“ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการสร้างน้ำดีเพื่อย่อยอาหารและสร้างสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนภายในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยกำจัดพิษของสารต่างๆในร่างกายอีกด้วยจากสถิติของ WHO: Thailand Source: Globocan 2020, Thai Cancer Society มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง พบว่ามะเร็งตับเกิดในผู้ชายเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งในปี 2020 จำนวน 18,268 คน และเกิดในผู้หญิงเป็นอันดับ 4 คิดเป็น9 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งในปี 2020 จำนวน 9,126 คน
อ้างอิง: https://bit.ly/3JLAKbz

ทั้งนี้ จากสถิติดังกล่าว โรคมะเร็งตับถือว่ามีความเสี่ยงและพบจำนวนผู้ป่วยสูงมาก ซึ่งแนวทางการป้องกันสามารถทำได้ คือปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ ควรรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน และที่สำคัญ ควรตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับอย่างละเอียด เพราะหากเป็นแล้วจะส่งผลต่อการทำหน้าที่ต่างๆ ของตับ ทำให้เราไม่มีแรงและมีอาการเจ็บป่วย จนก่อให้เกิดภาวะมะเร็งตับตามมา ซึ่งการอักเสบของตับสามารถหายขาดได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะในปัจจุบันมีการรักษาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับได้
1. ตรวจร่างกายโดยแพทย์ (Physical Examination)
2. ตรวจการทำงานของตับกลุ่มใหญ่ (LFT)
3. ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBs Ag)
4. ตรวจภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBs Ab)
5. ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (Anti HCV)
6. ตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP)
7.ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน Ultrasound Upper Abdomen
ดังนั้น หากรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับควรรีบตรวจวินิจฉัยโดยเร็วก่อนที่โรคร้ายจะเข้ามาคุกคามทำให้เสียเวลาชีวิต เพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์แบบและความสุขที่ยืนยาว