โรคออฟฟิศซินโดรม

โรคออฟฟิศซินโดรม

สังคมในปัจจุบันหนุ่มสาววัยทำงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลาจนแทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือความเครียดจากการทำงานที่ต้องเร่งรีบให้ทันท่วงที สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ  ทั้ง หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ หรือที่เรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม”

จากการสำรวจพนักงานหนุ่มสาวออฟฟิศในปัจจุบันพบว่า ส่วนใหญ่ต้องปรึกษาแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง รองลงมามีอาการปวดบริเวณคอ ไหล่ และปวดศีรษะตามลำดับ กอปรกับความเร่งรีบของสังคมเมืองและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี หนุ่มสาวออฟฟิศมักชอบทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นประจำ แถมยังต้องแข่งขันในเรื่องของการทำงานกันมากขึ้น หลายคนต้องทำงานหนักเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งเมื่อทำงานหนักมากขึ้นอาจส่งผลให้เป็น“โรคติดงาน (Workaholic)” หรือ “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า “โรคบ้างาน” นั่นเอง

เมื่อพูดถึงโรคภัยที่มาพร้อมกับโรคบ้างานอย่างออฟฟิศซินโดรม มักจะหมายถึงการที่ต้องทำงานหนัก ประกอบกับอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสม ทั้งนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ มากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ นอกจากนี้ ปัญหาความเครียดก็ส่งผลต่อการเกิดภาวะนี้ด้วย โดยพบสูงถึงร้อยละ 80 สำหรับในประเทศไทยเคยมีการสำรวจกลุ่มคนทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจำนวน 400 คน พบว่าร้อยละ 60 มีภาวะดังกล่าว

ไม่เพียงแต่อิริยาบถของคนทำงานที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น สภาพโต๊ะทำงานยังเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ทั้งโต๊ะทำงานที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่สะดวกต่อการหยิบสิ่งของ เก้าอี้ไม่เหมาะสม ไม่มีพนักพิงที่รองรับหลังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกดแป้นคีย์บอร์ดที่ไม่มีตัวรองรับข้อมือ จะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อให้งานเสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียด ปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 อาการยอดนิยมสำหรับคนทำงานออฟฟิศ ดังนี้

4 อาการยอดฮิตของโรคออฟฟิศซินโดรม

1. ปวดตึงบริเวณ คอ บ่า ไหล่

 การที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานวันละ 8 ชั่วโมง มักมีอาการปวด ตึง บริเวณ คอ บ่า และไหล่ บางรายอาจมีอาการปวดเกร็งจนอาจหันคอ ก้ม หรือเงยไม่ได้เลย บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณสะบักหลังร่วมด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจไป เพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ควรหาวิธีบำบัดรักษาด้วยการนวดคลายกล้ามเนื้อ เพราะหากอาการเหล่านี้หนักขึ้นเรื่อย ๆจะต้องทำการรักษาที่ยากมากขึ้น หรือควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง

2. มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อก

การอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ เส้นเอ็นนิ้วมือ พบได้มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันจนเรียกได้ว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ หากมีการจับเมาส์ในท่าเดิมนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ กลายเป็นพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก จนเกิดอาการปวดของปลายประสาท ทำให้นิ้วล็อกหรือข้อมือล็อก และยิ่งในปัจจุบันอาการปวดนิ้วหัวแม่มือยิ่งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการใช้สมาร์ทโฟนในการสื่อสาร ทั้งพิมพ์ไลน์หรือส่งข้อความหากัน ด้วยเครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มีปุ่มการทำงานขนาดเล็ก ซึ่งต้องเกร็งนิ้วในเวลากด ทำให้เกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบ ปวดตามข้อนิ้วได้ ใครที่มีอาการเหล่านี้อาจบำบัดด้วยแพทย์แผนไทย เช่น การกดจุดเพื่อสลายพังผืด หรือประคบร้อนเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนที่เป็นพังผืดแข็งตึงให้อ่อนตัวลง และคลายความปวดลง อาการก็จะดีขึ้น

3.อาการปวดศีรษะไมเกรน

เวลาที่ต้องทำงานเครียดๆ จะรู้สึกปวดศีรษะบริเวณขมับ หรือหลังต้นคอ นั่นคือสัญญาณเตือนให้คุณรู้ถึงสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไมเกรน ซึ่งการปวดไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อยที่สุด จากสภาวะที่หลอดเลือดเลี้ยงหนังศีรษะขยายตัว ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น กล้ามเนื้อที่กะโหลกศีรษะเกิดอาการเกร็งตัว ต้นเหตุของอาการนี้อาจเกิดจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเครียด สภาพอากาศที่ร้อน หรือแม้แต่การนั่งเฝ้าคอมพิวเตอร์ สายตาเราต้องทำงานหนักในการปรับจูนภาพ อาการปวดหัวจึงเกิดขึ้นเนื่องจากตาล้า บางครั้งมีการตึงตัว ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการปวดที่เบ้าตา เมื่อปวดเป็นเวลานานเข้าจะมีการปวดตึงที่หน้าผากตามมา บางครั้งปวดลามไปจนถึงต้นคอได้ นอกจากนี้ภาวะนี้มักพบสัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือดื่มชากาแฟมากเกินไป และอาจมีอาการปวดศีรษะอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และรีบรักษาให้หายเสียแต่เนิ่นๆ

