เมื่อเอ่ยถึง ‘มะเร็ง’ หลายคนมักนึกถึงเนื้อร้ายหรือการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะสำคัญอย่างเต้านม ตับ ลำไส้ ปอด ฯลฯ แต่สำหรับอวัยวะในช่องปากอย่างลิ้นที่มีความสำคัญในการบดเคี้ยวอาหารและการพูดกลับได้ยินไม่บ่อยนัก ตามสถิติมีไม่น้อย อย่างไรก็ตาม มะเร็งลิ้นมักเริ่มต้นจากการมีฝ้าขาว รอยแดง หรือแผลในช่องปากที่ไม่หายขาด จนลุกลามกลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากลิ้นใช้ทั้งบดเคี้ยวอาหาร กลืน พูด เป็นอวัยวะที่มีเส้นประสาทและเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้มากกว่า

มะเร็งลิ้น (Tongue cancer) จัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งช่องปากที่พบบ่อยมากที่สุด เนื่องจากสารก่อมะเร็งที่รับไม่ว่าจะมาจากบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์จะอยู่น้ำลายและกองอยู่บริเวณใต้ลิ้นและข้างลิ้น ดังนั้นลิ้นและพื้นใต้ลิ้นจะสัมผัสสารก่อมะเร็งตลอด เกิดจากเซลล์ภายในลิ้นเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อหรือแผลบริเวณลิ้น ทั้งยังสามารถลุกลามไปยังลำคอหรือต่อมน้ำเหลืองได้ ส่วนใหญ่เป็นเซลล์มะเร็งชนิดสความัสเซลล์คาร์ซิโนมา (squamous cell carcinoma)
มีฝ้าขาว รอยแดง หรือมีแผลขอบนูน หรือก้อนเนื้อที่ลิ้น เจ็บลิ้น มีเลือดออกง่าย และไม่หายไปภายใน 2 – 4 สัปดาห์ โดยปกติหากลิ้นเป็นแผล ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตามสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ กรณีเกิดแผลเรื้อรังแต่ไม่เจ็บ ลักษณะแผลที่พบมักมีขอบแข็ง ไม่เรียบ อาจนูนขึ้นหรือลึกลง รูปทรงคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ
พบฝ้าแดง หรือฝ้าขาวที่ลิ้น เป็นเรื้อรังไม่หายขาด
เจ็บคอเรื้อรัง
ปากชาเรื้อรัง ลิ้นชา หรือขยับได้น้อยลง บ่งชี้ว่ามะเร็งอาจลุกลามไปยังเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ บริเวณลิ้น
อาจมีต่อมน้ำเหลืองใต้คางหรือข้างคอบวมโตแสดงว่าเกิดการกระจายของเซลล์มะเร็งแล้ว
ปัญหาในการบดเคี้ยวและกลืนอาหารลำบาก
การสูญเสียเนื้อลิ้น อาจมีผลต่อการพูด พูดลำบาก ออกเสียงไม่ชัดเจน มีเสียงแหบ หรือมีผลต่อการรับประทานอาหาร แต่เนื้อลิ้นส่วนที่ยังอยู่จะสามารถรับรสชาติได้เท่าหรือใกล้เคียงของเดิม
สูบบุหรี่ต่อเนื่องยาวนาน จนสารเคมีในบุหรี่ เช่น นิโคติน ทาร์ ระคายเคืองในช่องปากและลำคอ รวมถึงการเผาไหม้ของของเหลวในบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์ จนนำไปสู่การเกิดมะเร็ง งานวิจัยพบว่า หากสูบบุหรี่เกิน 30 มวนต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลิ้นได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า
เคี้ยวหมาก ทำให้ระคายเคืองเนื้อเยื่อในช่องปาก เพราะในหมากมีสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า ‘ไนโตรซามีน’ ทำให้โปรตีนในช่องปากเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้
มีแผลเรื้อรังที่ลิ้น เช่น มีฟันผุ ขอบฟันคมจนทำให้เกิดแผลที่ลิ้น ซึ่งส่งผลต่อการอักเสบเรื้อรัง
มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยมะเร็งในช่องปากหรือมะเร็งลิ้นมาก่อน
การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 มีที่มาจากเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากหรือลิ้น (Oral sex) สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งบริเวณลำคอและโคนลิ้น
เบื้องต้นแพทย์จะตรวจประเมินขนาดของก้อนหรือแผล และตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา อาจทำ CT Scan หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI ร่วมด้วย เพื่อดูขนาดของก้อนเนื้อเพิ่มเติม
การผ่าตัดมะเร็งที่ลิ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อมะเร็งขนาดเล็กและยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น แพทย์จะรักษาด้วยการผ่าตัดขนาดเล็ก เพื่อนำก้อนเนื้อมะเร็งบริเวณลิ้นออก กรณีที่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น แพทย์อาจต้องตัดบางส่วนของลิ้น เนื้อเยื่อ หรือต่อมน้ำเหลือง บริเวณใกล้เคียงออกไปด้วย
กรณีคลำพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโต แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองออก เพื่อควบคุมมะเร็งลิ้นไม่ให้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ
หากสูญเสียเนื้อลิ้นมาก อาจจำเป็นต้องนำเนื้อเยื่อบริเวณอื่นมาซ่อมแซม เพื่อให้ลิ้นมีรูปร่างและทำงานใกล้เคียงภาวะปกติ เช่น ผิวหนังบริเวณต้นขา หน้าแข้ง แขนด้านใน มาซ่อมแซม โดยย้ายเนื้อเยื่อของ ร่างกายพร้อมกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง ทั้งเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งและต่อเส้นเลือดเข้าด้วยกัน

แนวทางการป้องกันโรคมะเร็งลิ้น?
– งดสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
– เลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
– ไม่แปรงฟันหรือแปรงลิ้นแรงจนเกินไป
– ดูแลสุขภาพช่องปาก เหงือกและฟันอย่างต่อเนื่อง ตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน
– ฉีดวัคซีน HPV (ลดความเสี่ยงมะเร็งโคนลิ้น)
– รับประทานผักและผลไม้สม่ำเสมอ

แนวทางการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมะเร็งลิ้น?
– หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน มีอุปกรณ์การแพทย์ติดตัว ได้แก่ สายยางให้อาหารทางจมูก และมีท่อหลอดลมคอ
– หลังผ่าตัด 1-3 วันแรก ควรนอนศีรษะสูงโดยใช้หมอนหนุนหรือปรับที่นอนให้ศีรษะสูงประมาณ 30-40 องศา เพื่อลดอาการบวม
– งดน้ำและอาหารจนกว่าแผลที่ลิ้นจะสมาน ควรบ้วนปากบ่อย ๆ เพื่อลดอาการปากแห้งและลดความเสี่ยงแผลติดเชื้อ เพราะจะมีการบวมของเนื้อเยื่อ อ้าปากได้น้อยทำความสะอาดในช่องปากได้ยาก และมีการสะสมของแบคทีเรียในน้ำลาย
– เมื่อแพทย์อนุญาตให้ทานอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่ควรทานอาหารร้อนจนเกินไป เพราะจะทำให้ไหมละลายได้ เน้นทานอาหารอ่อนจำพวกโจ๊กหรือข้าวต้ม ใช้ช้อนด้ามยาวทานคำน้อย ๆ ช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวไปบริเวณลำคอด้านหลังได้ดี
– ห้ามขากเสมหะแรง ๆ แผลที่คอห้ามสัมผัสน้ำ ไม่แคะ/แกะ/เกา อาจทำให้แผลติดเชื้อได้
– หากแผลที่ลิ้นมีเลือดไหลออกมาก มีกลิ่นเหม็น แผลที่คอบวม ใบหน้าบวม มีอาการปวดบวม มีไข้ ผิวหนังแดงร้อน เริ่มรู้สึกหายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์

ความแตกต่างระหว่างแผลร้อนในกับแผลมะเร็งลิ้น?
– แผลร้อนในจะมีขนาดค่อนข้างเล็กและตื้น ก้นแผลเป็นสีค่อนข้างเหลืองหรือสีเทา ขอบจะแดง นูนเล็กน้อย รู้สึกเจ็บ ขณะที่แผลมะเร็งลิ้นจะเป็นก้อนนูนและแข็ง
– แผลร้อนในที่ไม่รุนแรง ขนาดเล็ก 1 เซนติเมตร มักจะหายเองภายใน 7-10 วัน หากมากกว่า 2 สัปดาห์ไม่หาย อาจจะไม่ใช่แผลร้อนในแต่อาจเป็นมะเร็งลิ้นหรือมะเร็งช่องปากระยะเริ่มต้นได้ หรือโรคความผิดปกติระบบภูมิคุ้มกัน