“เบาหวาน” เป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จากข้อมูลเชิงสถิติ 2 ใน 5 ของผู้หญิงที่เป็นเบาหวานอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ กว่าร้อยละ 16.2 ของหญิงตั้งครรภ์มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยร้อยละ 85 ได้รับการตรวจคัดกรองว่าเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ หรือ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ดังนั้น คุณแม่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง ช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษและผลกระทบอื่น ๆ ทั้งต่อตัวมารดาและทารกในครรภ์

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ Gestational Diabetes Mellitus (GDM) เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นช่วงตั้งครรภ์ ภาวะนี้พบได้บ่อย 2-7% เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือไม่สามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายขาดอินซูลิน หรือใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่ดี น้ำตาลจะสะสมอยู่ในเลือดมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งของแม่และทารก

ผู้หญิงที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากขึ้น
ผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวหรือค่าดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน หรือเข้าข่ายเป็นโรคอ้วนก่อนตั้งครรภ์ มี โอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ ผู้หญิงที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มโอกาส เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่า
ผู้ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน มีโอกาสเป็นซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปกว่า 30%
เคยมีประวัติคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป
เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ
เคยมีประวัติทารกเสียชีวิตในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แฝด มีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่าการตั้งครรภ์ปกติ
กระหายน้ำมากขึ้น
ปัสสาวะบ่อยขึ้น อาจลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางคืน
หิวบ่อย กินเก่ง
อ่อนเพลียมากกว่าปกติ

ทารกมีร่างกายใหญ่กว่าปกติ (macrosomia) เนื่องจากน้ำตาลกลูโคสและกรดอะมิโนจากมารดาผ่านมาสู่ทารกมากเกินไป จึงเป็นอุปสรรคต่อการคลอด เสี่ยงแท้งบุตรสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสทารกเสียชีวิตในครรภ์
คลอดก่อนกำหนด (preterm birth)
เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในครรภ์ (stillbirth)
ความพิการตั้งแต่กำเนิด พบได้มากกว่าการตั้งครรภ์ปกติประมาณ 2-3 เท่า
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด (neonatal hypoglycemia)
เสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในวัยเด็ก
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานมานาน และมีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด (microangiopathy) จะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้าและตัวเล็กได้
หลังคลอดระบบการหายใจของทารกอาจมีปัญหา ไม่สามารถหายใจได้เองเมื่อแรกคลอด
ระยะหลังคลอด อาจเกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ตัวเหลือง ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติได้

ภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia)
คลอดก่อนกำหนด (preterm birth)
ไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ เพราะทารกตัวใหญ่กว่าปกติ
มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ พบร่วมได้บ่อยถึงร้อยละ 70 ของการตั้งครรภ์
เกิดภาวะเสื่อมของระบบหลอดเลือดและปลายประสาท
ภาวะติดเชื้อของกรวยไต (pyelonephritis)
เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้ภาวะแทรกซ้อนทางตา (Diabetic retinopathy)
เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะง่ายขึ้น โปรตีนออกมาในปัสสาวะเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์
ภาวะครรภ์แฝดน้ำ
แพทย์จะตรวจเลือดมารดาระหว่างสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ หากระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ถือว่าผิดปกติ
ตรวจ 50 กรัม GCT (Glucose Challenge Test) เป็นการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องงดอาหารก่อนตรวจ
เน้นควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติทั้งมารดาและทารก
ควบคุมอาหารของมารดา โดยคำนึงถึงความต้องการสารอาหารของร่างกาย ควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
แพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ยาเม็ดหรืออินซูลิน

แนวทางการป้องกันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์?
– รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
– เลือกทานอาหารที่มีกากใยสูง คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และโปรตีน จำกัดการทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัว
– ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ สามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก เพิ่มลดความไวต่ออินซูลิน และลดความเสี่ยงของเบาหวานขณะตั้งครรภ์
– นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด
– การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ช่วยให้ทราบปัจจัยเสี่ยงต่อเบาหวานขณะตั้งครรภ์
– หลังคลอด 6 สัปดาห์ควรเจาะหาระดับน้ำตาล ถ้าปกติให้เจาะเลือดทุกปี เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่สอง