รักษาเส้นเลือดขอด เพื่อขาเนียนสวย


เส้นเลือดโป่งนูนเขียวคล้ำ เส้นเลือดเป็นฝอยแบบใยแมงมุมที่ขา แม้เป็นอาการของเส้นเลือดขอดที่ดูเหมือนไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่ก็ทำให้เรียวขาดูไม่สวยงาม ขาดความมั่นใจ หากปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมากขึ้นก็อาจเกิดอาการปวดขาเวลายืนนานหรือขาเป็นตะคริว จนถึงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ขาบวม ผิวหนังอักเสบ และมีแผลได้ มักสร้างความเจ็บปวดหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ ซึ่งการรักษาเส้นเลือดขอดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยคืนความมั่นใจ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด

หลากหลายวิธีรักษาเส้นเลือดขอด

การดูแลหลังรักษาเส้นเลือดขอด

รีวิวรักษาเส้นเลือดขอด

ราคา

เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร

การเกิดเส้นเลือดขอดมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ผู้ที่มียีนส์เส้นเลือดขอดจะมีความผิดปกติของโปรตีนที่ผนังหลอดเลือด ทำให้ส่งผลต่อวาล์วในเส้นเลือดดำ ทำให้ไม่สามารถสกัดกั้นการไหลย้อนของเลือดได้ ก็จะเกิดการคั่งของเลือดในหลอดเลือดส่วนปลายที่อยู่ใกล้ผิวหนัง เกิดเป็น เส้นเลือดขอด ที่มีลักษณะโป่งพองเป็นก้อน หรือเป็นเส้นเลือดฝอยแตกคล้ายแผนที่หรือใยแมงมุมนั่นเอง ซึ่งตำแหน่งที่พบเส้นเลือดขอดได้บ่อย คือ บริเวณน่อง, ขาพับ, โคนขาด้านนอก

ขนาดของเส้นเลือดขอด

โดยทั่วไป หลอดเลือดดำโป่งพองที่อยู่ใต้ผิวหนังจะแบ่งตามขนาดได้ ดังนี้

เส้นเลือดขอดขนาดเล็ก

หรือเส้นเลือดฝอยแตกจะมีขนาดเล็กกว่า 1 มม. (ประมาณเส้นด้าย)

เส้นเลือดขอดขนาดกลาง

หรือขนาดไส้ปากกา มีขนาด 1-3 มม.

เส้นเลือดขอดขนาดใหญ่

มีขนาดใหญ่มากกว่า 3 มม.ขึ้นไป

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด

  • กรรมพันธุ์ เป็นสาเหตุหลัก หากพ่อแม่เป็นเส้นเลือดขอด ลูกมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดด้วยประมาณ 40%
  • ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศชาย เนื่องจากผลของฮอร์โมนเพศหญิงมีผลโดยตรงขยายเส้นเลือด เพราะฉะนั้นการใช้ยาคุม, การให้ฮอร์โมนเพศหญิงในผู้หญิงวัยทอง ก็จะพบอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดขอดเพิ่มขึ้น
  • การตั้งครรภ์
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน คนที่มีน้ำหนักมากเกินทำให้แรงดันในเส้นเลือดดำสูงขึ้น จะเกิดการคั่งของเลือดบริเวณขามากขึ้น ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้
  • การทำงานที่ต้องยืน เดิน หรือนั่งนาน ๆ เช่น พนักงานขายสินค้า, พนักงานเก็บค่าโดยสาร, แพทย์ที่ทำผ่าตัด, พยาบาล, ทันตแพทย์, ครู, พนักงานต้อนรับ ฯลฯ
  • อายุที่มากขึ้น พบอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดขอดเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากความยืดหยุ่นของเส้นเลือดและความแข็งแรงของลิ้นหลอดเลือดลดน้อยลง
  • เชื้อชาติ พบว่าฝรั่งผิวขาว (คอเคซอยด์) พบอุบัติการณ์โรคเส้นเลือดขอดมากกว่าคนเอเชีย (มองโกลอยด์)
  • ทำพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เช่น สวมชุดที่คับเกินไปโดยเฉพาะบริเวณเอว ขาหนีบ เป็นต้น

สงสัย? เป็นเส้นเลือดขอดสังเกตอย่างไร

ถ้าเป็นเส้นเลือดขอดในระยะแรกจะเห็นหลอดเลือดโป่งพองสีคล้ำ ๆ ที่ขาเวลายืน โดยไม่มีอาการเจ็บปวด เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการปวดหน่วงหรือปวดเมื่อย เป็นตะคริว หรือเท้าบวมหลังจากยืนได้สักพัก และหากเป็นรุนแรงอาจมีผื่น, คัน, ผิวหนังอักเสบเกิดขึ้นในบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด หรือขาทั่วไปได้, เกิดอักเสบมีลิ่มเลือดอุดตัน, เป็นแผลเรื้อรัง หรือมีเลือดออก

หลากหลายวิธีรักษาเส้นเลือดขอด

ปัจจุบันการรักษาเส้นเลือดขอดหลายวิธี แพทย์จะใช้วิธีไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและลักษณะของเส้นเลือดขอด

กรณีเส้นเลือดขอด ขนาดเล็กและขนาดกลาง

1.สวมถุงน่องซัพพอร์ต, รับประทานยาบางชนิดเพื่อช่วยลดอาการ หรือใช้เครื่องกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดดำที่ขาวิธีนี้เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่ไม่ได้ทำให้เส้นเลือดขอดหายไป

2.การฉีดยาเข้าไปในเส้นเลือดขอด (Microsclerotherapy) เพื่อปิดการทำงานของหลอดเลือดดำที่โป่งพอง ทำให้หลอดเลือดดำหายไปได้ หรืออาจใช้เลเซอร์เป็นตัวช่วยเสริมในการรักษาก็ได้ การฉีดยารักษา ไม่ต้องมีการเตรียมตัวใดๆ ถ้ากังวลหรือกลัวเจ็บ แพทย์จะให้ยาที่ช่วยคลายกังวลและลดความเจ็บ ขั้นตอนการฉีดแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กมากฉีดยาเข้าไปในเส้นเลือดขอด หลังทำอาจเกิดรอยช้ำตรงตำแหน่งที่ฉีดได้ แต่จะหายไปเองภายใน 2 – 3 สัปดาห์ หลังการรักษาควรสวมถุงน่องซัพพอร์ตขาไว้ประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ สามารถออกกำลังกายและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ การรักษาควรทำประมาณ 3 – 5 ครั้ง ห่างกัน 2 – 4 สัปดาห์ จะช่วยให้เส้นเลือดขอดดีขึ้นได้ 80 – 90%

กรณีเส้นเลือดขอด ขนาดใหญ่

1. การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือ คลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) แพทย์จะฉีดยาชา และใช้เข็มสอด 1 จุด จากนั้นจะสอดสายเล็ก ๆ เข้าไปในเส้นเลือดขอดผ่านรูเข็มแล้วฉายเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุรักษาเส้นเลือดขอดถึงต้นตอภายใน เส้นเลือดขอดก็จะยุบหายได้ ทำเสร็จสามารถกลับบ้านได้เลย ระยะพักฟื้นสั้น ประมาณ 1-2 วัน ก็เริ่มกลับไปทำงานได้

2. การฉีดโฟมเข้าเส้นเลือดขอด โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ช่วยระบุตำแหน่ง และสอดสายสวนเข้าเส้นเลือด (Catheter-directed Foam Sclerotherapy) ก่อนฉีดแพทย์จะอัลตราซาวด์ดูตำแหน่งของเส้นเลือดขอดแต่ละเส้น เพื่อให้สามารถสอดสายสวนและฉีดโฟมเข้าเส้นเลือดได้อย่างแม่นยำ การฉีดโฟมจะช่วยให้เส้นเลือดขอดปิดตัว และฝ่อแฟบไป ทำให้หลอดเลือดขอดหายไปได้

3. การกรอผนังเส้นเลือดและพ่นยาทับ (Mechanochemical Ablation, MOCA)โดยแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในเส้นเลือดผ่านสายสวน ซึ่งมีหัวกรอแบบกรอฟันอยู่ที่ปลายสายเพื่อปิดเส้นเลือดและช่วยกระจายยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา โดยขั้นตอนการรักษา แพทย์จะนำสายสวนเข้าไปในเส้นเลือดผ่านภาพจากเครื่องอัลตราซาวด์ จากนั้นจะปั่นหัวกรอที่อยู่ที่ปลายสายสวนและฉีดพ่นยาเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งการใช้เครื่องอัลตราซาวด์จะช่วยให้ฉีดยาได้เหมือนตาเห็น จึงสามารถตามฉีดเข้าเส้นเลือดขอดได้ถึงต้นตอ ไม่ใช่แค่เฉพาะเส้นเลือดขอดที่มองเห็น หลังการรักษาผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ จะช่วยให้เส้นเลือดขอดขนาดใหญ่ยุบหายลงได้ การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีแผลจุดเดียว ขนาดเล็ก จึงเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องรอยแผลเป็นหลังทำ

4. การใช้สารยึดติดทางการแพทย์ (กาว) รักษาเส้นเลือดขอด (Cyanoacrylate Glue) เป็นการรักษาโดยการใช้สารยึดติดทางการแพทย์เพื่อปิดหลอดเลือดดำที่มีปัญหา ซึ่งสารยึดติดนี้เป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในทางการแพทย์ ถูกพัฒนาในการติด/ปิดแผล จึงไม่เป็นอันตราย โดยหลังการรักษา อาการที่เกิดจากเส้นเลือดขอดจะดีขึ้นทันทีหลังทำ มีแผลขนาดเล็กเพียงจุดเดียว ไม่ก่อให้เกิดแผลฟกช้ำ ไม่ต้องพักฟื้น และไม่ต้องสวมถุงน่องหลังทำ (วิธีอื่นๆ ต้องสวมอย่างน้อย 1-3 สัปดาห์) ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

5. การผ่าตัด แบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่

  • การผ่าตัดลอกเอาเส้นเลือดขอดออก (High Ligation and Stripping) วิธีนี้จะใช้การบล็อกหลังหรือดมยาสลบ โดยแพทย์จะเปิดแผลที่ขาหนีบ ยาวประมาณ 4 – 5 ซม. และใต้เข่า ยาวประมาณ 1 – 2 ซม. แล้วทำการผูกและตัดหลอดเลือดดำที่โป่งพองออก หลังทำต้องนอน รพ. 1- 2 คืน และกลับไปพักต่อที่บ้านประมาณ 7 – 14 วัน
  • การเจาะเอาเส้นเลือดขอดที่ตื้นๆ ออก (Phlebectomy) เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษดูดเจาะเส้นเลือดขอดที่โป่งนูนออก โดยการให้ยาชาและเปิดแผลเล็กๆ ด้วยเครื่องมือพิเศษ ไม่ต้องเย็บแผล ไม่ต้องตัดไหม ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่ รพ

การดูแลหลังรักษาเส้นเลือดขอด

  1. งดการยกของหนักหรือยืนนาน ๆ เป็นเวลา 3-7 วัน
  2. ควรใส่ผ้ายืดหรือซัพพอร์ตในบริเวณที่ทำการรักษาเพื่อประคองกล้ามเนื้อและเส้นเลือดบริเวณนั้น โดยระยะเวลาที่ใส่อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์
  3. ในกรณีฉีดยารักษา ควรออกกำลังกายด้วยการเดินทุกวันเพื่อกระตุ้นให้ยากระจายตัวและกระตุ้นการหายของหลอดเลือดดำอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษา แต่หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษาสามารถโทรสอบถามหรือมาพบแพทย์ก่อนวันนัดได้

ดูแลตัวเองดี ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  1. เลี่ยงการยืน นั่ง หรือเดินนานๆ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ทุกครึ่งชั่วโมง เลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เช่น สวมชุดที่คับเกินไป เป็นต้น
  2. ออกกำลังกาย เพื่อให้ขาได้เคลื่อนไหวเพื่อให้เลือดไหลเวียนสะดวก
  3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์เหมาะสม ถ้าน้ำหนักมากควรลดด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือปรึกษาแพทย์
  4. ระหว่างวันควรหาเวลาพักขา โดยยกขาพาดให้สูง ตอนกลางคืนนอนยกขาสูงกว่าระดับหัวใจโดยวางขาบนหมอนตั้งแต่ข้อพับขาถึงปลายเท้า
  5. ใส่ถุงน่องทางการแพทย์ป้องกันการเกิด เส้นเลือดขอด คุณสมบัติของถุงน่องประเภทนี้จะไล่ระดับความแน่นตั้งแต่บริเวณข้อเท้าขึ้นมา จึงช่วยไล่เลือดให้ไหลกลับเข้าสู่หัวใจไม่ให้คั่งอยู่บริเวณขา และยังช่วยซับแรงลดอาการเมื่อยล้าของขาได้ การใส่ถุงน่องควรสวมก่อนออกไปทำงาน ระหว่างวันก็ไม่ยืนหรือนั่งนาน ๆ หาโอกาสขยับแข้งขยับขาบ่อย ๆ ระหว่างพักก็บีบนวดขาเบา ๆ ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

หลายคนคงเห็นแล้วว่าการรักษาเส้นเลือดขอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ฉะนั้น อย่าปล่อยให้ เส้นเลือดขอด เป็นอุปสรรคความงามของขา จนต้องพึ่งพากางเกงขายาวปกปิดไว้อีกต่อไป

รีวิวรักษาเส้นเลือดขอด



รักษาเส้นเลือดขอด ราคา

ฉีดยารักษาเส้นเลือดขอดขนาดเล็ก กลาง และใหญ่

600 บาท/ 1 ml.

ผ่าตัดเส้นเลือดขอด

54,000 บาท/ ขา 1 ข้าง
96,000 บาท/ ขา 2 ข้าง

รักษาเส้นเลือดขอด ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ/ เลเซอร์

69,000 บาท/ ขา 1 ข้าง
105,000 บาท/ ขา 2 ข้าง

การฉีดยารักษาเส้นเลือดขอด โดยผ่านสายสวน (Clarivein)

69,000 บาท/ ขา 1 ข้าง
105,000 บาท/ ขา 2 ข้าง

รักษาเส้นเลือดขอด ด้วยสารยึดติดทางการแพทย์

110,000 บาท/ ขา 1 ข้าง
140,000 บาท/ ขา 2 ข้าง