วัณโรค

เคยมั้ย? มีอาการไอแห้งๆ แต่มีเสมหะ น้ำหนักลด อย่ามัวแต่นิ่งนอนใจ เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายได้ อย่างวัณโรค ซึ่งเป็นโรคที่มิได้ห่างหายไปไหน หากยังพบว่าเป็นโรคที่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ทั้งในบ้านเราและทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก รายงานว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 16-20 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อ ทุกปีทั่วโลกจะมีผู้ป่วยรายใหม่ติดเชื้อกว่า 8 ล้าน 4 แสนคน โดยร้อยละ 95 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละประมาณ1 ล้าน 9 แสนคน ส่วนในประเทศไทยนั้นในปี 2556 พบผู้ป่วยวัณโรค 113,900 คน แต่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 67,000 คน ซึ่งปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 18 ของโลก (จากเดิมอยู่อันดับที่ 22) และมีปัญหาเชื้อดื้อยาจำนวนมากโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

สาเหตุที่ทำให้เกิดวัณโรคนั้นมาจากเชื้อแบคทีเรีย ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส  (Mycobacterium tuberculosis)หรือที่เรียกย่อๆว่า TB ซึ่งเชื้อนี้จะอยู่ในอากาศ โดยปกติก่อให้เกิดอาการป่วยที่ปอดแต่ยังสามารถส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของร่างกายได้ การติดเชื้อในคนเราส่วนมากส่งผลให้เกิดการติดเชื้อแบบแฝง และราวหนึ่งในสิบท้ายที่สุดเชื้อจะพัฒนาไปเป็นโรคที่มีฤทธิ์ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

แบบนี้สิ…เสี่ยงต่อเชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรคนี้จะกระจายจากผู้ป่วยด้วยการไอ จาม แม้แต่การพูดคุย สามารถออกมาทางน้ำลาย ทางเสมหะ และลอยในอากาศได้นานอีกด้วย ยิ่งถ้าอากาศถ่ายเทไม่ดี ไม่ค่อยมีแสง พวกตลาดสด โรงหนัง เครื่องบิน รถประจำทาง หากเราหายใจรับเชื้อเข้าไป จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย แต่ถ้าร่างกายเราแข็งแรงพอ ก็จะมีภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมเชื้อได้ แต่หากร่างกายอ่อนแอโดยเฉพาะคนแก่ หรือเด็กเล็ก ก็มีโอกาสได้รับเชื้อวัณโรคสูงรวมไปถึงผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากโรคนี้จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไปเช่นกัน

สัญญาณบ่งบอกถึงวัณโรค…

  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้ต่ำ หนาวสั่น และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ
  • ไอมีเสมหะและจะไอมากในเวลาเข้านอน ตื่นนอนตอนเช้าและหลังอาหาร
  • ไอเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากๆ จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆ หรือเลือดดำๆออกมาด้วย
  • เด็กมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย
  • ในรายที่เป็นน้อยๆ ผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ

วัณโรคส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนไหนบ้าง?

ปกติที่พบมากที่สุดนั้นก็คือที่ปอด ซึ่งการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดจากปอดไปสู่อวัยวะอื่นๆในร่ายกาย ได้ ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณปอดและลำคอก็อาจติดเชื้อได้ด้วย บางครั้งอาจพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรคได้ในเด็กที่เพิ่งได้รับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้เชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านการหายใจ โดยมีเพียง 1 ใน 10 ที่จะมีโอกาสติดเชื้อและเชื้อวัณโรคมักจะไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบนซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด โดยปกติแล้วเชื้อวัณโรคจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 4-8 สัปดาห์ จะทำให้เกิดการติดเชื้อเล็กน้อยขึ้น ซึ่งแทบจะไม่มีอาการ เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดีส่วนใหญ่การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ หลังจากนั้นหลายเดือนหรือหลายปี ร่างกายสามารถถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายๆอวัยวะหากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบๆทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะค่อยๆ มีอาการ

มาดูระยะการติดเชื้อวัณโรคกันหน่อยดีกว่า…

1. การติดเชื้อวัณโรคในระยะสงบ หมายถึง การที่คนๆ หนึ่งมีเชื้อวัณโรคอยู่ในตัว แต่ไม่เกิดโรคและไม่มีอาการป่วยใดๆ การติดเชื้อในระยะสงบสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ติดเชื้อยังสามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้อยู่ เชื้อแบคทีเรียสามารถอยู่ในร่างกายได้นานหลายปีโดยที่ไม่ทำให้เกิดโรคหรืออาการผิดปกติใดๆ

