ฮอร์โมนทดแทน เพิ่มความเป็นชาย

การให้ฮอร์โมนเพศชาย หรือ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ทดแทน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายและจิตใจไปเป็นเพศชายมากขึ้น โดยผลของการเปลี่ยนแปลงจะมี 2 ลักษณะ คือ

  • การเปลี่ยนแปลงแบบถาวร ได้แก่ เสียงทุ้มใหญ่ขึ้น, คลิตอริสมีขนาดใหญ่ขึ้น , ไขมันตามร่างกายบางส่วนลดลง เช่น สะโพก
  • การเปลี่ยนแปลงแบบไม่ถาวร เมื่อหยุดฮอร์โมนก็จะกลับมาเป็นปกติ ได้แก่ ประจำเดือนขาด, มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น, มีขนดกขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา, เต้านมขนาดเล็กลง, อาจมีอารมณ์ทางเพศสูงขึ้น, บางคนอาจมีผมร่วงและศีรษะล้านแบบเพศชาย, น้ำหนักเพิ่มขึ้น

รูปแบบการให้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมี 3 แบบ คือ การฉีด การรับประทาน และการทา โดยทั่วไปนิยมใช้วิธีการฉีด เช่น Testosterone Enanthate จะฉีดทุก 2-4 สัปดาห์ หรือ Testosterone Undecanoate ฉีดทุก 3 เดือน ข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องฉีดบ่อยๆ บริหารยาได้ง่าย และการออกฤทธิ์สม่ำเสมอ แต่คนที่ไม่สะดวก หรือมีข้อจำกัดต่อการฉีดยา แพทย์จะให้เป็นยารับประทาน แต่ต้องทานทุกวัน

การให้ฮอร์โมนทดแทนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกราย โดยจะมีมาตรฐานในการปฏิบัติก่อนเริ่มให้ฮอร์โมน ดังนี้

  • แพทย์จะแจ้งให้ทราบถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ของการใช้ฮอร์โมนทดแทน
  • แพทย์จะทำการซักประวัติภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ, โรคอ้วน, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่, ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว, ประวัติการใช้ยาลดความดัน, ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด, ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น
  • ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายทุกระบบ วัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง
  • ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือด, การทำงานของไต , ระดับไขมันในเลือด , การทำงานของตับ , ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน
  • สำหรับผู้ที่มีประวัติประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ขาดหายเรื้อรัง แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome)
  • ตรวจภายใน และ Pap Smear ในรายที่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • ตรวจแมมโมแกรมในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

Before

After

Before

After

หลังจากเริ่มใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนแล้ว แพทย์จะประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ขน กล้ามเนื้อ เสียง ตลอดจนผลข้างเคียง เช่น สิว อารมณ์หงุดหงิด การตรวจวัดความดันโลหิต รวมถึงการตรวจเลือดทุก 3-6 เดือนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ โดยการตรวจเลือดก็เพื่อดูระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย, ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับไขมันในเลือด และการทำงานของตับ ในกรณีที่มีอาการผิดปกติ หรือผลเลือดผิดปกติ อาจต้องพิจารณาปรับขนาดยาให้เหมาะสม หรือปรึกษาอายุรแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาภาวะผิดปกติให้เหมาะสมต่อไป

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Share On Line
Hide Buttons