ผู้ชายข้ามเพศหลายคน แม้จะมีสภาวะจิตใจของความเป็นชายเต็มร้อยแล้วก็ตาม แต่รูปร่าง ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพจิตใจ การใช้ฮอร์โมนเพศชาย จึงมีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้ชายข้ามเพศเป็นอย่างมาก เพราะเป็นตัวกำหนดลักษณะความเป็นชาย มีผลให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงสรีระและปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาจากหญิงให้ตรงกับความเป็นชายอย่างที่ต้องการ โดยมากแล้วสามารถเห็นผลได้ภายในเวลา 6 เดือนขึ้นไป
อายุมากกว่า 20 ปี และต้องผ่านการพบจิตแพทย์ 2 ท่านเป็นอันดับแรก เพื่อประเมินว่า ผู้รับบริการต้องการจะเป็นผู้ชายข้ามเพศแน่ๆ เพราะบางครั้งคนไข้ยังไม่มั่นใจในตัวเองว่า ต้องการจะเปลี่ยนแปลงร่างกายหรือไม่ หรือแค่ชอบผู้หญิงเฉยๆ หรือเป็นไปตามแฟชั่น
หากอายุ 18 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม และต้องผ่านการพบจิตแพทย์ 2 ท่านเช่นกัน
ก่อนรับฮอร์โมนเพศชายต้องผ่านการตรวจสุขภาพและความพร้อมของร่างกายก่อน
แพทย์ซักประวัติภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ, โรคอ้วน, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่, ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว, ประวัติการใช้ยาลดความดัน, ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด, ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (เจาะเลือด) เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือด, การทำงานของไต , ระดับไขมันในเลือด , การทำงานของตับ และระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย
นอกจากนั้น ผู้รับบริการจะได้รับการตรวจร่างกายทุกระบบ วัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง
สำหรับผู้ที่มีประวัติประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ขาดหายเรื้อรัง แพทย์จะตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อดูภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome)
การที่แพทย์ให้เราตรวจสุขภาพก่อนรับฮอร์โมนนั้น ก็เปรียบเสมือนกับการใช้ยา ซึ่งอาจมีทั้งข้อดีและผลข้างเคียง รวมทั้งข้อควรระวังในการใช้ โดยทั่วไปผู้ที่มีสุขภาพปกติ แข็งแรงดี ก็ไม่มีข้อจำกัดในการใช้ฮอร์โมน ยกเว้นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่มีประวัติการแพ้ยามาก่อน หรือไม่มีการตั้งครรภ์อย่างแน่นอน
ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำแบบฉีดที่ออกฤทธิ์ระยะสั้น เพราะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายได้รวดเร็วและชัดเจน ทั้งยังสามารถปรับขนาดยาได้ง่าย ออกฤทธิ์สม่ำเสมอ โดยหลังการใช้ฮอร์โมนเพศชายไปประมาณ 3-6 เดือน จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดต่อการฉีดยา เช่น กลัวเข็ม หรือต้องเดินทางไปต่างประเทศ และไม่สามารถนำยาฉีดไปได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยารูปแบบอื่น เช่น ยากิน ซึ่งยากินจะมีข้อเสีย คือมีผลต่อตับ และได้ผลการเปลี่ยนแปลงช้า หรือยาทา แล้วแต่ความเหมาะสม
มีทั้งแบบออกฤทธิ์ระยะสั้น และระยะยาว เมื่อฉีดเข้าไปสามารถดูดซึมได้ทันที ผ่านตับน้อย และไม่มีผลต่อตับ
แนะนำให้ฉีดทุก 2 สัปดาห์เพื่อให้ใช้ฮอร์โมนปริมาณไม่สูงมาก เพราะการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้จะค่อย ๆ สูงขึ้นในสัปดาห์แรก แล้วค่อยลดลงเมื่อครบ 2 สัปดาห์ หากภายใน 2 สัปดาห์ยังไม่ได้ฉีดเข็มต่อไป ในสัปดาห์ที่ 3 ฤทธิ์ฮอร์โมนก็จะลดลงมาต้องได้รับยาเข็มต่อไปโดยเร็ว
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| สามารถปรับขนาดยาสูง-ต่ำ และปริมาณมาก-น้อยได้ง่าย | ต้องมาฉีดบ่อย |
| ราคาไม่แพง |
แนะนำให้ฉีดทุก 3 เดือน ตัวยาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์สูงขึ้นแล้วค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ โดยออกฤทธิ์ได้นานถึง 3 เดือน แต่ถ้ามาฉีดเข็มต่อไปช้า ระดับฮอร์โมนก็จะตกลงมาเล็กน้อย
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ไม่ต้องฉีดบ่อย | ไม่สามารถปรับขนาดยาได้ดีเท่าแบบสั้น |
| ระดับฮอร์โมนไม่เหวี่ยง | ราคาแพง |
ต้องกินยาต่อเนื่องทุกวัน และต้องกินครั้งละหลายเม็ดหากต้องการให้ยาออกฤทธิ์เท่ายาฉีด
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| สะดวก ไม่เจ็บตัว | ต้องมีระเบียบวินัยในการกินยามาก เพราะถ้าลืมกินยา ระดับฮอร์โมนจะตกลง |
| สามารถกินได้เอง ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล | มีผลต่อตับ |
| ได้ผลช้า |
ออกฤทธิ์ระยะสั้นเพียง 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องทาตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกวัน และต้องทาบริเวณที่ไม่ได้ไปสัมผัส บริเวณที่ไม่ได้มีขนปกคลุมมาก ๆ เช่น บริเวณหน้าท้อง เพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ดี
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| สะดวก ไม่เจ็บตัว | ทาทุกวันและต้องรอให้แห้งก่อนสวมใส่เสื้อผ้า |
| สามารถทาได้เอง ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล | ราคาสูง |

การซื้อฮอร์โมนกินเองตามโฆษณาชวนเชื่อ หรือการบอกต่อในสังคมโซเชียล อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อน หรือใช้ปริมาณสูงเกินกว่าที่จำเป็น เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ หรือบางคนอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เพราะฉะนั้นการมาพบแพทย์เพื่อได้รับฮอร์โมนที่ถูกต้อง ในระยะยาวหากจำเป็นต้องรับฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ยิ่งมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามสุขภาพ ตรวจติดตามการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ จากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนให้น้อยที่สุด
เมื่อใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนราว 3-6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระที่มีลักษณะความเป็นชายมากขึ้น
ได้แก่ เสียงทุ้มใหญ่ขึ้น, คลิตอริสมีขนาดใหญ่ขึ้น , ไขมันตามร่างกายบางส่วนลดลง เช่น สะโพก กล้ามเนื้อที่ใช้งานบ่อยจะแข็งแรงมากขึ้น
เมื่อหยุดฮอร์โมนก็จะกลับมาเป็นปกติ ได้แก่ ประจำเดือนขาด, มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น, มีขนดกขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา, เต้านมขนาดเล็กลง, อาจมีอารมณ์ทางเพศสูงขึ้น, บางคนอาจมีผมร่วงและศีรษะล้านแบบเพศชาย, น้ำหนักเพิ่มขึ้น
หลังจากเริ่มใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนแล้ว แพทย์จะประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ขน กล้ามเนื้อ เสียง ตลอดจนผลข้างเคียง เช่น สิว อารมณ์หงุดหงิด การตรวจวัดความดันโลหิต รวมถึงการตรวจเลือดทุก 3-6 เดือนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ โดยการตรวจเลือดก็เพื่อดูระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย, ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับไขมันในเลือด และการทำงานของตับ ในกรณีที่มีอาการผิดปกติ หรือผลเลือดผิดปกติ อาจต้องพิจารณาปรับขนาดยาให้เหมาะสม หรือปรึกษาอายุรแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาภาวะผิดปกติให้เหมาะสมต่อไป

เทคฮอร์โมนเพศชายส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นหรือไม่
ไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากส่วนสูงขึ้นกับความยาวของกระดูก ซึ่งจะหยุดขยายตัวตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปี ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อส่วนสูงแต่อย่างใด

ฮอร์โมนมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน
กลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน หรือเทสโทสเทอโรนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้รับการยอมรับ และใช้งานทางการแพทย์มาหลายปีแล้วเพราะค่อนข้างได้ผลการตอบสนองที่ดี มีความปลอดภัยต่อตับและร่างกาย

จำเป็นต้องเทคฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือไม่
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ฮอร์โมนเพศชายต่อ เนื่องไปตลอด เพื่อรักษาระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกายให้คงที่ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ก่อน เพราะเนื่องจากร่างกายผู้หญิงไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชายขึ้นได้เอง (ในปริมาณมาก ๆ อย่างที่กลุ่มทรานสต้องการ) ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เลิกใช้ฮอร์โมนเพศชาย โอกาสที่รังไข่จะฟื้นตัวกลับมาทำงานก็มีเหมือนกัน