2.การติดเชื้อระยะป่วยเป็นโรคอาจมีการป่วยเป็นโรคขึ้นมาในภายหลังได้ หากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เชื้อวัณโรคที่อาศัยอยู่ในร่างกายอาจได้รับการกระตุ้นก่อให้เกิดวัณโรคและอาการที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและเชื้อวัณโรคร่วมกันมีแนวโน้มจะป่วยเป็นวัณโรคมากขึ้น สำหรับในบางคน ระยะป่วยเป็นโรคอาจเกิดขึ้นได้ภายหลังติดเชื้อวัณโรคเพียงไม่กี่สัปดาห์

ติดเชื้อวัณโรค…รักษาได้

ในปัจจุบัน วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นที่สุด 6 เดือน แต่บางรายอาจจะ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยด้วย ว่ากินยาครบตามที่แพทย์สั่งหรือไม่ ถ้ากินๆหยุดๆอาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อวัณโรคดื้อยาได้ จะทำให้ระยะเวลาการรักษายาวนานและการรักษายากมากยิ่งขึ้น โดยปกติแล้วผู้ป่วยวัณโรคจะกินยาวันละ 8-12 เม็ด นาน 6-8 เดือน อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม ก็ไม่ต้องกังวลไปเป็นผลข้างเคียงจากยา หลังจากผ่านไปสองอาทิตย์สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยหลายท่านคงเบื่อและไม่ชอบการกินยาซักเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างเยอะและต้องมีวินัย แต่เชื่อเถอะค่ะว่ากินแล้วส่งผลดีต่อตัวท่านเองแน่นอน ยาวัณโรคในปัจจุบันหลักๆ จะมีอยู่ 4ชนิด ได้แก่ Isoniazid, Rifampicin, pyrazinamide, Ethambutol ยาที่กล่าวมาในข้างต้นนี้มีผลข้างเคียงทุกตัว จึงต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ ถ้าซื้อหรือหามารับประทานเองอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ดูแลตัวเองยังไง…เมื่อป่วยเป็นโรคนี้

  • ต้องรับประทานยาให้ครบตามแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ก่อนได้รับการรักษา ผู้ป่วยควรแยกห้องนอน แยกภาชนะที่ใช้ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น หลังรับประทานยาไปแล้ว 2 สัปดาห์จึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ
  • ขณะไอหรือจามต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีน้ำยาทำลายเชื้อ แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝัง จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน โดยรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อ แข็งแรงดีแล้วจึงออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม
  • ควรอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ห้องที่อยู่ถ้าเลือกได้ ควรเป็นห้องอากาศโปร่ง มีหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  • ควรนำที่นอนผึ่งแดดบ้าง ที่นอน เสื้อผ้า ดูแลอย่าให้มีฝุ่นเพราะจะกระตุ้นให้ไอได้

คู่อันตราย…วัณโรคกับเอดส์

ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรค พบว่าวัณโรคจะมีผลเร่งให้การดำเนินโรคของเอชไอวีลุกลามสู่ระยะเอดส์เร็วขึ้น เนื่องจากว่าเชื้อวัณโรคจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ผลเสียกลับทำให้เกิดการกระตุ้นการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวีด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้นในด้านการรักษา ผู้ป่วยมักขาดยา กินยาไม่สม่ำเสมอ นำไปสู่การดื้อยา ทำให้มีอัตราการหายต่ำ และจะส่งผลให้อัตราการตายสูง นอกจากนี้ ยังพบอัตราการกลับมาเป็นวัณโรคซ้ำมากขึ้น รวมทั้งนำเชื้อวัณโรคดื้อยาแพร่กระจายแก่ผู้อื่นได้ง่าย

อย่าลืม!!…ป้องกันไว้ก่อน

  • วัคซีนบีซีจี (Bacillus Calmette – Guerin) ถือว่าเป็นวัคซีนพื้นฐานที่ต้องฉีดให้กับเด็กทารกแรกเกิดทุกคนภูมิคุ้มกันจะเกิดภายหลังฉีด 4-6 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 10 ปี วัคซีนจะให้ผลในการป้องกันวัณโรคได้ประมาณ 80% รวมถึงผู้ที่ทำการทดสอบปฏิกิริยาทางผิวหนังต่อเชื้อวัณโรค  หรือ Tuberculin skin test ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ ก็ต้องฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซ์เรยปอดหรือตรวจเสมหะ (AFBอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  • ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีไข้ต่ำๆโดยเฉพาะตอนบ่ายหรือค่ำ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ


ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723
Show Buttons
Hide Buttons