4. น้ำหนักขึ้น โรคอ้วนถามหา

โรคอ้วนล่าสุดพบว่ามักเกิดขึ้นกับคนในวัยทำงานมากที่สุด โดยเฉพาะพวกที่ชอบทำงานไปด้วยรับประทานไปด้วย ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ซึ่งผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย ทั้งนี้ โรคอ้วนยังเป็นบ่อเกิดของโรคสำคัญมากกมาย อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น คนที่เป็นโรคอ้วนควรดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ ควรปรึกษานักโภชนาการ และควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้เป็นเวลา รวมถึงไม่ควรรีบเร่งเคี้ยวอาหารเพื่อให้ทันเวลาเข้างาน เนื่องจากจะมีความเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนได้อีกทางหนึ่ง

เราจะเลี่ยงภาวะออฟฟิศซินโดรมได้อย่างไร

หากคุณมีอาการเบื้องต้นอย่างที่กล่าวมา สามารถเริ่มรักษาได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือการปรับพฤติกรรม ลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดี เริ่มจากใช้เวลาในการทำงานกับเวลาในการพักผ่อนให้มีความสมดุล รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้การไปนวดบำบัด ทำสปา หรือกดจุดบ้าง ก็เป็นผลดี เพราะศาสตร์เหล่านี้เป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาอาการปวดเมื่อยหรือความตึงเครียดได้อย่างดี และที่สำคัญที่สุดควรมีการพักผ่อนในระหว่างการทำงานบ้าง เช่น กะพริบตาบ่อยๆ ยึดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขนในทุกๆ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนท่านั่งในการทำงานทุก 20  นาที พักสายตาจากคอมพิวเตอร์บ้าง โดยเฉลี่ยทุกๆ 10 นาที วางข้อมือในตำแหน่งตรง ไม่บิด หรืองอข้อมือขึ้นหรือลง ท่านั่งก็ควรนั่งตรงชิดขอบด้านในของเก้าอี้

ในส่วนของสภาพแวดล้อมในออฟฟิศ ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้บรรยากาศดูโล่ง โปร่งสบาย ไม่อึดอัด เช่น ควรเปิดหน้าต่างออฟฟิศให้อากาศระบาย อย่างน้อยในตอนเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนมาก และตอนออกไปพักกลางวัน หากออฟฟิศคุณมีขนาดเล็ก ลองลดการใช้เครื่องปรับอากาศลงบ้าง ลองหาต้นไม้ให้ร่มมาปลูก เพื่อช่วยซับสารพิษและเป็นที่พักสายตายามอ่อนล้าจากการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ ทั้งนี้ถ้าเป็นไปได้ควรปิดคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและความเครียดได้

นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงานให้มีคุณภาพ ถูกต้องกับสุขลักษณะ ก็จะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้มากขึ้น อาทิ ตั้งจอคอมพิวเตอร์และคีย์บอร์ดไว้ในแนวตรงกับใบหน้า ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ระดับสายตาในท่านั่งที่คุณรู้สึกสบาย จอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างเท่ากับความยาวแขน ซึ่งเป็นระยะที่อ่านสบายตา การใช้เมาส์ควรพักข้อศอกบนที่รองแขน และสามารถเคลื่อนไหวได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ ควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม โดยปรับความสว่างให้มากประมาณสามเท่าจากความสว่างของสภาพแวดล้อม และควรปรับสีของจอให้สบายตา เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าตัวอักษรสีเข้มบนพื้นจอสีอ่อนจะทำให้สบายตา ในส่วนของโต๊ะทำงานควรปรับให้ขอบของเบาะเก้าอี้ต่ำกว่าระดับเข่า และควรมีที่รองแขนที่อยู่ในระดับข้อศอกและไหล่อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายด้วย บนโต๊ะทำงานควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

เรียกได้ว่าสิ่งที่ง่ายและสะดวกที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณเองเป็นหลัก ทั้งเรื่องของการให้ความสำคัญกับการพักผ่อน การออกกำลังกาย และหากสามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ก็ยิ่งเป็นผลดีกับคุณภาพชีวิตของตัวคุณเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่สามารถเปลี่ยนสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน วันๆ ต้องทำแต่งาน ไม่อาจลบหนีความเครียด ความวุ่นวายไปได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานที่เป็นผลพวงให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้ ลองให้เวลาตัวเองสักนิด หันกลับมาดูแลคุณภาพชีวิตของตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons