ฮอร์โมนทดแทน เพิ่มความเป็นชาย

ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ตัวช่วยในการเพิ่มความเป็นชาย

อยากรับฮอร์โมนเพศชายต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง

  • อายุมากกว่า 20 ปี และต้องผ่านการพบจิตแพทย์ 2 ท่านเป็นอันดับแรก เพื่อประเมินว่า ผู้รับบริการต้องการจะเป็นผู้ชายข้ามเพศแน่ๆ เพราะบางครั้งผู้รับบริการยังไม่มั่นใจในตัวเองว่า ต้องการจะเปลี่ยนแปลงร่างกายหรือไม่ หรือแค่ชอบผู้หญิงเฉยๆ หรือเป็นไปตามแฟชั่น
  • หากอายุ 18 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม และต้องผ่านการพบจิตแพทย์ 2 ท่านเช่นกัน
  • ก่อนรับฮอร์โมนเพศชายต้องผ่านการตรวจสุขภาพและความพร้อมของร่างกายก่อน

การที่แพทย์ให้เราตรวจสุขภาพก่อนรับฮอร์โมนนั้น ก็เปรียบเสมือนกับการใช้ยา ซึ่งอาจมีทั้งข้อดีและผลข้างเคียง รวมทั้งข้อควรระวังในการใช้ โดยทั่วไปผู้ที่มีสุขภาพปกติ แข็งแรงดี ก็ไม่มีข้อจำกัดในการใช้ฮอร์โมน ยกเว้นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่มีประวัติการแพ้ยามาก่อน หรือไม่มีการตั้งครรภ์อย่างแน่นอน

เราต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง ก่อนรับฮอร์โมนเพศชาย

  • เบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ, โรคอ้วน, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่, ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว, ประวัติการใช้ยาลดความดัน, ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด, ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (เจาะเลือด) เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือด, การทำงานของไต , ระดับไขมันในเลือด , การทำงานของตับ และระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย
  • นอกจากนั้น ผู้รับบริการจะได้รับการตรวจร่างกายทุกระบบ วัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง
  • สำหรับผู้ที่มีประวัติประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ขาดหายเรื้อรัง แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome)

เลือกฮอร์โมนเพศชายแบบไหนดี ?

ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำแบบฉีดที่ออกฤทธิ์ระยะสั้น เพราะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายได้รวดเร็วและชัดเจน ทั้งยังสามารถปรับขนาดยาได้ง่าย ออกฤทธิ์สม่ำเสมอ โดยหลังการใช้ฮอร์โมนเพศชายไปประมาณ 3-6 เดือน จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดต่อการฉีดยา เช่น กลัวเข็ม หรือต้องเดินทางไปต่างประเทศ และไม่สามารถนำยาฉีดไปได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยารูปแบบอื่น เช่น ยากิน ซึ่งยากินจะมีข้อเสีย คือมีผลต่อตับ และได้ผลการเปลี่ยนแปลงช้า หรือยาทา แล้วแต่ความเหมาะสม

ปัจจุบันนี้ รูปแบบการให้ฮอร์โมนมี 3 แบบ คือ แบบฉีด แบบกิน และแบบทา มีความแตกต่างกันไป ดังนี้

  1. ฮอร์โมนแบบฉีด มีทั้งแบบออกฤทธิ์ระยะสั้น และระยะยาว เมื่อฉีดเข้าไปสามารถดูดซึมได้ทันที ผ่านตับน้อย และไม่มีผลต่อตับ

    • ออกฤทธิ์ระยะสั้น เวลาฉีดเข้าไปตัวยาจะเหมือนน้ำมันออกฤทธิ์ได้ไม่เกิน 4 สัปดาห์โดยมากจะแนะนำให้ฉีดทุก 2 สัปดาห์เพื่อให้ใช้ฮอร์โมนปริมาณไม่สูงมาก เพราะการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้จะค่อย ๆ สูงขึ้นในสัปดาห์แรกแล้วค่อย ๆ ลดลงเมื่อครบ 2 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อมาฉีดยาเข็มต่อไป ระดับฤทธิ์ฮอร์โมนก็จะสูงขึ้นไปใหม่ แต่ถ้าภายใน 2 สัปดาห์ยังไม่ได้ฉีดเข็มต่อไป ในสัปดาห์ที่ 3 ฤทธิ์ฮอร์โมนก็จะลดลงมาต้องได้รับยาเข็มต่อไปโดยเร็ว ข้อดีของการออกฤทธิ์ระยะสั้น คือ สามารถปรับขนาดยาสูง-ต่ำได้ง่าย และปริมาณมาก-น้อย เพราะฮอร์โมนออกฤทธิ์อยู่ในช่วงสั้น ๆ แต่ต้องมาฉีดบ่อย
    • ออกฤทธิ์ระยะยาว เวลา ฉีดเข้าไปตัวยาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์สูงขึ้นแล้วค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ โดยออกฤทธิ์ได้นานถึง 3 เดือน แต่ถ้ามาฉีดเข็มต่อไปช้า ระดับฮอร์โมนก็จะตกลงมาเล็กน้อย โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดทุก 3 เดือน ข้อดีของการออกฤทธิ์ระยะยาวคือไม่ต้องมาฉีดบ่อย ระดับฮอร์โมนไม่เหวี่ยง ค่อนข้างคงที่กว่า แต่ไม่สามารถปรับขนาดยาได้ดีเท่าแบบสั้น
  2. ฮอร์โมนแบบกิน ต้องกินยาต่อเนื่องทุกวัน และต้องกินครั้งละหลายเม็ดหากต้องการให้ยาออกฤทธิ์เท่ายาฉีด ข้อดีของฮอร์โมนแบบกินคือ สะดวก ไม่เจ็บตัว สามารถกินได้เอง ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล แต่ต้องมีระเบียบวินัยในการกินยามากเพราะถ้าลืมกินยา ระดับฮอร์โมนจะตกลง ที่สำคัญจะมีผลต่อตับ และได้ผลช้า
  3. ฮอร์โมนแบบทา หรือแบบเจล จะออกฤทธิ์ระยะสั้นเพียง 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องทาตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกวัน และต้องทาบริเวณที่ไม่ได้ไปสัมผัส บริเวณที่ไม่ได้มีขนปกคลุมมาก ๆ เช่น บริเวณหน้าท้อง เพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ดี ข้อดีของฮอร์โมนแบบทาคือ สะดวก ไม่เจ็บตัว สามารถทาได้เอง ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ข้อเสียคือ ราคาสูง ต้องทาทุกวันและต้องรอให้แห้งก่อนสวมใส่เสื้อผ้า

Before

After

Before

After

รู้ไหม ซื้อฮอร์โมนกินเอง เสี่ยงอันตรายไม่รู้ตัว !

การซื้อฮอร์โมนกินเองตามโฆษณาชวนเชื่อ หรือการบอกต่อในสังคมโซเชียล อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อน หรือใช้ปริมาณสูงเกินกว่าที่จำเป็น เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ หรือบางคนอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เพราะฉะนั้นการมาพบแพทย์เพื่อได้รับฮอร์โมนที่ถูกต้อง ในระยะยาวหากจำเป็นต้องรับฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ยิ่งมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามสุขภาพ ตรวจติดตามการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ จากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนให้น้อยที่สุด

รับฮอร์โมนเพศชายแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  • การเปลี่ยนแปลงแบบถาวร ได้แก่ เสียงทุ้มใหญ่ขึ้น, คลิตอริสมีขนาดใหญ่ขึ้น , ไขมันตามร่างกายบางส่วนลดลง เช่น สะโพก
  • การเปลี่ยนแปลงแบบไม่ถาวร เมื่อหยุดฮอร์โมนก็จะกลับมาเป็นปกติ ได้แก่ ประจำเดือนขาด, มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น, มีขนดกขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา, เต้านมขนาดเล็กลง, อาจมีอารมณ์ทางเพศสูงขึ้น, บางคนอาจมีผมร่วงและศีรษะล้านแบบเพศชาย, น้ำหนักเพิ่มขึ้น

อย่าลืม ! ตรวจร่างกายหลังรับฮอร์โมนเพศชายก็สำคัญ

หลังจากเริ่มใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนแล้ว แพทย์จะประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ขน กล้ามเนื้อ เสียง ตลอดจนผลข้างเคียง เช่น สิว อารมณ์หงุดหงิด การตรวจวัดความดันโลหิต รวมถึงการตรวจเลือดทุก 3-6 เดือนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ โดยการตรวจเลือดก็เพื่อดูระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในร่างกาย, ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับไขมันในเลือด และการทำงานของตับ ในกรณีที่มีอาการผิดปกติ หรือผลเลือดผิดปกติ อาจต้องพิจารณาปรับขนาดยาให้เหมาะสม หรือปรึกษาอายุรแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาภาวะผิดปกติให้เหมาะสมต่อไป

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม