สุขกาย สุขใจ ในช่วงวัยทอง

เมื่ออายุเริ่มขึ้นเลข 4 มีหลายคนที่กังวลกับคำว่า “วัยทอง” ยิ่งมีอาการหลงๆ ลืมๆ หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ร่วมด้วย ยิ่งทำให้สงสัยว่านี่คืออาการของคนวัยทองใช่หรือไม่ วัยทอง เป็นช่วงวัยหนึ่งของชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การปรับตัวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องที่คนวัยทองต้องให้ความสำคัญ

วัยทอง (Menopause) ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก หมายถึง วัยที่มีการสิ้นสุดของการมีประจำเดือนอย่างถาวร เนื่องจากรังไข่หยุดการทำงาน และเป็นการหยุดความสามารถในการเจริญพันธุ์ โดยปกติจะนับเมื่อขาดประจำเดือนเป็นเวลาต่อเนื่องนาน 12 เดือนหรือ 1 ปี โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 18 ตุลาคมของทุกปี เป็น วันสตรีวัยทองโลก (World Menopause Day) เพื่อรณรงค์ให้สตรีที่อยู่ในวัยทองมีความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่จะเกิดตามมาหลังหมดประจำเดือน และป้องกันปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจุบัน เด็กผู้หญิงทั่วโลก (รวมทั้งเด็กไทย) มีแนวโน้มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้น นั่นคืออายุประมาณ 9 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยความเจริญในด้านต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ ภาวะเศรษฐกิจ และโภชนาการที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้หญิงก็จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้าลง

วัยทอง เกิดจากอายุที่มากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยทางธรรมชาติและเป็นปัจจัยหลัก อายุที่มากขึ้นทำให้ระดับฮอร์โมนเพศลดลง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เกิดความเสื่อมโทรมและความผิดปกติในหลายระบบของร่างกาย ทั้งในแบบค่อยเป็นค่อยไปและแบบทันที

โดยปกติ ผู้หญิงวัยทอง (Menopause) จะมีช่วงอายุระหว่าง 45-59 ปี อธิบายการเข้าสู่ช่วงวัยทอง หรือ วัยหมดประจำเดือน หรือ วัยหมดระดู ได้ง่ายๆ คือ ผู้หญิงคนหนึ่งเกิดมาพร้อมกับไข่จำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในรังไข่ รังไข่นี้ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศหญิงคือฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งควบคุมการมีประจำเดือนและการตกไข่ เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน การทำงานของรังไข่จะลดลง ระดับฮอร์โมนเพศหญิงจะค่อยๆ ลดลง ทำให้ไม่มีการตกไข่และหยุดการมีประจำเดือนไปในที่สุด

วัยหมดประจำเดือน (Induced menopause) ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงอายุ 40 ปี แต่ในผู้หญิงบางคนอาจถึงวัยหมดประจำเดือนก่อนถึงวัยอันสมควร อาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม, โรคภูมิแพ้ หรือขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดมดลูก การผ่าตัดรังไข่เนื่องจากมะเร็งปากมดลูก หรือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือรังไข่ได้รับความเสียหายจากการฉายรังสีหรือยาเคมีบำบัด ดังนั้น วัยหมดประจำเดือนที่เกิดขึ้นก่อนอายุ 40 ปีโดยไม่มีสาเหตุ จึงเรียกว่า วัยหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร (Premature menopause)

นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นที่ก่อให้เกิดวัยทองก่อนถึงวัยอันควรยังรวมถึง ภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยอันควร (Premature ovarian failure หรือ POF) คือ  ภาวะที่มีการลดลงของจำนวนฟองไข่ก่อนวัยอันสมควร ซึ่งแตกต่างจากวัยหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร เพราะภาวะดังกล่าวนี้อาจไม่ถาวรเสมอไป

ส่วน ผู้ชายวัยทอง (Andropause) จะมีช่วงอายุระหว่าง 40-59 ปี อธิบายการเข้าสู่ช่วงวัยทองของผู้ชายได้ง่ายๆ คือ ต่อมอัณฑะมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศชาย คือ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งมีมากในวัยเจริญพันธุ์ เมื่ออายุมากขึ้น เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงต่อมอัณฑะที่ทำงานลดลง จึงทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการหยุดทำงาน ซึ่งแตกต่างจากผู้หญิงวัยทองที่รังไข่หยุดการทำงานโดยสิ้นเชิง ดังนั้น อาการของผู้ชายวัยทองจึงไม่ชัดเจนและรุนแรงเหมือนผู้หญิงวัยทอง

ปัจจัยเสริมที่ทำให้เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ คือ กรรมพันธุ์ การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเครียด โรคอ้วน  การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น แร่ธาตุสังกะสี เบต้าแคโรทีน การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไตวาย ฯลฯ การกินยาบางชนิด เช่น ยารักษาไทรอยด์ หรือแม้แต่การออกกำลังกายที่มากเกินไป เรียกได้ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว ก็จะทำให้มีการลดลงของฮอร์โมนเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

อาการของ ผู้หญิงวัยทอง และ ผู้ชายวัยทอง ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ทางด้านร่างกายจะมีอาการร้อนวูบวาบ หนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้, ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ, อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง, นอนไม่หลับ, ตอนกลางคืนเหงื่อออกมาก, ผิวแห้งเหี่ยว ขาดความชุ่มชื้น, ในผู้หญิงรอบประจำเดือนเริ่มไม่สม่ำเสมอ ทั้งปริมาณและระยะเวลา, ช่องคลอดแห้ง ทำให้เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์, ติดเชื้อในช่องคลอด หรือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยครั้ง, ปัสสาวะเล็ดราด หรือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ส่วนอาการทางด้านจิตใจจะรู้สึกหงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย, กระวนกระวาย, สมาธิลดลง, หลงลืมง่าย, วิตกกังวล, ซึมเศร้า, ความต้องการทางเพศลดลง นอกจากนี้ คนวัยทองมักจะมีปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคกระดูกพรุน  โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด  โรคมะเร็ง เป็นต้น

คนวัยทอง สามารถดูแลตนเองได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้งปริมาณและคุณค่าทางสารอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด รับประทานผักผลไม้ และดื่มน้ำให้มาก, ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การออกกำลังกายจะช่วยให้อารมณ์ดี ลดความเครียด, หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรืองานที่ยุ่งยากเกินไป, ฝึกตนเองให้มีสติ มีความสุขุม รอบคอบ, หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจ เลือกกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ทำแล้วเกิดความสบายใจ ไม่เครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นดนตรี สะสมสิ่งของที่ชื่นชอบ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ท่องเที่ยว เข้าชมรมต่างๆ ที่สนใจ ฯลฯ, เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงของวัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ, สร้างคุณค่าในตนเอง ด้วยการทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคม

ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำถึงแนวทางการป้องกัน รักษา และดูแลตนเองที่ถูกต้อง เนื่องจากในบางรายอาจมีอาการของวัยทองที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งต้องได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุน, ตรวจหาสารเคมีในเลือด เพื่อทราบถึงอัตราการสร้างและการสลายของเนื้อกระดูกในร่างกายว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด

ในรายที่ต้องให้ ฮอร์โมนทดแทน เพื่อรักษาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัยทอง แพทย์จะพิจารณาให้ตามความจำเป็นและเหมาะสม เนื่องจากฮอร์โมนมีหลายรูปแบบ เช่น ยารับประทาน ครีมทาผิวหนัง แผ่นติดผิวหนัง ชนิดสอดช่องคลอด เป็นต้น โดยก่อนเข้ารับการดูแลรักษาผู้ป่วยจะต้องได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย และเมื่อได้รับฮอร์โมนทดแทนแล้ว จะต้องได้รับการตรวจติดตามการรักษาอย่างน้อยปีละครั้ง

คนวัยทอง ควรได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการดูแลและให้คำแนะนำ ทั้งการทำความรู้จักและเข้าใจตนเอง การอาศัยความรักและความเข้าใจจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และคนในชุมชน เพื่อให้คนวัยทองสามารถก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ไปได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723
Show Buttons
Hide Buttons