ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำเยอะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เป็น “เบาหวาน” อยู่หรือเปล่า?

เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน ลักษณะอาการที่หลายคนรู้จักและเห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือแผลหายช้าโดยเฉพาะบริเวณเท้า ผู้ป่วยเบาหวานต้องสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ป้องกันการเกิดแผลตลอดเวลา ในบางรายเป็นขั้นรุนแรงจนต้องตัดขาทิ้งเพื่อรักษาอวัยวะส่วนอื่นและรักษาชีวิตเอาไว้ นี่คือมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อโรคเบาหวาน

ถึงแม้ว่าจะมองเห็นภาพได้ชัดแบบนี้แล้ว แต่หลายคนก็ยังคิดว่าโรคเบาหวานเป็นโรคไกลตัว เพราะถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่แท้ที่จริงแล้วโรคนี้ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ในปี พ.ศ.2556 คนเป็นเบาหวานทั่วโลกมีจำนวน 371 ล้านคน คนไทยเป็นเบาหวานมากกว่า 3.5 ล้านคน จะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่มีความชุกอยู่ในระดับสูง มีความชุกในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมากที่สุดในกรุงเทพ ที่สำคัญคือ 1 ใน 2 ของคนที่เป็นเบาหวาน ไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นเบาหวานอยู่ เพราะคิดว่าเป็นโรคไกลตัวและไม่เคยสังเกตตัวเองว่าอาการเหล่านี้เข้าข่ายการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ดังนั้น หากคุณพบว่ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

    – ปัสสาวะมากขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น
    – ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น
    – กระหายน้ำบ่อย และดื่มน้ำในปริมาณมาก
    – น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะคนที่เคยมีน้ำหนักมากมาก่อน
    – อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
    – ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนัง และกระเพาะอาหาร
    – สายตาพร่า มองเห็นไม่ชัดเจน
    – เมื่อเกิดแผล แผลหายช้ากว่าปกติ

แต่เนื่องจากเบาหวานจะดำเนินโรคไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการใดๆ ผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรก มักไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ยกเว้นมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ ดังนั้น การคัดกรองเบาหวาน จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางในการวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองเบาหวาน หมายถึง การคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน มาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย ผู้ที่มีความเสี่ยงได้แก่ คนอ้วน น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย มีประวัติญาติเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น การวินิจฉัยทำได้โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด โดยควรงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดหลังเที่ยงคืนหรือ 6-8 ชั่วโมง แล้วไปเจาะเลือดในตอนเช้า ในคนปกติจะมีค่าของน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 110 มิลลิกรัม หากระดับน้ำตาลในเลือดมีมากกว่า 126 มิลลิกรัม ถือว่าเป็นเบาหวาน และยิ่งค่าสูงเท่าไหร่ก็แสดงว่าการเป็นเบาหวานมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

เบาหวานเกิดจากอะไร?

เบาหวาน (Diabetes) เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ อาการของเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังอื่นๆ ตามมา และหากปล่อยให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ยากต่อการรักษาอวัยวะต่างๆ ให้กลับมาทำงานได้เป็นปกติ

ชนิดของโรคเบาหวาน

ปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่

เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes, Immune-mediated หรือ Insulin-dependent diabetes) เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างแน่ชัดว่าทำไมภูมิคุ้มกันของร่างกายถึงทำลายเซลล์ของตับอ่อน แต่ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงคือการได้รับสารพิษ การติดเชื้อ รวมทั้งการแพ้นมวัว ผู้ป่วยมักมีอาการกระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด เสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ต่างๆ โดยความรุนแรงของโรคในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน มักเกิดก่อนอายุ 30 ปี ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes, Noinsulin dependent) เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin resistance) ผู้ป่วยมักไม่มีอาการใดๆ แต่มักจะเป็นคนอ้วน และเบาหวานจะค่อยๆ ดำเนินจนเกิดโรคแทรกซ้อน มักเกิดในคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจคัดกรองโรคเบาหวานถึงแม้ยังไม่มีอาการ การควบคุมโรคสามารถทำได้โดยการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร และบางรายต้องฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 3 เบาหวานตามสาเหตุ เช่น เบาหวานที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เนื่องจากการทำงานของ Beta Cell เบาหวานที่มีสาเหตุมาจากการออกฤทธิ์ของอินซูลิน เบาหวานที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือจากการใช้ยา เช่น สเตียร์รอยด์ ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

เบาหวานชนิดที่ 4 เบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ (Gestation diabetes) คือโรคเบาหวานที่เป็นในขณะตั้งครรภ์ สาเหตุของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เชื่อว่าอาจเกิดจากรกสร้างฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของทารก ซึ่งมีผลทำให้ความไวต่ออินซูลินลดลง ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น แต่เมื่อคลอดแล้วเบาหวานก็จะหายไป การเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สามารถเกิดได้กับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ แต่ผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ควรได้รับการทดสอบน้ำตาลขณะตั้งครรภ์ คือ มีอายุมากกว่า 25 ปี, มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์ ดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30, มีญาติเป็นเบาหวาน, ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ, เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน, เคยคลอดเด็กน้ำหนักมากกว่า 4.5 กิโลกรัม หรือเคยคลอดเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจหาน้ำตาลในเลือดตั้งแต่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 24 สัปดาห์ หากผลการทดสอบให้ผลลบ ควรตรวจซ้ำอีกเมื่ออายุครรภ์ได้ 48 สัปดาห์ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ทำให้แม่กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง และเบาหวานในอนาคต ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด ตัวโต ต้องผ่าตัดทำคลอด มีภาวะน้ำตาลต่ำ อาจมีปัญหาเรื่องเด็กเกิดมาพิการ แต่พบได้ไม่มาก โดยโรคเบาหวานหากเกิดในขณะตั้งครรภ์สามารถรักษาได้โดยการฉีดยาหรือควบคุมอาหาร ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงลดลง

โรคแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน มักแสดงอาการเมื่อเป็นเบาหวานและไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สามารถเกิดโรคแทรกซ้อนได้ทุกระบบ ได้แก่ ตา ไต หัวใจและหลอดเลือด ผิวหนัง ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)

เกิดจากน้ำตาลเข้าไปในเยื่อบุภายในของหลอดเลือดฝอย (Endothelium) ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดมีการสร้างไกลโคโปรตีน ซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็นเยื่อฐาน (Basement membrane) มากขึ้น ทำให้เยื่อฐานมีความหนา แต่เปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วไหลออกมา ทำให้บริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) บวมขึ้น เกิดอาการตามัว หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงหลอดเลือดใหม่ออกมามาก จนบดบังแสงที่มาตกกระทบยังจอประสาทตา (Retina) ทำให้การมองเห็นแย่ลง โรคแทรกซ้อนทางสายตาที่เกิดจากเบาหวานคือ ต้อกระจก ต้อหิน เบาหวานขึ้นจอประสาทตา จอตาเสื่อม จอประสาทตาลอก มองเห็นจุดดำลอยไปมา หากได้รับการวินิจฉัยที่ช้าอาจทำให้ตาบอดได้

โรคแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)

เรียกได้ว่าเป็นโรคแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยเบาหวานกลัวเป็นที่สุด ในช่วงแรกจะไม่มีอาการใดๆ แต่หากเริ่มมีอาการแล้วส่วนใหญ่มักจะรักษาไม่หาย ดังนั้น จึงควรดูแลป้องกันก่อนเกิดโรคขึ้น  ผู้ป่วยมักเสียชีวิตภายใน 2-3 ปี หรือเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย นับจากเริ่มมีอาการ โรคแทรกซ้อนทางไต เกิดจากพยาธิสภาพของกลุ่มเส้นโลหิตฝอยที่ไต (Glomeruli) ทำให้หน่วยไต (Nephron) ยอมให้โปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบหลักในกระแสเลือด มีหน้าที่หลักในการจับน้ำ ฮอร์โมน วิตามิน ไขมัน สารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ และนำพาสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายไปกับกระแสเลือด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย รั่วออกไปกับของเหลวที่ได้จากการกรองของไต (Filtrate) ได้ หลอดไตส่วนต้น (Proximal tubule) จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น หากเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะไตวาย (Renal failure) ได้

โรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)

หากเกิดพยาธิสภาพบริเวณหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทปลายมือและปลายเท้า ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ ผู้ป่วยเบาหวานจะไม่รู้สึกตัวเมื่อได้รับการถูกกระทบกระเทือน จึงทำให้ไม่ดูแลแผลบริเวณดังกล่าว รวมถึงผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นอาหารให้กับเหล่าเชื้อโรค ทำให้แผลเน่า และนำไปสู่การรักษาโดยการตัดแขนและขา (Amputation) ในที่สุด

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)

เบาหวานกับการมีไขมันในเลือดสูง จะทำให้มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิด “โรคหัวใจขาดเลือด” หากหลอดเลือดอุดตัน ก็จะทำให้ “กล้ามเนื้อหัวใจตาย”  การรักษาที่ดีที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่ปัญหาที่สำคัญมากก็คือ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจจะไม่แสดงอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วไป แต่อาจจะแสดงอาการครั้งแรกอย่างรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว เป็นสิ่งที่ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)

เบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ง่ายทั่วทั้งร่างกาย และถ้าเป็นที่หลอดเลือดสมองก็จะทำให้เป็นอัมพาต ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติ 2-4 เท่า อาการเบื้องต้นสังเกตได้จากกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกในทันทีทันใด หรือเป็นครั้งคราว ใบหน้าชาครึ่งซีก พูดตะกุกตะกัก หรือพูดไม่ได้เป็นบางครั้ง ตาพร่ามัว เห็นแสงผิดปกติ เดินเซ ไม่สามารถทรงตัวได้ สำลักอาหารบ่อย ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเวลาเครียดหรือมีอารมณ์รุนแรง

โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)

หมายถึง โรคทั้งหมดที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ในแขนขา การอุดตันของหลอดเลือดอาจเกิดจากโรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง การอักเสบของหลอดเลือด มีสิ่งที่หลุดออกมาอุดหลอดเลือด หรือมีลิ่มเลือด และโรคเบาหวานมักพบร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด และโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบและอุดตัน ซึ่งทำให้ปลายประสาทอักเสบ โดยส่วนใหญ่มักเป็นที่ขา โรคนี้ทำให้เกิดการขาดเลือดแบบเรื้อรังหรือแบบเฉียบพลันได้

นอกจากนี้แล้ว ยังมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่สำคัญคือ แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer) โรคความดันโลหิตสูง โรคแทรกซ้อนที่ผิวหนัง สุขภาพในช่องปาก โรคเครียด และโรคแทรกซ้อนฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น

การรักษาโรคเบาหวาน

หลักการรักษาโรคเบาหวาน คือการทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ ไม่มีโรคแทรกซ้อน อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะต้องอาศัยการรักษาด้วยการใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ ควบคุมความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ และการดูแลสุขภาพโดยทั่วไป

การรักษาที่เรียกได้ว่าเป็นการรักษาหลักของโรคเบาหวาน คือการฉีดอินซูลิน อินซูลินเป็นยาที่ใช้สำหรับการรักษาเบาหวานชนิดที่หนึ่ง และยังจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่ไม่ตอบสนองต่อยาเม็ด อินซูลินเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่อาการเกิดขึ้นเร็วและมีน้ำหนักลด นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์, เบาหวานที่มีโรคตับหรือไต, เบาหวานที่มีการติดเชื้อ การผ่าตัด, ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของยาเม็ดลดน้ำตาล, ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลเกิน 250 มก.% และผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลด้วยการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายได้ ควรใช้อินซูลินในการรักษาเช่นเดียวกัน

สำหรับการรักษาด้วยยา ได้รับความนิยมใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยาที่ใช้รักษาเรียกว่า “ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด” สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ยาเสริมการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ Metformin, Troglitazone และ Acarbose ประเภทที่สองคือยาเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน ได้แก่Sulfonylurea, Repaglinide, Insulin และ Sitagliptin หากผู้ป่วยมีน้ำตาลสูงมากและมีอาการรุนแรงแพทย์จะแนะนำให้รักษาเบื้องต้นโดยใช้อินซูลิน

ผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาด้วยการฉีดยาหรือกินยาอยู่ ต้องพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวไว้เสมอ เพราะบางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยจะมีอาการใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น เหงื่อออก หากเป็นรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นลมและหมดสติ หรือชักได้ และอย่าซื้อยากินเอง เนื่องจากยาบางประเภทมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียร์รอยด์ ยาแอสไพริน เป็นต้น

ในการดูแลโรคเบาหวาน แพทย์จะนัดตรวจครั้งต่อไปเป็นเวลาหลายเดือน อาจจะเป็นเดือนละครั้ง หรือ 3-4 เดือนครั้ง ดังนั้น ผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องตรวจหาน้ำตาลด้วยตัวเอง เพื่อประเมินการควบคุมเบาหวานให้ได้ระดับน้ำตาลที่เหมาะสม

เบาหวานสามารถป้องกันได้โดยการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมโภชนาการให้มีความสมดุล ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมไปถึงการใช้ยารักษาโรค แก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และควรปรึกษาแพทย์เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคนที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน เพื่อป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง หากใครได้เป็นแล้ว…ต้องใช้เวลาในการรักษานานตลอดชีวิต และหากปฏิบัติตนไม่ถูกต้องเหมาะสมกับโรค ก็อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่มีอันตรายอื่นๆ ตามมาได้ ดังนั้น อย่านิ่งนอนใจว่าเป็นโรคไกลตัว เพราะเบาหวานอาจอยู่ใกล้มากกว่าที่คุณคิด

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons