รมยา ด้วยแพทย์แผนจีน

การรมยา หรือ การเผาสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาตามแนวทางแพทย์แผนจีน โดยใช้แพทย์แผนจีน, สมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “โกฐจุฬาลัมพา” หรือ “อ้ายเย่” โดยอาศัยความร้อนเผาที่ตัวยาสมุนไพร แล้วส่งผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังบริเวณจุดฝังเข็มตามตำแหน่งของเส้นลมปราณ เพื่อให้ความร้อนไปขจัดความชื้น ความหนาวเย็นออกจากร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพื่อการรักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพ และปรับสมดุลของร่างกาย มักใช้ควบคู่กับการฝังเข็มที่เรียกกันว่า ฝังเข็มรมยา

ประโยชน์ของการรมยา

การรมยาช่วยอบอุ่นเส้นลมปราณ ขับความเย็นในร่างกาย จึงใช้ในการรักษาโรคที่มีความเย็นสะสม หรือโรคความเย็นอุดกั้น ซึ่งทำให้เกิดอาการติดขัดต่างๆ เช่น อาการปวดต่างๆ ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ ปวดท้อง ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ กระดูกงอกจากแคลเซียมเกาะ รักษาโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายบิด

การรมยาช่วยพยุงพลังหยาง ป้องกันอาการอวัยวะภายในหย่อน จึงใช้ในแผนการรักษาผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ตกขาว มดลูกหย่อน ตกเลือด ช่วยสลายก้อน ขับอาการคั่งค้าง จึงใช้ในการรักษาผู้ป่วยฝีเต้านมระยะแรก ใช้ในการรักษาโรคระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน หรือโรคที่พบมากในทางนรีเวช  นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมบำรุงร่างกาย จึงเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานโรคในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นไข้หวัดเป็นประจำ โรคภูมิแพ้จมูก รักษาอาการไอ หืดหอบ ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ รวมถึงผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และยังสามารถป้องกันโรคระบาดได้ด้วย

ประโยชน์ของการรมยาคือช่วยปรับสมดุลของร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ บำรุงพลังชี่และขจัดสารพิษภายในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานและเส้นลมปราณ ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกและมีสมรรถภาพดีขึ้น จึงมีผลทั้งในเรื่องการรักษาโรคและป้องกันโรค ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการรมยามีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาว

วิธีการรมยา

ก่อนทำการรมยา แพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วยและจับชีพจร (แมะ) เพื่อวินิจฉัยโรค จากนั้นแพทย์จะทำการรักษาโดยพิจารณาถึงวิธีที่เหมาะสม ซึ่งการรมยาจะเริ่มจากหยางไปหยิน จากด้านหลังไปด้านหน้า จากบนลงล่าง คือจากบริเวณศีรษะไปยังลำตัว และไปบริเวณแขนขา โดยเริ่มจากด้านซ้ายไปด้านขวาตามลำดับ การรมยาในแต่ละจุดใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยวิธีการรมยามี 3 วิธี ดังนี้

1. รมที่เส้นลมปราณโดยตรง

โดยใช้ผงยารมที่เป็นก้อนหรือรูปกรวย จุดแล้ววางบนร่างกาย โดยให้ด้านที่ติดไฟอยู่ด้านบน ไม่สัมผัสร่างกาย เมื่อด้านที่ติดไฟใกล้ผิวหนังมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้ป่วยรู้สึกร้อน จึงเอาอันเดิมออก และเปลี่ยนอันใหม่มารมแทน รมยาจนผิวเริ่มแดง หรือทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

2. รมผ่านสมุนไพรบางชนิด

เช่น ขิง เกลือ กระเทียม โดยวางสมุนไพรบนร่างกายตำแหน่งที่ต้องการรมยา แล้วจึงวางผงยารมที่เป็นก้อนหรือรูปกรวยทับลงบนแผ่นสมุนไพร จุดไฟรมยา เมื่อผู้ป่วยรู้สึกร้อนให้ยกยารมออก แล้วเปลี่ยนใหม่ จนผิวเริ่มแดง หรือทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

3. รมยาชนิดแท่ง

มีลักษณะเป็นแท่งยาวคล้ายมวนบุหรี่ โดยจุดให้เป็นไฟคุที่แท่งรมยา แล้วนำไปรมยังจุดที่รักษา ห่างผิวหนังอย่างเหมาะสม จนผิวเริ่มแดงระเรื่อ จึงเอาอันเดิมออก และเปลี่ยนอันใหม่มารมแทน ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน

การรมยาอาจทำให้เกิดการพุพอง ตุ่มน้ำใส หรือเป็นรอยไหม้บริเวณที่ทำการรมยา ทางโรงพยาบาลได้เตรียมป้องกัน โดยการประเมินผิวหนังเป็นระยะขณะกำลังทำหัตถการและมีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ในระหว่างการรมยา หากผู้ป่วยรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนังเกินไป ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บทางผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นได้ ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก คือ การเกิดผิวหนังอักเสบ ซึ่งแพทย์จะหลีกเลี่ยงการรมยาในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแพ้ง่าย อักเสบ บวมน้ำ หรือมีบาดแผลในบริเวณที่จะทำการรักษา เพื่อป้องกันผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

การเตรียมตัวก่อนการรักษา

ก่อนทำการรมยาผู้ป่วยควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยการรับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรปล่อยให้หิวหรืออิ่มเกินไป ควรรับประทานอาหารมาก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย ทำกิจกรรม หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เสียเหงื่อในปริมาณมาก หากมีโรคประจำตัวสามารถรับประทานยาได้ตามปกติ ควรพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่มีอาการอ่อนเพลีย

มีข้อห้ามทำการรักษาด้วยวิธีรมยา ในผู้ป่วยที่มีอารมณ์แปรปรวน ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มีสติไม่สมประกอบ ผู้ที่มีแผลหรือการบาดเจ็บทางผิวหนังหรือประสาทรับความรู้สึก เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก เป็นต้น สำหรับสตรีมีครรภ์ไม่ควรรมยาบริเวณท้องและเอว

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังการรมยา

ในระยะแรกหลังการรมยา ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว หากรมยานานมากเกินไป อาจทำให้เกิดตุ่มน้ำพองเล็กๆ ขึ้นบริเวณที่รักษา ให้ระวังอย่าถูกหรือขยี้จนแตก ปล่อยให้ยุบเอง และสามารถหายได้เองภายใน 2-3 วัน ส่วนการปฏิบัติตัวอื่นๆ หลังการรมยา มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น ควรดื่มน้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเป็นเวลา 1 วัน เพราะการดื่มน้ำอุ่นจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกได้โดยง่าย
  • งดอาบน้ำหรือตากแอร์เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หลังจากรมยา
  • ควรพักผ่อนหลังจากรมยา เพราะการรมยาอาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการอ่อนเพลียได้
  • แพทย์จะนัดหมายให้มารมยาต่อเนื่องภายใน 3 วันแรก จากนั้นอาจแนะนำให้รมยาสลับวันเว้นวัน หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ก่อนเวลานัดหมาย
  • อาการผิดปกติที่ควรโทรสอบถามหรือมาพบแพทย์ เช่น มีอาการบวม แดง ร้อน มากผิดปกติ หรือมีไข้สูง

ผลการรักษาโดยวิธีการรมยานั้น ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ป่วย อายุผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และสภาพจิตใจของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมารับการรักษาต่อเนื่องร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์ จะทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในผู้ป่วยที่ไม่พร้อมรมยา สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่นตามแนวทางแพทย์แผนจีน อาทิ ประคบด้วยสมุนไพร  อบความร้อนด้วยโคม  การใช้ยาสมุนไพรจีน เป็นต้น หรือการรักษาโรคตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ค่าแมะ 300 บาท
ฝังเข็ม (แพทย์แผนจีน) 800 บาท
รมยา (ครั้ง) 350 บาท
อบความร้อนด้วยโคม (ชม.) 200 บาท
ครอบแก้ว (ส่วน) 400 บาท
กวาซา (ส่วน) 400 บาท
ปล่อยเลือด (จุด) 200 บาท
นวดกดจุด (ครั้ง) 600 บาท
เมล็ดผักกาดแปะหู (ครั้ง) 300 บาท
ประคบด้วยยาสมุนไพร (ส่วน) 400 บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons