หากสังเกตว่ามีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แต่ไม่ใช่ประจำเดือนในปริมาณมากเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปากมดลูกอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก และโรคมะเร็งระบบสืบพันธุ์ได้ ภาวะนี้บางรายอาจหายได้เอง แต่หากมีเลือดออกทางช่องคลอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจำเป็นต้องควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษา
เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เป็นภาวะที่ร่างกายของผู้หญิงอาจจะมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดในช่วงไม่มีประจำเดือน หรือเลือดออกมาต่อเนื่องมากกว่าปกติในช่วงที่มีประจำเดือน เลือดออกทั้งที่ยังไม่ถึงวัยมีประจำเดือน หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว รวมทั้งเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพ ถือว่าร่างกายมีความผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณอันตรายหรือเสี่ยงโรคร้ายตามมาได้ ทั้งนี้ เลือดออกทางช่องคลอด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
เลือดออกทางช่องคลอดปกติ (Normal Vaginal Bleeding) หรือประจำเดือน ตามปกติ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีประจำเดือนทุก ๆ 21-35 วัน เลือดประจำเดือนในแต่ละรอบจะไม่เกิน 5-7 วัน แต่ละรอบเดือนรังไข่จะผลิตไข่เพื่อปฏิสนธิกับอสุจิ กรณีไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ เยื่อบุมดลูกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับตัวอ่อนจะสลายออกมาเป็นประจำเดือน โดยระยะเวลาของรอบเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นกับร่างกายของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุ ความเครียด อาหาร การออกกำลังกาย และพันธุกรรม ประจำเดือนจะมีจนถึงอายุประมาณ 45-55 ปี หรือจนถึงวัยหมดประจำเดือน
เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ (Abnormal Vaginal Bleeding) เลือดที่ไม่ใช่ประจำเดือน เช่น เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ เลือดออกหลังเข้าวัยทอง เลือดออกทางช่องคลอดก่อนอายุ 9 ปี ที่ยังไม่ควรมีประจำเดือน ถือเป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง เพราะวัยนี้ยังไม่เข้าสู่กระบวนการเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติ การมีเลือดออกในช่วงวัยนี้อาจเกิดจากปัญหาฮอร์โมนหรือความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ได้
มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แต่ไม่ใช่ประจำเดือนในปริมาณมาก (โดยเฉลี่ยจะมีการเสียเลือดประมาณ 30-40 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน) จนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์
ปวดท้องน้อย หรือปวดอุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรง
วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
มีไข้
มีภาวะซีดผิดปกติ
การคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน เช่น ยาเม็ด แผ่นแปะ การฉีด สังเกตได้ช่วง 3 เดือนแรกของการใช้ ฮอร์โมนส่วนเกินอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเยื่อบุโพรงมดลูก
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในเทียม
ติดเชื้อบริเวณปากมดลูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูก ก่อให้เกิดการอักเสบและมีเลือดออกได้ สาเหตุของการติดเชื้อ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
ความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก อักเสบ การติดเชื้ออักเสบของปากมดลูก เป็นต้น
ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคเลือด โรคตับ โรคไต ภาวะพร่องไทรอยด์ เป็นต้น อาจส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและการแข็งตัวของเลือด
เนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็งแต่เติบโตอยู่ในเยื่อบุหรือกล้ามเนื้อของมดลูก
มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แต่ไม่ใช่ประจำเดือนในปริมาณมาก (โดยเฉลี่ยจะมีการเสียเลือดประมาณ 30-40 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน) จนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์
กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ (PCOS) เกิดจากรังไข่ขยายใหญ่ขึ้นด้วยถุงน้ำที่ล้อมรอบไข่ บางครั้งมีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนขาดไปหลายเดือน แล้วกลับมาออกมากผิดปกติ
ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชาย หรือแอนโดรเจน (Androgen) มากเกินไปจนทำให้ไม่มีประจำเดือน
มะเร็งของระบบสืบพันธุ์ รวมถึงมะเร็งมดลูก พบได้บ่อยในผู้หญิงที่ผ่านวัยหมดประจำเดือนแล้ว
ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด การแท้งบุตร
สาเหตุอื่น ๆ เช่น ออกกำลังกายหักโหม สอดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลงผิดปกติ มีแผลฉีกขาดในช่องคลอด เป็นต้น
ตรวจภายในหาความผิดปกติบริเวณช่องคลอด ปากมดลูก หรืออัลตราซาวนด์ดูความผิดปกติภายในโพรงมดลูก ตัวมดลูก รังไข่ มีการประเมินดูความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยเก็บตัวอย่างจากปากมดลูก นำไปตรวจหาการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมะเร็งปากมดลูก
ส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกด้วยเครื่องมือขนาดเล็ก (Office Hysteroscopy) ดูความผิดปกติภายในโพรงมดลูก ผ่านหน้าจอแสดงผล
ตรวจการตั้งครรภ์ เพื่อหาภาวะตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ท้องลม, แท้งคุกคาม
ตรวจเม็ดเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด กรณีเลือดออกมากจนเกิดภาวะโลหิตจาง
เจาะเลือดตรวจฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่อการมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ ตับ ไต ฮอร์โมน ตรวจดูค่าการแข็งตัวของเลือดในกลุ่มที่มีประวัติโรคเลือดออกผิดปกติในครอบครัว
ปรับฮอร์โมนให้สมดุลด้วยการทานหรือฉีดยากรณีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงชนิดและขนาดของยาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
หากตรวจพบเนื้องอกในมดลูกอาจต้องผ่าตัดเอามดลูกออกเพื่อควบคุมเลือดไหลออกทางช่องคลอด
ใช้ยาปฏิชีวนะช่วยลดการติดเชื้อ
การขูดมดลูก กรณีรักษาด้วยยาไม่ได้ผล เพื่อควบคุมเลือดออกมากเกินไปและตรวจหาความผิดปกติของเยื่อบุมดลูกเพิ่มเติม
หากแพทย์วินิจฉัยไม่พบสาเหตุแน่ชัด ผู้ป่วยจะได้รับยาคุมกำเนิดช่วยปรับรอบเดือนและลดภาวะเลือดออก ให้ยาบำรุงเลือดกรณีที่มีภาวะโลหิตจางหรือการให้เลือดทดแทนถ้าซีดมาก

หากพบว่าสาเหตุเลือดออกจากช่องคลอดเกิดจากมะเร็งระบบสืบพันธุ์ จะมีแนวทางการรักษาอย่างไร?
– การผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเพียงส่วนที่พบเซลล์มะเร็ง หรือผ่าตัดกำจัดอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน เช่น กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ มดลูก ช่องคลอดทั้งหมด หากเซลล์มะเร็งอยู่ในระยะลุกลามหรือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
– การฉายรังสี เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง กรณีเป็นมะเร็งระยะลุกลาม หรือมีความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็งซ้ำ ใช้รักษาควบคู่กับเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด
– เคมีบำบัด โดยให้ยาผ่านทางหลอดเลือดดำ หรือให้ยาชนิดรับประทาน ควบคู่กับการฉายรังสี
– ยาแบบมุ่งเป้า ใช้ยาที่ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ อาจเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าการทำเคมีบำบัด

เมื่อสงสัยว่ามีอาการเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
– จดบันทึกวัน เวลา ที่มีเลือดออกผิดปกติ รวมทั้งอาการอื่นที่มีร่วมด้วย
– ปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อรับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจภายใน ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อัลตราซาวนด์ดูมดลูกและรังไข่
รายการอ้างอิงพญ. พิณนภางค์ ศรีพหล. (2566). ภาวะเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ (แต่ไม่ใช่ประจำเดือน). กรุงเทพฯ : โรงพยาบาลสมิติเวช.