Yanhee
chat

โรคถุงน้ำในไต

‘ถุงน้ำในไต’ เป็นโรคเงียบที่มักไม่มีอาการบ่งชี้มาก่อน ส่วนมากพบเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี จากการอัลตราซาวนด์ หรือทำ CT Scan ช่องท้อง หรือตรวจพบเมื่อมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานของไต นำมาสู่ภาวะไตวายในที่สุด จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าถุงน้ำในไตเพิ่มความเสี่ยงไตวายได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า ดังนั้น การตรวจคัดกรองโรคไตอยู่เสมอ จึงช่วยลดโอกาสที่ถุงน้ำในไตจะสร้างความเสียหายต่อไตได้ แม้โรคนี้ไม่สามารถหายเองได้ แต่ปกติแล้วจะไม่เป็นอันตราย หากถุงน้ำในไตมีขนาดเล็กและไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต

โรคถุงน้ำในไต คืออะไร?

สาเหตุของโรคถุงน้ำในไต

อาการของโรคถุงน้ำในไต

กลุ่มเสี่ยงโรคถุงน้ำในไต

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคถุงน้ำในไต

แนวทางการรักษาโรคถุงน้ำในไต

แนวทางติดตามการดำเนินโรค

วิธีดูแลเมื่อมีถุงน้ำในไต

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับโรคถุงน้ำในไต

โรคถุงน้ำในไต คืออะไร?

โรคถุงน้ำในไต

ถุงน้ำในไต (Cystic kidney disease) หรือ ‘ถุงซีสต์ในไต’ คือ ภาวะที่มีถุงน้ำหรือซีสต์แทรกตัวอยู่ในเนื้อไต อาจเกิดเพียงถุงเดียวหรือหลายถุง มีหลายขนาด ลักษณะกลมหรือรี คล้ายลูกโป่งใส่น้ำที่พองตัวขึ้นมาบริเวณผิวไต เกิดขึ้นที่ไตข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โดยถุงน้ำสามารถโตขึ้นได้เรื่อย ๆ จนเบียดบังเนื้อไต ทำให้ไตไม่สามารถทำงานได้ หากเนื้อไตถูกทำลายจนกรองของเสียไม่ได้ก็อาจพัฒนาเป็นโรคไตได้ในที่สุด

สาเหตุของโรคถุงน้ำในไต

แบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ คือ เกิดจากพันธุกรรม และไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม

ถุงน้ำในไตจากพันธุกรรม

โรคถุงน้ำในไตหลายใบชนิดถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น (ADPKD) มาจากพ่อแม่ที่เป็นโรคถุงน้ำในไต พบได้บ่อยกว่าโรคถุงน้ำในไตชนิดอื่น ๆ โดยถุงน้ำจะโตขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มสร้างความเสียหายต่อไต และเพิ่มโอกาสเกิดไตวายเรื้อรังได้ ส่วนใหญ่พบช่วงอายุ 30-50 ปี

โรคถุงน้ำในไตหลายใบชนิดถ่ายทอดแบบลักษณะด้อย (ARPKD) ได้รับยีนผิดปกติมาจากพ่อแม่ที่เป็นพาหะ พบได้น้อย แต่อาการรุนแรง พบได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือแรกเกิด โดยผู้ป่วยจะมีถุงน้ำจำนวนมาก ทำให้ไตมีขนาดใหญ่ผิดปกติ และส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต

โรคถุงน้ำในไตชนิด Medullary Cystic (MCKD หรือ ADTKD) ถุงน้ำจะเกิดขึ้นที่ส่วนลึกของไต มีขนาดเล็ก และไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่จะพบรอยโรคเมื่อตรวจสุขภาพ

ถุงน้ำในไตที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม

ถุงน้ำในไตแบบธรรมดา (Simple Kidney Cyst) เป็นชนิดถุงน้ำเดี่ยว ซึ่งเป็นถุงน้ำใส ผนังบาง มักพบเพียงไม่กี่ถุง มีขนาดเล็กจนถึงกลาง ภายในถุงน้ำมีน้ำใส ไม่เจ็บปวด สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น พบได้ในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี เมื่ออายุมากขึ้น ท่อเล็กๆ ในไตอาจมีการอุดตันหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจนเกิดการสะสมของของเหลวและพองตัวเป็นถุง หรือบางกรณีอาจเกิดจากการมีโรคประจำตัว เช่น โรคไตเรื้อรัง

โรคไตเนื้อลีบมีถุงน้ำหลายใบ (MCDK) เกิดจากพัฒนาการผิดปกติของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดถุงน้ำหลายใบกระจายแทนที่เนื้อไต อาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ กรณีเกิดทั้งสองข้างจะรุนแรง ลักษณะถุงน้ำมีความซับซ้อนและผิดปกติ เช่น มีผนังหนาขรุขระ มีพังผืดกั้นแบ่งเป็นห้อง มีหินปูนเกาะ หรือมีส่วนที่เป็นเนื้อแข็งอยู่ภายในถุงน้ำ

ถุงน้ำที่ท่อไตแต่กำเนิด (MSK) เกิดบริเวณท่อไต มีขนาดเล็ก เป็นมาแต่กำเนิด สามารถขัดขวางการขับน้ำปัสสาวะจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น นิ่วในไต ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือด ฯลฯ

อาการของโรคถุงน้ำในไต

ถุงน้ำในไตโดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่ในบางรายอาจแสดงอาการ เช่น

ปัสสาวะเป็นเลือด สัญญาณที่อาจเกิดจากถุงน้ำแตกหรือมีการอักเสบภายใน

ปัสสาวะมีตะกอนจากนิ่วในไต

ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน

ความดันโลหิตสูง เนื่องจากการกดเบียดของถุงน้ำส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่าย

โรคถุงน้ำในไต

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย หากปัสสาวะแสบขัด ขุ่น หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเชื้อ โรคอาจลามเข้าไปติดเชื้อภายในถุงน้ำในไต ซึ่งรักษาได้ยากและอันตราย

รู้สึกปวดหน่วงบริเวณชายโครงด้านหลังข้างที่มีถุงน้ำ

ท้องโต คลำพบก้อนในท้อง พบได้ในรายที่ถุงน้ำมีขนาดใหญ่มากจนดันผนังหน้าท้อง

กรณีติดเชื้อในถุงน้ำจะทำให้มีไข้ หนาวสั่นเพิ่มด้วย

กลุ่มเสี่ยงโรคถุงน้ำในไต

ผู้มีประวัติสมาชิกในครอบครัวหรือญาติสายตรงเคยป่วยด้วยโรคถุงน้ำในไตมาก่อน

พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ จากการศึกษาพบว่าเกือบ 25% ของ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จะตรวจพบถุงน้ำในไตอย่างน้อย 1 ใบ

จากสถิติพบว่าเพศชายมีโอกาสตรวจพบภาวะนี้ได้บ่อยกว่าเพศหญิง

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคถุงน้ำในไต

โรคถุงน้ำในไต

ตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจการทำงานของไตและหาสัญญาณของการอักเสบหรือติดเชื้อ

การตรวจอัลตราซาวนด์ไต เป็นวิธีเบื้องต้นในการดูขนาดและลักษณะของเหลวในถุงน้ำ

โรคถุงน้ำในไต

การอัลตราซาวนด์ก่อนคลอด เพื่อค้นหารอยโรคทารกในครรภ์

การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ให้รายละเอียดเชิงลึกของผนังและส่วนประกอบภายในก้อน

การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้วินิจฉัยแยกโรคในกรณีที่สงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย

การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม เพื่อหายีนกลายพันธุ์ที่อาจนำไปสู่โรคถุงน้ำในไตได้

แนวทางการรักษาโรคถุงน้ำในไต

รับประทานยาลดโปรตีนในปัสสาวะตามแพทย์สั่ง

ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยการใช้ยา และการปรับพฤติกรรม

เจาะดูดน้ำและฉีดสารทำให้ฝ่อ (Sclerotherapy) โดยใช้เข็มดูดของเหลวออกในกรณีที่ถุงน้ำกด เบียดเส้นประสาท

ผ่าตัดนำถุงน้ำออกผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ใช้สำหรับนำเนื้องอกและถุงน้ำในไตออก

กรณีที่ไตเสียหายจนเกิดไตวาย อาจต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต

แนวทางติดตามการดำเนินโรค

เนื่องจากถุงน้ำในไตบางประเภทต้องวินิจฉัยเพื่อแยกกับเนื้องอกมะเร็งที่ไต จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตาม (กว่า 70% ของความผิดปกติที่พบในเนื้อไตมาจากการตรวจสุขภาพประจำปี มักเป็นถุงน้ำชนิดธรรมดาที่ไม่อันตรายและไม่ใช่รอยโรคของมะเร็ง) เช่น ตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำทุก 6-12 เดือน ส่วนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหากไม่มีอาการแทรกซ้อน ถุงน้ำไม่โตเร็วหรือมีลักษณะต้องสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีถุงน้ำในไต

โรคถุงน้ำในไต

ความดันโลหิตสูงจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการกรองของไต ควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเพื่อชะลอความเสื่อมของเนื้อไตส่วนที่เหลืออยู่

ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานได้ดีขึ้น

เน้นการทานโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียม โพแทสเซียมฟอสฟอรัสสูงและอาหารรสจัด เพื่อลดความเสี่ยงภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูง

หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่มีแรงกระแทกบริเวณหน้าท้องและหลัง เพราะแรงกระแทกที่รุนแรงอาจทำให้ถุงน้ำแตก ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือปัสสาวะเป็นเลือดได้

หลีกเลี่ยงการซื้อยาสมุนไพรหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs มาทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตที่มีถุงน้ำอยู่

งดการสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบตัวและเสื่อมสภาพเร็ว อาจเร่งให้ถุงน้ำส่งผลกระทบต่อเนื้อไตได้รุนแรงขึ้น

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ โรคถุงน้ำในไต

ถาม
ตอบ

ถุงน้ำในไตต่างจากนิ่วในไตอย่างไร?

ถุงน้ำในไตจะเป็นถุงหรือกระเปาะที่มีของเหลวอยู่ภายใน ไม่เป็นก้อนเนื้อหรือก้อนแข็ง ต่างจากนิ่วในไตที่เป็นของแข็งจากการตกผลึกของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สามารถเคลื่อนตัวลงมาจากไตไปสู่ทางเดินปัสสาวะ และก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดได้มากกว่าถุงน้ำในไต

ถาม
ตอบ

อาการแทรกซ้อนจากโรคถุงน้ำในไตมีอะไรบ้าง?

ความดันโลหิตสูง, ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, กรวยไตอักเสบ, ไตวาย, เลือดออกใต้สมอง, หลอดเลือดสมองโป่งพอง, ตับแข็ง เป็นต้น

บทความโดย นพ.ธนพล อุตมานนท์

หัตถการของศูนย์อายุรกรรม

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
chat