โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต

โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต

เป็นอีกหนึ่งโรคที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันที โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวมาก่อนว่ากำลังเป็นโรคดังกล่าว หลายๆ คนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ทั้งๆ ที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ แถมออกกำลังกายเป็นประจำ

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โรคลมปัจจุบัน ทางการแพทย์เรียกว่า CVD หรือ Cerebrovascular disease คือ ภาวะที่มีความบกพร่องของการทำงานของสมอง เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic stroke)หรือหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) สมองจึงขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่คุกคามต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศที่เจริญแล้ว นับได้ว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ทั่วโลก และเป็นสาเหตุที่สำคัญของความพิการที่รุนแรง สำหรับในประเทศไทยจากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายหรือพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย รองจากโรคเอดส์และอุบัติเหตุ และสูงเป็นอันดับ 2 ในเพศหญิงรองจากโรคเอดส์ พบได้บ่อยในอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป โดย 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 65 ปี และพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า

โดยทั่วไปโรคหลอดเลือดสมองนี้ สมองอาจขาดเลือดทันทีภายในระยะเวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมง แต่ไม่ใช่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอาการที่เห็นได้ชัด คือ อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เดินเซ พูดไม่ชัด หรือมองเห็นภาพซ้อนร่วมด้วย อาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับบริเวณของสมองที่ขาดเลือด ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้สมองขาดเลือด มีสาเหตุสำคัญที่ควรคำนึงอยู่ 2 ประการ คือ หลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก

1. หลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic stroke)

พบได้ 70 % ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ

1.1 การอุดตันของหลอดเลือดจากการเสื่อมหรือการแข็งตัวของหลอดเลือด(Atherosclerosis)
เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอุดตันที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูงอายุ, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, สูบบุหรี่ หรือไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดของผู้ป่วยจะค่อย ๆ แข็งตัวและตีบลงเรื่อย ๆ จากการที่มีไขมัน ใยไฟบริน และแคลเซียมมาสะสมที่ผนังหลอดเลือดที่เรียกว่า  เมื่อ plaqueมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเหลือช่องในหลอดเลือดเล็กลงจนเกิดการอุดตัน ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง สมองหยุดทำงานและเกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมองขึ้น

1.2 ก้อนเลือดจากหัวใจหรือตะกอนเลือดจากผนังหลอดเลือดแดงที่คอด้านหน้าหลุดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง มักเกิดในคนที่มีการเต้นหัวใจไม่สม่ำเสมอชนิดหัวใจห้องซ้ายบนเต้นพลิ้ว (Atrial  Fibrillation หรือ AF) การเต้นของหัวใจที่บีบตัวไม่พร้อมกันทั้งห้อง ทำให้เลือดค้างในห้องหัวใจ เลือดจะเกิดการแข็งตัวเป็นก้อนเลือดหลุดเข้าไปในสมอง นอกจากนี้ตะกอนเลือดที่อยู่ที่ผิวของ plaque ในผนังหลอดเลือดใหญ่ที่คอ สามารถหลุดเข้าไปติดในหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน

1.3 ความดันเลือดลดลงมากจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ เป็นสาเหตุที่พบน้อยมาก

2.หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)

พบได้ประมาณ 30% เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง ร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดบริเวณที่เปราะบางโป่งพองและแตกออก หรือสูญเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นปริแตกได้ง่าย ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงในทันที และเกิดเลือดออกในสมอง เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้ พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) นอกจากนี้ยังเกิดจากความเครียด  การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งออกได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ โดยเราจะมาพูดกันถึงปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ก่อน นั่นคือ

1. เพศ  เพศชายจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากเพศหญิงจะมีฮอร์โมนที่ช่วยในการซ่อมแซมหลอดเลือด แต่ความเสี่ยงในเพศหญิงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีมากกว่าเพศชายเมื่อเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือนซึ่งฮอร์โมนลดลง

2. อายุ   อายุมากขึ้น หมายถึงร่างกายย่อมเสื่อมสภาพลง ประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายไม่ดีเหมือนตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว รวมทั้งหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็จะสูงขึ้นด้วย โดยอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าวัยอื่นๆ

3. พันธุกรรม   โรคหลอดเลือดสมองเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมเช่นกัน โดยจากผลการวิจัยพบว่า คนที่มีพ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติ เป็นโรคหลอดเลือดสมอง คนนั้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่มีญาติเป็นโรคนี้ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากหรือดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองนั่นเอง แต่ความเสี่ยงก็ยังมีน้อยกว่าคนที่ปล่อยปละละเลยเรื่องสุขภาพของตัวเอง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่พอจะควบคุมได้บางส่วน คือ

– อาชีพ คนที่ว่างงานหรือทำงานบ้าน จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนที่ทำงานนอกบ้าน

– ถิ่นที่พักอาศัย แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ย่อมมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าคนภาคอื่นๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความกดดันมากกว่า

-โรคบางอย่างได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจเต้นรัว (AF, Atrial Fibrillation)โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง คนที่เคยมีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตชั่วคราวมาแล้ว การสูบบุหรี่ การใช้ยาคุมกำเนิด โรคซิฟิลิส และการขาดการออกกำลังกาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการของโรคหลอดเลือดสมองนั้น มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่บางครั้งอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ หรืออาการค่อยๆ เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ อาการที่เป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว, แขนขาไม่มีแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก, ตามัว มองเห็นภาพซ้อน, เวียนศีรษะ เดินเซ หรือหมดสติ, ปวดศีรษะ อาเจียน, พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดอ้อแอ้ หรือพูดไม่ออก, ซึม ไม่รู้สึกตัว และรับประทานอาหารมีอาการสำลัก ผู้ป่วยอาจมีอาการเดียวหรือหลายๆ อาการรวมกันได้ แต่เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ต้องไม่รอช้า ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการทุเลาลง มีความพิการน้อยที่สุด และป้องกันการเกิดซ้ำ แต่การที่จะรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้ได้ผลดีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญคือ (1) เวลา หมายถึง ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติได้มากเท่านั้น (2) ความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงน้อยกว่า จะมีโอกาสหายได้มากกว่า และ (3) ความพร้อมของเทคโนโลยีในการรักษา ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ที่เหมาะสมและยาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาเป็นไปในทางที่ดียิ่งขึ้น วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic stroke) ในระยะเฉียบพลันที่มีการศึกษายืนยันแล้วว่าได้ผลดีชัดเจน ได้แก่

1. การให้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) ทางหลอดเลือดดำภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ จะมีอาการดีขึ้นภายหลังได้รับยา 24 ชั่วโมง และมีอาการเกือบปกติที่เวลา 3 เดือน ประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา

2. การให้ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet)  จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันซ้ำและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลง

3. การให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Anticoagulant) เลือกใช้ในกรณีการอุดตันของหลอดเลือดเกิดจากก้อนเลือดจากหัวใจ

4. ยาลดความดันโลหิต  ถ้าความดันโลหิตสูงมาก อาจทำให้มีเลือดออกในเนื้อสมองหรือทำให้สมองบวมเพิ่มขึ้น แพทย์พิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตเป็นราย ๆ ไป

5. การรับตัวผู้ป่วยไว้ในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Acute Stroke Unit) เป็นการรักษาที่สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือพิการลงได้อีกวิธีหนึ่ง

6. การผ่าตัดเปิดกะโหลก (Hemicraniectomy) การรักษาด้วยวิธีนี้ แพทย์จะพิจารณาทำเฉพาะกรณีที่มีอาการสมองบวมที่รุนแรง และมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดแดงใหญ่ในสมองเท่านั้น และสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

นอกจากนี้ การควบคุมโรคประจำตัว การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การทำกายภาพฟื้นฟู และคนในครอบครัวร่วมมือกันในการดูแลและให้กำลังใจผู้ป่วยที่กำลังท้อแท้ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย

ป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อย่างไร

เราสามารถป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้คือ การป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่พูดถึงในตอนต้น คือ ป้องกันโรคหลอดเลือดแดงหนาตัวและแข็งด้วยการไม่สูบบุหรี่ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม งดอาหารที่มีรสเค็ม ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แป้งและน้ำตาลที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ออกกำลังกายเป็นประจำ รวมทั้งตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจวัดความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือด และโรคหัวใจ เพื่อให้การรักษาและควบคุมโรคตั้งแต่เนิ่นๆ รวมทั้งกินยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดตามที่แพทย์แนะนำ

ถึงแม้ว่าโรคนี้อาจจะเป็นภัยเงียบและเป็นโรคอันตราย แต่ถ้ามีการป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย เฝ้าสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น ก็สามารถทุเลาระดับความรุนแรงของโรคลงได้ เพื่อให้เกิดความพิการน้อยที่สุด และเป็นการป้องกันการเกิดโรคซ้ำอีกครั้ง

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723
Show Buttons
Hide Buttons