ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

…ภัยเงียบที่อาจส่งผลต่อชีวิต

โรคภัยบางอย่างอาจมาแบบไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว เนื่องจากว่ามันแฝงเร้นอยู่ในร่างกายของเราๆ ท่านๆ กว่าจะรู้ก็เมื่อมีอาการแสดงที่ผิดปกติออกมาแล้วนั่นแหละ อย่างโรคที่กำลังจะบอกเล่าต่อไปนี้ นั่นคือ ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) ชื่ออาจจะฟังไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แต่เป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรทำความรู้จักกันเอาไว้ 

มารู้จักภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

ก่อนอื่นควรทราบก่อนว่าหลอดเลือดแดงใหญ่คืออะไร? หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) เป็นท่อที่นำเลือดแดงออกจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยจะเริ่มต้นจากบริเวณขั้วหัวใจขึ้นไปยังยอดอกแล้วทอดโค้งไปด้านหลังเคียงข้างกระดูกสันหลังในช่องอก ผ่านกระบังลมเข้าไปยังช่องท้อง ก่อนจะแยกเป็นแขนงหลอดเลือดไปเลี้ยงขา 2 ข้าง และอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เมื่ออายุมากขึ้นหลอดเลือดแดงใหญ่อาจเกิดการเสื่อมสภาพ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในชั้นของผนังหลอดเลือดนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองได้

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองจึงพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเพศชาย และปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ การสูบบุหรี่, ภาวะความดันโลหิตสูง, โรคปอดเรื้อรัง คนวัยหนุ่มสาวมีโอกาสเป็นน้อย หากพบมักจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง จัดเป็นเพชฌฆาตเงียบที่อาจคร่าชีวิตของคนเราได้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะไม่มีอาการบ่งบอกอะไรเลย ซึ่งการแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองนั้นจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50 – 90%

อาการเป็นอย่างไร

ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใดๆ  และมักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก หรือคลำก้อนเต้นได้ในช่องท้อง ส่วนในรายที่มีอาการแสดงปรากฏให้เห็น พบในกรณีที่หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องอกแล้วไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง ซึ่งจะมีอาการดังนี้ ถ้าไปกดหลอดลมจะมีอาการหายใจลำบาก ถ้าไปกดเบียดหลอดอาหารทำให้กลืนลำบาก ถ้าไปกดเบียดเส้นประสาทที่เลี้ยงกล่องเสียงทำให้เสียงแหบ เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องอก ถ้ามีอาการแน่นอก ปวดหลัง หน้ามืดหมดสติ หรือไอเป็นเลือด อาจบ่งชี้ว่ามีการปริแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ขึ้นแล้ว ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด

ส่วนอาการอื่นที่พบได้ กรณีผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง อาจคลำพบก้อนเต้นได้ในช่องท้อง หรือ มีอาการปวดท้อง ปวดหลัง มีบางท่านคลำหน้าท้องเล่น คลำไปคลำมาพบก้อนเต้นในช่องท้อง พอมาตรวจกับแพทย์ถึงได้ทราบว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็มี

การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

ถ้าตรวจพบหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในขนาดที่ไม่โตมาก ยังไม่ต้องรักษา แพทย์จะติดตามเฝ้าระวังเป็นระยะ แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าขนาดหลอดเลือดที่โป่งพองนั้นเสี่ยงต่อการปริแตก หรือหลอดเลือดแดงใหญ่โตเร็วผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งแต่เดิมต้องผ่าตัดแบบเปิดเท่านั้น โดยอาจผ่าตัดเปิดช่องทรวงอกหรือช่องท้อง แล้วใส่หลอดเลือดเทียมทดแทนในตำแหน่งของหลอดเลือดที่โป่งพอง วิธีนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ มีความยุ่งยาก ใช้เวลาผ่าตัดนาน และโอกาสที่จะเกิดผลแทรกซ้อนมีสูง

ปัจจุบันมีการรักษาแนวทางใหม่โดย การสอดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดขดลวด (Stent Graft) ไปวางแทนตำแหน่งหลอดเลือดที่โป่งพอง วิธีนี้แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก สูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อย ลดระยะเวลาในการผ่าตัดและการพักฟื้นลงได้มาก และข้อดีอีกประการของการรักษาด้วย Stent Graft จะลดอัตราเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเปิดโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงสูง มีโรคร่วมหลายอย่าง หรือในผู้ป่วยที่อายุมาก ซึ่งไม่เหมาะกับการทำผ่าตัดแบบเปิด

สำหรับการเตรียมตัวก่อนทำ Stent Graft แพทย์จะทำการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าก่อน และผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำประมาณ 6 ชั่วโมง ในส่วนของขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์จะสอดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดขดลวด (Stent Graft) ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบทั้ง 2 ข้าง เข้าไปแทนส่วนของหลอดเลือดโป่งพองที่อยู่ในช่องทรวงอกหรือช่องท้อง เพื่อป้องกันการปริแตกของหลอดเลือดโดยที่ส่วนของหลอดเลือดโป่งพองยังคงอยู่แต่มีหลอดเลือดเทียมชนิดขดลวดทำหน้าที่แทนหลอดเลือดเดิมของผู้ป่วย   การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีการใช้เครื่องเอกซเรย์ร่วมด้วยซึ่งแพทย์จะมองผ่านจอภาพในขณะทำการรักษา การดูแลหลังผ่าตัดใส่ Stent Graft ผู้ป่วยจะต้องนอนราบและใช้หมอนทรายทับขาหนีบเอาไว้ ห้ามงอขาประมาณ 6 ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ก็สามารถลุกเดินได้ตามปกติ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ภายหลังทำอย่างเคร่งครัด และมาตามแพทย์นัดสม่ำเสมอ

ได้รู้จักภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองกันไปแล้ว อันที่จริงถ้าพูดถึงโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดที่อยากให้ตระหนักกันเอาไว้นอกจากโรคนี้ก็ยังมีที่สำคัญอย่าง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  ด้วย เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนได้เลยทีเดียว ยิ่งวิถีการดำเนินชีวิต ตลอดจนรูปแบบโภชนาการของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ทำให้แนวโน้มที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีสูงขึ้น ดังข่าวที่ได้ยินคนโน้นคนนี้แม้แต่คนดังในสังคมที่ตายกันแบบปุบปับ ก็อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ดีที่สุด

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
การฉีดสีสวนหัวใจ พัก 1 คืน 26,000 บาท
การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือด (ไม่รวม Stent) พัก CCU 1 คืน + ห้องเดี่ยว 1 คืน 120,000 บาท
การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดห้องเดียว พัก 1 คืน 99,000 บาท
การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดสองห้องต่อเนื่องกัน พัก 1 คืน 190,000 บาท
ใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ พัก 1 คืน 290,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (AVR) แบบโลหะ พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (AVR) แบบเนื้อเยื่อ พัก 7 คืน 470,000 บาท
ผ่าตัดปิดผนังกั้นหัวใจห้องบน (ASD) พัก 7 คืน 200,000 บาท
ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตรัล (MVR) แบบโลหะ พัก 7 คืน 390,000 บาท
ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตรัล (MVR) แบบเนื้อเยื่อ พัก 7 คืน 470,000 บาท
การักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง Stent Graft ระดับช่องอก พัก 2 คืน เริ่มต้น 700,000 บาท
การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองด้วย Stent Graft ระดับช่องท้อง พัก 2 คืน เริ่มต้น 850,000 บาท
การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ โดยการเดินสายพาน (EST) 3,200 บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons