“ฮอร์โมนทดแทน” เพิ่มความเป็นชาย

“ฮอร์โมนทดแทน” เพิ่มความเป็นชาย

คนที่เกิดเป็นหญิงแต่จิตใจเป็นชาย โดยเฉพาะคนที่ผ่านการแปลงเพศมาแล้ว ย่อมปรารถนาให้สภาพทางกายและจิตใจเป็นผู้ชายมากที่สุด ดังนั้น การให้ฮอร์โมนเพศชาย หรือ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ทดแทน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากฮอร์โมนจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายและจิตใจไปเป็นเพศชายมากขึ้น โดยผลของการเปลี่ยนแปลงจะมี 2 ลักษณะ คือ

  • การเปลี่ยนแปลงแบบถาวร ได้แก่ เสียงทุ้มใหญ่ขึ้น, คลิตอริสมีขนาดใหญ่ขึ้น , ไขมันตามร่างกายบางส่วนลดลง เช่น สะโพก
  • การเปลี่ยนแปลงแบบไม่ถาวร เมื่อหยุดฮอร์โมนก็จะกลับมาเป็นปกติ ได้แก่ ประจำเดือนขาด, มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น, มีขนดกขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา, เต้านมขนาดเล็กลง, อาจมีอารมณ์ทางเพศสูงขึ้น, บางคนอาจมีผมร่วงและศีรษะล้านแบบเพศชาย, น้ำหนักเพิ่ม

จริงๆ แล้วการให้ฮอร์โมนทดแทนไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นคนที่ตัดหน้าอก ตัดมดลูก และรังไข่ ตลอดจนแปลงเพศจากหญิงเป็นชายแล้วเท่านั้น บางคนอาจต้องการเพียงให้ร่างกายมีสภาพกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเหมือนเพศชาย มีลักษณะภายนอก เช่น หนวด เครา เหมือนเพศชาย หรือในบางรายที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดหรือมีข้อจำกัดต่อการผ่าตัด ก็สามารถให้ฮอร์โมนทดแทนได้เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นแพทย์จะต้องประเมินความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน ที่อาจมีความต้องการแตกต่างกันไป เพื่อจะได้วางแผนการให้ฮอร์โมนทดแทนที่เหมาะสม

สำหรับรูปแบบการให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมี 3 อย่าง คือ การฉีด, การรับประทาน และการทา แต่โดยทั่วไปนิยมใช้วิธีการฉีด เช่น Testosterone enanthate จะฉีดทุก 2 – 4 สัปดาห์ หรือ Testosterone undecanoate ฉีดทุก 3 เดือน  ข้อดีคือผู้ป่วยไม่ต้องฉีดบ่อยๆ บริหารยาได้ง่าย และการออกฤทธิ์สม่ำเสมอ แต่คนที่ไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดต่อการฉีดยาแพทย์จะให้เป็นยารับประทาน แต่ต้องทานทุกวัน หรือจะใช้ชนิดทาภายนอกก็ได้ ซึ่งก็ต้องทาทุกวันเหมือนกัน แต่ยาทาจะออกฤทธิ์สั้น และมักจะมีประจำเดือนในระหว่างที่ใช้ยา แพทย์อาจต้องให้ยาหยุดประจำเดือนร่วมด้วย เช่น โปรเจสเตอโรน (Progesterone)

เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนทดแทนจะเพิ่มคุณลักษณะการเป็นเพศชายมากขึ้น ทำให้การใช้ฮอร์โมนทดแทนกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในคนที่ผ่าตัดแปลงเพศที่ต้องใช้ฮอร์โมนต่อเนื่องหลังการผ่าตัดไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การใช้ฮอร์โมนทดแทนก็ต้องมีความระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมาได้

ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย ได้แก่ หน้ามัน, สิว ส่วนผลข้างเคียงที่ต้องพึงระวัง ได้แก่ ภาวะเลือดข้นกว่าปกติ, ค่าเอนไซม์ของตับ (Liver enzyme) สูงขึ้น, ไขมันในเลือดสูงขึ้น ไขมันดี (HDL) ลดลง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ, ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อ้วน, มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian syndrome) หรือมีประวัติในครอบครัว นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตเวช อาจเพิ่มความเสี่ยงอาการผิดปกติมากขึ้น ส่วนความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยนั้น แม้จะยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้, โรคตับ, เบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้, โรคทางจิตเวช, หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่แพ้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

ดังนั้น การให้ฮอร์โมนทดแทนจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกราย โดยจะมีมาตรฐานในการปฏิบัติก่อนเริ่มให้ฮอร์โมน ดังนี้

  • แพทย์จะแจ้งให้ทราบถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ของการใช้ฮอร์โมนทดแทน
  • แพทย์จะทำการซักประวัติภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ โรคหัวใจ, โรคอ้วน, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่, ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว, ประวัติการใช้ยาลดความดัน, ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด, ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น
  • ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายทุกระบบ วัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง
  • ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือด, การทำงานของไต , ระดับไขมันในเลือด , การทำงานของตับ , ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
  • สำหรับผู้ที่มีประวัติประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ขาดหายเรื้อรัง แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome)
  • ตรวจภายใน และ PAP smear ในรายที่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • ตรวจแมมโมแกรมในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

หลังจากเริ่มใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนแล้ว แพทย์จะตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้นว่า ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ขน กล้ามเนื้อ เสียง ตลอดจนผลข้างเคียง เช่น สิว อารมณ์หงุดหงิด การตรวจวัดความดันโลหิตก็สำคัญ รวมถึงการตรวจเลือดทุก 3 – 6 เดือนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ โดยการตรวจเลือดก็เพื่อดูระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในร่างกาย,  ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ระดับไขมันในเลือด , การทำงานของตับ ในกรณีที่มีอาการผิดปกติ เช่น เลือดข้นผิดปกติจะต้องปรับลดขนาดยาลง หรือตรวจพบความดันโลหิตสูง หรือค่าการทำงานของตับผิดปกติ แพทย์จะส่งปรึกษาอายุรแพทย์ เพื่อพิจารณาปรับลดขนาดยา

ส่วนผู้ป่วยที่ใช้ฮอร์โมนต่อเนื่องในระยะยาว ถ้ายังไม่ได้ตัดเต้านม หากอายุมากกว่า 40 ปี ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมทุกปี หรือถ้ายังไม่ได้ผ่าตัดมดลูกและรังไข่ หากอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจอัลตราซาวด์ดูอวัยวะในอุ้งเชิงกรานทุกปี

สำหรับการให้ฮอร์โมนทดแทนในผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย ผู้ป่วยต้องได้รับฮอร์โมนอย่างน้อย 1 ปีก่อนจึงจะสามารถผ่าตัดมดลูกและรังไข่ได้ หลังผ่าตัดมดลูกและรังไข่แล้ว ผู้ป่วยจะต้องได้รับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่อไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดฮอร์โมนและเพื่อป้องกันการผุกร่อนของกระดูก และเพื่อความไม่ประมาทแพทย์อาจต้องตรวจมวลกระดูกเพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุนด้วย

แม้ว่าการได้รับฮอร์โมนทดแทนจะทำให้เสียงทุ้มใหญ่ขึ้น แต่บางท่านที่อยากให้เสียงที่เปล่งออกมาทุ้มต่ำคล้ายผู้ชายมากขึ้น สามารถปรึกษาแพทย์ผ่าตัด เปลี่ยนเสียงได้ ก็จะช่วยให้คุณเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย ค่าใช้จ่ายในการพบจิตแพทย์ อย่างน้อย 2 ท่าน 3,000 - 5,000 บาท
แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย ค่าใช้จ่ายในการเทสฮอร์โมน (ครั้งละ) 6,000 - 8,000 บาท
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม

นัดหมายแพทย์

ค้นหาแพทย์

ชื่อ - นามสกุล

เบอร์โทรติดต่อ

Show Buttons
Hide Buttons