โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

เจ็บหน้าอก ระวังเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ”

ความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย หากไม่เจ็บป่วยรุนแรงจนถึงขั้นแสดงอาการปรากฎออกมาให้เห็น ก็คงไม่มีวันรู้ได้นอกจากการตรงดิ่งเข้าไปพบหมอเพื่อตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ เห็นได้ว่าบางคนอยู่ดีๆ ก็ได้ข่าวว่าคนรู้จักป่วยเข้าไอซียูหรือจากไปอย่างกะทันหันซะแล้ว มีหลายโรคสำคัญที่ทำให้คนป่วยไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่ และทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน หนึ่งในนั้นคือ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ”

โรคหลอดเลือดตัวใจตีบ หรือ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว (Atherosclerosis) เนื่องจากหลอดเลือดแดงเสื่อมสภาพตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ไปกระตุ้นให้ผนังด้านในหลอดเลือดหัวใจแข็ง เปราะง่าย เกิดรอยแยก ผนังหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัวนั้น เกิดจากมีไขมันเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือด เรียกว่า “ตะกรันท่อเลือดแดง” ซึ่งจะค่อยๆ พอกตัวหนาขึ้นทีละน้อย ทำให้ช่องทางเดินของเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง

ปัจจุบัน โรคนี้พบได้บ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่กินดีอยู่ดี มีชีวิตสุขสบาย ทำงานนั่งโต๊ะ อาศัยอยู่ในเมือง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ซึ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่ยากจน มีอาชีพใช้แรงงาน อาศัยอยู่ในชนบท พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบมากขึ้นตามอายุ โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่สำคัญ ได้แก่

  1. เพศและอายุ เพศชายจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้มากกว่าเพศหญิง 3-5 เท่า เพศชายมักเกิดในอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนเพศหญิงจะเกิดในวัยหมดประจำเดือน อายุ 50-55 ปีขึ้นไป
  2. มีประวัติบุคคลครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้มากกว่าคนอื่น พบว่าผู้ชายจะมีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 2-20 เท่าของผู้ชายที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  3. ภาวะไขมันในเลือดสูง โอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจะเพิ่มขึ้นตามระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้น หากสามารถรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงให้เป็นปกติได้ จะสามารถลดอัตราการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและการเสียชีวิตลงได้
  4. โรคความดันโลหิตสูง ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง เสื่อมเร็ว ตีบหรือแตกได้ง่าย เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตฉับพลันได้
  5. เบาหวาน หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง เสื่อมเร็วกว่าเวลาอันควร
  6. โรคอ้วน โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คนอ้วนที่มี BMI หรือ ดัชนีมวลกาย มากกว่าหรือเท่ากับ 40 จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น
  7. พฤติกรรมการใช้ชีวิต

    • การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบตัน คนที่สูบบุหรี่อย่างน้อยวันละ 20 มวน จะเพิ่มอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย 3 เท่าในผู้ชาย และ 6 เท่าในผู้หญิง รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ไม่ได้สูบแต่สูดดมควันบุหรี่ก็มีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
    • ขาดการออกกำลังกาย คนที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ถึง 23%
    • การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม อาหารที่มีไขมันสูงทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ
    • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ความเครียด

นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ภาวะการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ภาวะโฮโมซิสตีนในเลือดสูง ภาวะมีสารไข่ขาวในปัสสาวะ (มากกว่าหรือเท่ากับ 30 มิลลิกรัมต่อวัน) การติดเชื้อหรือการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจ การหดเกร็งของหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด การบาดเจ็บ ยาเสพติด (โคเคน ยาบ้าหรือแอมเฟตามีน ทำให้หลอดเลือดหัวใจหดเกร็งรุนแรง) เป็นต้น

คนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจไม่มีอาการในระยะแรก เพราะหลอดเลือดยังตีบไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอาการ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้นจนกระทั่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย มักเจ็บร้าวไปที่แขน คอ ขากรรไกร หรือหลังได้ รวมทั้งมีอาการเหงื่อออกหรือใจสั่นร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักจะเกิดอาการขณะออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบๆ ทำกิจกรรมหนักๆ จนต้องหยุดพัก หลังจากนั่งหรือนอนพักแล้ว อาการก็จะทุเลาลงและหายปวด แต่เมื่อเริ่มทำใหม่ก็จะเจ็บหน้าอกเหมือนเดิม แต่เมื่ออาการเป็นมากขึ้น ก็จะทำให้เจ็บหน้าอกมากขึ้น บางครั้งก็เจ็บเองโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอะไรที่หนักๆ เรียกกลุ่มอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนี้ว่า “โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris)”

แต่บางคนก็ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกแสดงออกมา แต่มีอาการหายใจหอบเหนื่อยแทน และเมื่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบขั้นรุนแรงหรืออุดตันแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน เหงื่อออก เป็นลม ต้องรีบนำส่งแพทย์อย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นอาการ Heart Attack หากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

หากคุณสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ สามารถพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยได้ ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติและอาการแสดง อาการปวดแน่น จุก บริเวณกลางหน้าอก แล้วปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ไหล่ ขากรรไกร

แล้วแพทย์อาจทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูเอ็นไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพาน CT Coronary Angiography คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (เครื่องสแกนหัวใจและหลอดเลือด) หรือพิจารณาการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อตรวจวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การรักษาสามารถทำได้ 3 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การใช้ยา แพทย์จะให้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจชนิดกิน และ/หรือ ชนิดอมใต้ลิ้น เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ให้ยาต้านเกร็ดเลือดเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นหลอดเลือดหัวใจ เช่น แอสไพริน ให้ยาควบคุมโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  2. การรักษาด้วยการทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด และใส่ลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดหัวใจไว้ ใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เจ็บหน้าอกบ่อย ทานยาแล้วยังไม่ได้ผล โดยแพทย์จะทำการฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ และทำการรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยวิธีบอลลูน จากนั้นจึงใส่หลอดลวดตาข่ายหรือสเต็นท์ (Stent) ไว้ในหลอดเลือดบริเวณที่ตีบตัน การรักษาด้วยวิธีนี้อาจไม่สามารถทำได้ทุกราย
  3. การผ่าตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (เรียกว่า การผ่าตัดทำบายพาส) ใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรง หลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง ใช้ยาและการทำบอลลูนแล้วไม่ได้ผล ผู้ป่วยสามารถทนต่อการผ่าตัดใหญ่ได้ โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดนำหลอดเลือดดำส่วนอื่น เช่น หลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดแดงที่ข้อมือไปเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดหัวใจกับหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นการต่อเส้นเลือดใหม่คร่อมบริเวณเส้นเลือดที่ตีบ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ขึ้นกับการตัดสินใจของแพทย์และผู้ป่วยร่วมกัน

หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 5 – 7 วัน เมื่ออาการดีขึ้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพหัวใจให้แข็งแรง หลัง 8 – 12 สัปดาห์ สามารถกลับไปทำงานได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก ใช้แรงมาก และงดการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 4-5 สัปดาห์ หลังการผ่าตัดแพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องทุก 1 – 3 เดือน โดยในการนัดตรวจแต่ละครั้ง แพทย์จะตรวจร่างกายและปรับการใช้ยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้น นอกจากการดูแล การจัดยา และให้คำแนะนำการรักษาด้วยวิธีต่างๆ จากแพทย์แล้ว ในขณะเดียวกันผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองร่วมด้วย โดยแพทย์จะแนะนำให้คนไข้ปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับโรค เช่น ไม่เครียด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสจัด งดสูบบุหรี่และสิ่งของมึนเมา และมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวได้

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
การฉีดสีสวนหัวใจ พัก 1 คืน 26,000 บาท
การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือด (ไม่รวม Stent) พัก CCU 1 คืน + ห้องเดี่ยว 1 คืน 120,000 บาท
การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดห้องเดียว พัก 1 คืน 99,000 บาท
การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดสองห้องต่อเนื่องกัน พัก 1 คืน 190,000 บาท
ใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ พัก 1 คืน 290,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (AVR) แบบโลหะ พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (AVR) แบบเนื้อเยื่อ พัก 7 คืน 470,000 บาท
ผ่าตัดปิดผนังกั้นหัวใจห้องบน (ASD) พัก 7 คืน 200,000 บาท
ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตรัล (MVR) แบบโลหะ พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตรัล (MVR) แบบเนื้อเยื่อ พัก 7 คืน 470,000 บาท
การักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง Stent Graft ระดับช่องอก พัก 2 คืน เริ่มต้น 700,000 บาท
การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองด้วย Stent Graft ระดับช่องท้อง พัก 2 คืน เริ่มต้น 850,000 บาท
การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ โดยการเดินสายพาน (EST) 3,200 บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons