ในช่วงที่ฝนตกและน้ำท่วมภาคต่างๆ ชุกแบบนี้ มีโรคหนึ่งที่มาพร้อมกับสายฝนและอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย นั่นคือ โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) หรือโรคตุ่มแผลในปากเด็ก เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และไวรัสค็อกซากีชนิดเอในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็กอายุ 2 ถึง 10 ปี เป็นโรคที่พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้จะติดต่อกันได้ในแหล่งที่มีเด็กๆ อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น

โรคเฮอร์แปงไจนา เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มคอกซากีไวรัสกรุ๊ปเอ (Coxsackie viruses A sero type 1 – 10, 16 และ 22) และเอ็นเทอร์โรไวรัส (Enterovirus) โรคนี้แพร่เชื้อผ่านทางสารคัดหลั่งจำพวกน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ หรือการแพร่เชื้อที่ปนเปื้อนมาในน้ำ อาหาร การสัมผัสภาชนะ ของเล่น วัสดุต่างๆ ผ่านทางปาก ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ
มีไข้แบบเฉียบพลัน แม้ได้รับยาลดไข้แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น บางรายมีไข้สูง 40 องศา เด็กบางคนอาจชักจากไข้สูง อาจพบมีภาวะร่างกายขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้ง ตาโหล ต่อมน้ำเหลืองในคอบวมโต ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย ในเด็กเล็กมักเกิดแผลขนาดเล็กในลำคอ บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ต่อมทอนซิล และในโพรงคอหอยด้านหลัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีการอาเจียนด้วย ซึม งอแง สำหรับเด็กโตมักพบอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดคอ แต่หากอาการของโรคเฮอร์แปงไจนาค่อนข้างซับซ้อน แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น เก็บตัวอย่างของเหลวจากโพรงจมูก ตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ เป็นต้น
แม้ว่าโรคทั้งสองชนิดจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่อาการแสดงออกแตกต่างกัน คือ
โรคมือเท้าปากจะมีไข้ เกิดผื่น ตุ่มน้ำใสหรือเม็ดแดงๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจอาเจียน ถ่ายเหลวรุนแรง ร่างกายขาดน้ำ ปอดบวมน้ำ หอบเหนื่อย ซึม ชัก เกร็ง ช็อกเสียชีวิต
ส่วนโรคเฮอร์แปงไจน่าจะไม่พบผื่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า เมื่อเริ่มมีผื่นขึ้น คออักเสบ จึงจะสามารถสังเกตอาการได้ บางรายอาจพบเพียงผื่นและแผลตื้น ๆ ในช่องปากเท่านั้น

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จะรักษาโรคเฮอร์แปงไจนา สามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน เน้นวิธีรักษาตามอาการ หากมีไข้ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเช็ดตัวลูกจนกว่าไข้จะลดลง ให้ทานยาลดไข้พาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อลดความเจ็บปวดจากผื่นแผลในปาก แต่ห้ามใช้ยาแอสไพรินรักษาในเด็กและไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส หรือยาต้านจุลชีพ (ยาปฏิชีวนะ) ยกเว้นในรายการที่สงสัยว่ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ให้เด็กทานอาหารอ่อนและดื่มน้ำอุ่น ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มร้อน และผลไม้ตระกูลส้ม เพราะอาจทำให้เจ็บแผลในปากและคอมากขึ้น หากไข้ขึ้นสูงและเด็กเบื่ออาหาร ควรพาไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาชา ช่วยลดอาการคออักเสบ

หมั่นล้างมือให้สะอาด ใช้ช้อนกลางเวลารับประทานอาหาร ระมัดระวังการสัมผัสสารคัดหลั่งจำพวกน้ำลาย น้ำมูก ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กที่เป็นโรค รวมทั้งของเล่นต่างๆ ด้วย ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อจามหรือไอ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากเด็กป่วยให้งดไปโรงเรียนจนกว่าจะหาย ไม่ควรนำเด็กเล็กไปในพื้นที่ชุมชนแออัด พื้นที่สาธารณะที่มีคนอยู่จำนวนมากในช่วงที่มีการระบาด
ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

อาการแทรกซ้อนของโรคเฮอร์แปงไจนามีอะไรบ้าง?
โรคเฮอร์แปงไจน่าไม่รุนแรง แต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดได้ เช่น ก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น หากป่วยด้วยเฮอร์แปงไจน่าในขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด เด็กที่เกิดมามีภาวะตัวเล็ก มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย