‘มะเร็งถุงน้ำดี’ ถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก ทำให้หลายคนประเมินตัวเองว่าเป็นแค่นิ่ว กรดไหลย้อน หรือโรคกระเพาะธรรมดา เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด กว่าจะตรวจพบก็ตอนที่โรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า จากข้อมูลเชิงสถิติพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3-4 เท่า

ถุงน้ำดีอยู่ใต้ตับ เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายลูกแพร์ซึ่งอยู่ใต้ตับในช่องท้องส่วนบน ถุงน้ำดีเก็บน้ำดีซึ่งเป็นของเหลวที่ตับสร้างขึ้นเพื่อย่อยไขมัน เมื่ออาหารถูกทำลายในกระเพาะอาหารและลำไส้ น้ำดีจะถูกปล่อยออกจากถุงน้ำดีผ่านท่อที่เรียก ‘ท่อน้ำดีร่วม’ เชื่อมต่อถุงน้ำดีและตับเข้ากับส่วนแรกของลำไส้เล็ก
มีติ่งเนื้อบริเวณถุงน้ำดี (Gallbladder Polyp) คือ ติ่งเนื้อหรือโพลิป (Polyp) ที่ตรวจพบได้จากอัลตรา ซาวนด์ เป็นชิ้นเนื้อขนาดเล็กที่ยื่นออกมา อยู่ติดกับผนังถุงน้ำดี ไม่มีการเคลื่อนไหว
มีหินปูนเกาะผนังถุงน้ำดี (porcelain gallbladder) ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง ก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไปถึง 38 เท่า
โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ผู้ที่มีถุงน้ำในท่อน้ำดี (Biliary Cysts) หรือมีโครงสร้างท่อน้ำดีและตับ อ่อนเชื่อมต่อกันผิดปกติ ทำให้น้ำย่อยจากตับอ่อนไหลย้อนเข้าไปกัดกร่อนถุงน้ำดีจนอักเสบเรื้อรัง
การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น การเป็นพาหะของเชื้อไทฟอยด์ หรือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ
น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว
การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงต่อเนื่อง หรือการได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน พบในอาหารหมักดอง หรือปลาน้ำจืดดิบ
การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องยาวนาน
ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 3-4 เท่า สันนิษฐานว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนกระตุ้นให้ตับ ผลิตคอเลสเตอรอลออกมาในน้ำดีมากขึ้นจนเกิดนิ่วและการอักเสบ
ผู้หญิงอายุ 50 ปี ขึ้นไปที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
ผู้หญิงที่ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว หมดประจำเดือนช้า เคยตั้งครรภ์และคลอดบุตรหลายครั้ง
ผู้ที่เคยมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งถุงน้ำดี
มักพบในผู้ที่มีอายุ 60-70 ปีขึ้นไป
ปวดท้องด้านขวา แน่นท้อง จุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง บางครั้งอาจปวดร้าวไปที่หลังหรือสะบักขวา คลำพบก้อนในช่องท้อง
ตัวเหลือง ตาเหลืองจากอาการดีซ่าน เมื่อก้อนเนื้ออุดตันท่อน้ำดี สารบิลิรูบินจะค้างในกระแสเลือด ทำให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
อุจจาระสีอ่อน ปัสสาวะสีเข้ม เนื่องจากน้ำดีลงไปไม่ถึงลำไส้
คันตามผิวหนังจากน้ำดีคั่ง โดยเฉพาะเวลากลางคืน
คลื่นไส้อาเจียน มีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา
การตรวจเลือด นำตัวอย่างเลือดไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น ดีซ่าน ค่าการทำงานของตับ เป็นต้น
การอัลตราซาวนด์ เป็นการวินิจฉัยขนาดของถุงน้ำดีว่ามีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ และสำรวจการทำงานของตับ
การถ่ายภาพทางรังสีด้วยเครื่องซีทีสแกน (CT Scan) ตรวจตำแหน่งที่มีเซลล์มะเร็ง เพื่อทราบขนาด ของมะเร็ง และลุกลามไปยังส่วนต่างๆของร่างกายหรือไม่
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สร้างภาพเนื้อเยื่อภายในร่างกายโดยใช้ MRI หาเซลล์มะเร็งถุงน้ำดีอย่างละเอียด
ระยะที่ 1 มะเร็งในถุงน้ำดียังไม่แพร่กระจาย หากได้รับการรักษายังมีโอกาสหายขาดได้
ระยะที่ 2 มะเร็งเริ่มลุกลามออกทางผนังชั้นนอกของถุงน้ำดีแต่ไม่ถึงตับ
ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลือง และตับ
ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆทั่วร่างกาย
การผ่าตัดถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อบางส่วนรอบๆ ออก ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงอาจถูกเอาออกด้วย หากมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น การผ่าตัดบายพาสทางเดินน้ำดี การผ่าตัดใส่ขดลวดส่องกล้อง และการระบายน้ำดีผ่านผิวหนังผ่านผิวหนัง เป็นต้น
การบำบัดด้วยรังสี เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งหรือป้องกันไม่ให้เซลล์เติบโต
เคมีบำบัดคือการรักษามะเร็งที่ใช้ยาเพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ไม่ว่าจะโดยการฆ่าเซลล์หรือหยุดการแบ่งเซลล์ เมื่อให้เคมีบำบัดทางปากหรือฉีดเข้าไปในหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ ยาจะเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถเข้าถึงเซลล์มะเร็งทั่วร่างกายได้
การรักษาด้วยยามุ่งเป้า ในระยะลุกลามเฉพาะที่ซึ่งไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการผ่าตัด
การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน คือการรักษาที่ใช้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
โปรแกรมอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน
2,500 บาท
ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี แบบเปิดช่องท้อง พัก 3 คืน
89,000 บาท
ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี แบบส่องกล้อง พัก 3 คืน
140,000 บาท

แนวทางการป้องกันโรคมะเร็งถุงน้ำดี?
– ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ความอ้วนส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของนิ่วและการอักเสบเรื้อรัง
– รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงช่วยให้การทำงานของน้ำดีและระบบขับถ่ายดีขึ้น
– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง อาหารทอด หรือเนื้อสัตว์ติดมันซึ่งกระตุ้นให้ถุงน้ำดีทำงานหนัก
– หลีกเลี่ยงการทานปลาน้ำจืดแบบดิบเพราะการติดเชื้อพยาธิจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระบบน้ำดี
– หากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี แม้จะยังไม่ปวด แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง
– การอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อตรวจดูนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติของผนังถุงน้ำดี