-70 ปี ส่วนแผล GU จะพบมากในผู้สูงอายุคืออายุ 40-70 ปี

ปัจจุบัน พบว่าเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobactor Pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร มีบทบาทโดยตรงและถือเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากในขณะทำการรักษาแผลในกระเพาะอาหารอยู่ เชื้อนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แผลหายช้า หรือทำให้แผลที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ที่สำคัญ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย

อาการสำคัญของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

  • ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือหน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการจะไม่เป็นตลอดทั้งวัน
  • อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด ผู้ป่วยบางคนอาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังกินอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น
  • อาการปวดมักเป็นๆ หายๆ มานานเป็นปี โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ และหายไปหลายๆ เดือน จึงกลับมาปวดอีก
  • ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว
  • บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มักจะเป็นบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือกลางท้องรอบสะดือ มักมีท้องอืดร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังกินอาหาร ท้องจะอืดขึ้นชัดเจน มีลมมากในท้อง ท้องร้องโครกคราก ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อหรือช่วงเช้ามืด ผู้ป่วยอาจมีอาการอิ่มง่ายกว่าปกติ ทำให้กินได้น้อยลงและน้ำหนักลดลงบ้างเล็กน้อย
  • แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม ไม่มีน้ำหนักลด ไม่ซีดลง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแผลในกระเพาะอาหาร พบได้ประมาณร้อยละ 25-30 ได้แก่

      1. เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หรือหน้ามืด วิงเวียน เป็นลม

 

      2. กระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องช่วงบนเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก

 

    3. กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยจะกินได้น้อย อิ่มเร็ว มีอาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

หลักการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

ให้กินยาลดกรดหรือยารักษาแผลในกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ รวมทั้งให้ยากำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (ในกรณีที่มีการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ร่วมด้วย) หลังได้รับยา อาการปวดจะหายไปก่อนใน 3-7 วัน แต่แผลจะยังไม่หาย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยารักษาติดต่อกัน เป็นเวลานาน 6-8 สัปดาห์ แผลจึงหาย

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว

นอกจากการรักษาโดยการกินยาแล้ว การปฏิบัติตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการกินยา ซึ่งจะทำให้โรคแผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้น และยังสามารถป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วย สำหรับข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว มีดังนี้

  • กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย
  • กินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ
  • หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมทั้งของทอด ครีม กะทิ
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา
  • งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด
  • ผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ปวดท้องรุนแรง หรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ควรรีบไปพบแพทย์

การรับประทานอาหารในผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง อาหารแข็งย่อยยาก อาหารทอด อาหารที่มีไขมันมาก เพราะไขมันเป็นสารที่ย่อยยากกว่าสารอาหารชนิดอื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่ทำให้มีอาการมากขึ้น เช่น บางคนกินฝรั่งหรือสับปะรดจะมีอาการปวดท้องมากขึ้น เป็นต้น ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารที่ใกล้เคียงปกติ

นัดหมายแพทย์

ค้นหาแพทย์

ชื่อ - นามสกุล

เบอร์โทรติดต่อ

Show Buttons
Hide Buttons