ฟอกสีฟันด้วย Zoom

ฟอกสีฟันด้วย Zoom

ฟันขาว ยิ้มสวย ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง คนที่มีฟันขาวสะอาด เรียงตัวสวยงาม จึงมีความมั่นใจ เพราะเป็นเจ้าของรอยยิ้มที่สดใส จะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับใครก็ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก โดยธรรมชาติแล้วฟันของเราจะมีสีขาวมันวาว แต่บางคนอาจประสบปัญหามีฟันเหลือง ดำคล้ำ แลดูไม่สวยงาม ทำให้สูญเสียความมั่นใจ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและหน้าที่การงาน

ฟันเหลืองเกิดจากอะไรได้บ้าง

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ฟันของคนเรามีสีเหลือง สีน้ำตาล สีเทาดำ หรือดำคล้ำ ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างด้วยกัน บางคนฟันอาจมีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด อาจเกิดจากโรคบางอย่าง หรือการได้รับยาบางชนิดมากเกินไป เช่น ยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) การได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปจะทำให้มีจุดสีน้ำตาลบนฟันหรือที่เรียกว่าฟันตกกระ และเมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดการสะสมของเม็ดสีในตัวฟันมากขึ้น ทำให้ฟันกลายเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งานนั่นเอง

การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง น้ำอัดลม ลูกอม แกงที่มีสีต่างๆ ฯลฯ เป็นประจำเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟันเหลือง ร่วมกับหลังจากรับประทานอาหารและเครื่องดื่มแล้วไม่มีการทำความสะอาดช่องปาก หรือแปรงฟันไม่สะอาดทั่วถึงพอ จึงทำให้เกิดการสะสมคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน บนผิวฟันและเนื้อฟัน เกิดเป็นฟันเหลืองแลดูไม่สวยงาม นอกจากนี้ การสูบบุหรี่และการใช้ยาปฏิชีวนะก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟันเหลืองได้เช่นกัน

ฟันสีเหลืองหรือสีน้ำตาลยังเกิดขึ้นได้จากฟันผุ โดยเฉพาะฟันที่ผุมากๆ และถูกทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา จนกระทั่งลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้ฟันไม่มีเลือดและประสาทฟันมาหล่อเลี้ยง ส่งผลให้ฟันมีสีทึบ ไม่สดใส หรือที่เรียกว่า ฟันตาย นั่นเอง เช่นเดียวกับฟันที่ถูกกระแทกอย่างแรงหรือได้รับอุบัติเหตุ จนทำให้เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงฟันเกิดการฉีกขาด เมื่อทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานจะทำให้ฟันมีสีดำคล้ำมากขึ้น

จะเห็นได้ว่ามีมากมายหลายสาเหตุด้วยกันที่ทำให้สีฟันของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง จากฟันที่มีสีขาว มันวาว กลับกลายเป็นฟันสีเหลือง ดำคล้ำ ไม่สดใส และวิธีที่จะสามารถปรับระดับเฉดสีของฟันให้ขาวขึ้น ช่วยทำให้คุณมีรอยยิ้มที่ขาวสดใสมากขึ้นแบบสังเกตได้ มีหลายวิธี และการฟอกสีฟันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำให้ฟันขาวได้ในฟันเหลืองจากบางสาเหตุที่กล่าวมา

การฟอกสีฟันคืออะไร

การฟอกสีฟัน เป็นการใช้น้ำยาฟอกสีฟัน คือ ไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือ คาร์บาไมด์ เพอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide) ไปทำปฏิกิริยากับสารที่มีภายในฟัน ทำให้สีที่สะสมอยู่บนผิวฟันและในเนื้อฟันแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ จึงทำให้ฟันขาวสว่างขึ้น โดยไม่มีผลต่อเคลือบฟันและโครงสร้างของฟันตามธรรมชาติ การฟอกสีฟันมี 2 วิธีคือ การฟอกสีฟันแบบทำด้วยตนเองที่บ้าน และการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ที่คลินิก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะทำการฟอกสีฟันให้เฉพาะฟันซี่ที่มองเห็นได้เมื่อยิ้ม

การฟอกสีฟันแบบทำด้วยตนเองที่บ้าน (Home bleaching)

คนไข้จะได้รับน้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นต่ำ และถาดฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล (Tray) นำกลับไปฟอกสีฟันเองที่บ้าน โดยหลังจากตรวจสภาพฟันและประเมินสีฟันของคนไข้ว่าพร้อมสำหรับการฟอกสีฟันแล้ว ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปากคนไข้เพื่อสร้างแบบจำลองฟันและนำมาทำถาดฟอกสีฟัน โดยทำการบันทึกสีของฟันก่อนการรักษา เมื่อถาดฟอกสีฟันได้มีการปรับแต่งให้มีความพอดีกับช่องปากของคนไข้แล้ว ทันตแพทย์จะสอนวิธีการใช้ชุดฟอกสีฟันและวิธีการดูแลรักษาความสะอาด และให้คนไข้นำชุดฟอกสีฟันกลับไปทำเองที่บ้าน

โดยให้คนไข้ใส่ถาดฟอกสีฟันวันละประมาณ 4 ชั่วโมง หรือใส่ตลอดทั้งคืนขณะนอนหลับ ระหว่างใส่ถาดฟอกสีฟันมีข้อห้ามคือ งดรับประทานอาหารทุกชนิด ในระหว่างการฟอกสีฟัน คนไข้อาจมีอาการเสียวฟัน มีอาการระคายเคืองเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เหงือก เป็นต้น ทันตแพทย์จึงมีการนัดมาติดตามผลเป็นระยะเพื่อดูผลของการฟอกสีฟัน และดูแลแก้ไขอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น การฟอกสีฟันแบบทำด้วยตนเองที่บ้านภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ สีของฟันจะค่อยๆ ขาวสว่างขึ้น

การฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ที่คลินิก (In-office bleaching)

ZOOM เป็นทางเลือกหนึ่งของการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ในคลินิก คือเทคโนโลยีฟอกฟันขาวใหม่ล่าสุดที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เป็นการฟอกสีฟันโดยใช้แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นแสง LED ชนิดเข้มข้น เร่งปฏิกิริยาในการฟอกสีฟัน เพื่อกระตุ้นการทำงานของน้ำยาฟอกสีฟัน ให้มีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบสีที่ติดอยู่บนผิวฟันและในเนื้อฟันได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ทำลายเคลือบฟัน ไม่กัดกร่อนเนื้อฟัน และโครงสร้างของฟันตามธรรมชาติ ใช้ระยะเวลาในการฟอกสีฟัน 45-60 นาที สามารถปรับระดับเฉดสีฟันให้ขาวขึ้นได้ 3-8 เฉดสี เป็นวิธีการฟอกสีฟันที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ขั้นตอนการฟอกสีฟัน ZOOM

ก่อนการรักษา ทันตแพทย์จะตรวจสภาพฟันและประเมินสีฟันของคนไข้ว่าพร้อมสำหรับการฟอกสีฟัน ZOOM หรือไม่ หากประเมินแล้วได้ข้อสรุปว่าสามารถทำการฟอกสีฟันได้ ทันตแพทย์จะตรวจสุขภาพฟัน ดูให้แน่ชัดว่าไม่มีฟันผุ ไม่มีอาการเสียวฟันเนื่องจากภาวะเหงือกร่น หากมีฟันผุต้องทำการอุดฟันก่อน และวัสดุอุดจะต้องไม่มีการรั่วซึม จากนั้นจึงทำความสะอาดผิวฟันโดยการขูดหินปูน ขัดฟัน เพื่อให้น้ำยาฟอกสีฟันออกฤทธิ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเตรียมฟันพร้อมแล้ว ทันตแพทย์จะใช้อุปกรณ์เทียบสีฟัน เปรียบเทียบเฉดสีฟันของคนไข้ก่อนการรักษาว่าเป็นสีระดับไหน จากนั้นคนไข้จะได้รับการสวมแว่นตาป้องกันแสง ใส่อุปกรณ์กั้นแก้ม กั้นลิ้น กั้นริมฝีปาก และทำการกั้นเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากด้วยเจล เพื่อไม่ให้โดนน้ำยาฟอกสีฟัน เนื่องจากน้ำยาที่ใช้ในการฟอกสีฟัน ZOOM มีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำยาฟอกสีฟันแบบนำกลับไปทำด้วยตนเองที่บ้าน โดยจะเหลือไว้เฉพาะผิวหน้าของฟันที่ต้องการฟอกเท่านั้น จากนั้นจึงทำการเป่าฟันให้แห้ง แล้วป้ายน้ำยาฟอกสีฟันซึ่งเป็นน้ำยาสีค่อนข้างใสลงไปบนผิวหน้าของฟัน

เริ่มทำการฉายแสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นแสง LED ชนิดเข้มข้นลงไปบนฟัน เพื่อกระตุ้นการทำงานของน้ำยาฟอกสีฟันให้กำจัดคราบสีที่ยึดเกาะผิวฟันและเนื้อฟันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แสงสีฟ้าที่นำมากระตุ้นน้ำยาฟอกสีฟันนี้ สามารถควบคุมปริมาณความเข้มแสงและควบคุมความร้อนไม่ให้มากเกินไปได้ จึงช่วยลดอาการเสียวฟันขณะฟอกฟันได้

ในการฟอกสีฟันหนึ่งครั้งจะมีการเปลี่ยนน้ำยาและฉายแสงทั้งหมดประมาณ 2-4 รอบ รอบละ 15 นาที น้ำยาฟอกสีฟันที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงสีฟ้าจะมีลักษณะฟูฟ่อง ในแต่ละรอบจะมีการทิ้งระยะเพื่อให้น้ำยาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีการดูดน้ำยาและน้ำลายออกทุกครั้ง รวมแล้วใช้เวลาในการฟอกสีฟันประมาณ 45-60 นาที เมื่อฟอกสีฟันเสร็จแล้ว จึงกำจัดน้ำยาฟอกสีฟันและนำเจลที่ใช้กั้นเหงือกและเนื้อเยื่อในช่องปากออก ภายหลังการรักษา ทันตแพทย์จะเทียบสีของฟันให้คนไข้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเฉดสีฟัน โดยสีของฟันจะขาวขึ้นประมาณ 3-8 เฉดสี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสีฟันขึ้นกับสภาพฟันของแต่ละบุคคลที่มีปฏิกิริยาต่อน้ำยาฟอกสีฟันที่แตกต่างกัน และสภาพปัญหาของฟันคนไข้ก่อนการรักษา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

หลังจากฟอกสีฟันอาจมีอาการเสียวฟันเกิดขึ้นได้ ซึ่งในแต่ละคนเป็นไม่เท่ากัน โดยอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่ชั่วคราว จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงและหายไปได้เอง ใช้ระยะเวลาประมาณ 24 ชม.

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังการฟอกสีฟัน

หลังจากการฟอกสีฟันแล้วควรดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ โดยแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น การใช้ยาสีฟันที่มีส่วนประกอบของโพแทสเซียมไนเตรตจะช่วยลดอาการเสียวฟัน ใช้ไหมขัดฟันช่วยในการทำความสะอาดฟัน บ้วนปากด้วยน้ำยาผสมฟลูออไรด์ก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง น้ำอัดลม ลูกอม แกงที่มีสีต่างๆ ฯลฯ เนื่องจากก่อให้เกิดคราบสีบนผิวฟัน ทำให้ฟันดูคล้ำลงได้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสีเข้มได้ ควรใช้หลอดดูดแทนการดื่มจากแก้วโดยตรง

งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณสมบัติเป็นกรด อาหารรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด อาหารร้อนหรือเย็นจนเกินไป ภายหลังการฟอกสีฟัน 2 สัปดาห์ เพื่อลดอาการเสียวฟัน งดสูบบุรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการ และควรกลับมารับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน ภายหลังการฟอกสีฟัน ความขาวของฟันจะไม่คงทนถาวร โดยความขาวใสของสีฟันจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ สีฟันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นกับการดูแลตนเองหลังทำ หากคนไข้ดูแลฟันเป็นอย่างดี ก็จะช่วยให้สีฟันคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี โดยทันตแพทย์จะแนะนำให้มีการทำซ้ำเป็นระยะ (touch up) ทุกปี เพื่อให้สีฟันที่ขาวขึ้นแล้ว อยู่ได้คงทนถาวรและยาวนานขึ้น

 ตารางเปรียบเทียบการฟอกสีฟันด้วยวิธีต่างๆ

วิธีการฟอกสีฟัน

ระยะเวลาในการรักษา

ผลลัพธ์หลังทำ

 แปรงฟันโดยใช้ยาสีฟันฟอกฟันขาว (Whitening)

1 เดือนขึ้นไป

เห็นผลลัพธ์ได้ไม่ชัดเจน สีฟันกลับคืนเร็วเมื่อหยุดใช้ยาสีฟัน และใช้ได้กับคราบติดสีเล็กน้อยบนผิวฟันเท่านั้น
การฟอกสีฟันเองที่บ้าน โดยใช้น้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นต่ำ

ใช้เวลา 7-14 วัน

ทำด้วยตนเองโดยใช้ถาดฟอกสีฟัน หลังทำสีของฟันไม่ขาวขึ้นในทันที ต้องอาศัยเวลา คนไข้ต้องมีความอดทนและมีวินัยในการใส่ถาดฟอกสีฟันทุกวัน

การฟอกสีฟันที่คลินิก โดยใช้น้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นสูง ร่วมกับการกระตุ้นด้วยแสงสีฟ้า (Blue Light)

ใช้เวลา 45-60 นาที

หลังการรักษา สีของฟันขาวขึ้นทันที สะดวก ปลอดภัย และทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย

จากตารางเปรียบเทียบการฟอกสีฟันด้วยวิธีต่างๆ ด้านบน จะเห็นได้ว่าการฟอกสีฟันแต่ละแบบใช้ระยะเวลาและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป วิธีที่นับว่าสะดวกและทำได้ง่ายที่สุดก็คือการแปรงฟัน แต่มักจะเห็นผลลัพธ์ได้ไม่ชัดเจน หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ส่วนการฟอกสีฟันด้วยตนเองที่บ้าน ต้องอาศัยความมีวินัยในการใช้ถาดฟอกสีฟันโดยปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ หากฟอกสีฟันอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้สีของฟันขาวขึ้นได้ แต่ใช้เวลานานกว่าการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คลินิก เนื่องจากเป็นการใช้น้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นสูง ร่วมกับวิทยาการทางการแพทย์ ด้วยการใช้แสงสีฟ้า (Blue Light) ช่วยกระตุ้นเพื่อให้สารฟอกสีฟันทำงานได้รวดเร็วขึ้น

การฟอกสีฟันเหมาะกับใคร

ถึงแม้ว่าการฟอกสีฟันจะช่วยปรับเฉดสีฟันให้ขาวขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะฟอกสีฟันได้ เพราะโรคหรือภาวะบางอย่างก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้ยากต่อการฟอกสีฟัน เช่น ภาวะเหงือกร่น ที่เผยให้เห็นเนื้อฟันสีเหลืองบริเวณรากฟัน, ฟันสีคล้ำที่เกิดจากการรับประทานยาเตตราไซคลีน, ฟันที่มีสีคล้ำจากการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงฟันผุ สำหรับสตรีมีครรภ์และให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการฟอกสีฟัน ทั้งนี้ การฟอกสีฟันจะได้ผลในกรณีที่เป็นฟันธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีผลต่อวัสดุอุดฟัน ครอบฟัน สะพานฟัน เคลือบผิวฟัน วีเนียร์ หรือฟันปลอม และไม่มีการฟอกสีฟันวิธีไหนที่สามารถทำปฏิกิริยากับฟันที่มีสีขาวมากๆ อยู่แล้ว

ต้องการฟอกสีฟันทำอย่างไร

หากต้องการฟอกสีฟันควรมาพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของสีฟันและวางแผนการรักษา หากคนไข้มีโรคประจำตัวและต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคแพ้แสง โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ รวมถึงประวัติแพ้ยาถ้ามี โดยทันตแพทย์จะให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับคนไข้เป็นรายๆ ไป ในบางกรณีอาจแนะนำให้ฟอกสีฟันแบบทำด้วยตนเองที่บ้าน เช่น คนที่เหงือกและฟันมีอาการเสียวง่าย หรือคนที่มีคราบบางชนิดที่ฝังตัวลึกและไม่สามารถทำความสะอาดและขจัดได้ด้วยการฟอกสีฟันในคลินิก ในบางกรณีสามารถฟอกสีฟัน ZOOM ได้ แต่ไม่แนะนำให้ฟอกสีฟันโดยการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ขายตามท้องตลาดมาทำเองโดยไม่ปรึกษาทันตแพทย์ เนื่องจากสาเหตุของสีฟันที่คล้ำอาจไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น และมีโอกาสที่น้ำยาฟอกสีฟันจะทำให้เหงือกและเนื้อเยื่อภายในช่องปากเกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการเกิดอาการเสียวฟันได้ ดังนั้น การฟอกสีฟันภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

การฟอกสีฟันขาวด้วยเลเซอร์ปลอดภัยหรือไม่
การฟอกสีฟันขาวมีความปลอดภัยต่อฟันและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง
  —————————————————-
หลังฟอกสีฟัน จะมีอาการเสียวฟันหรือไม่
อาการเสียวฟันเป็นผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการฟอกสีฟัน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่ชั่วคราวแล้วค่อยๆ ลดลงและหายไปได้เอง ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-4 วัน
  —————————————————-
การฟอกสีฟันจะทำให้เนื้อฟันบางลงหรือไม่
ปัจจุบันการฟอกสีฟันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการพัฒนาวิธีการและสารที่ใช้ฟอกสีฟันให้มีประสิทธิภาพและไม่ทำอันตรายต่อตัวฟันแต่อย่างใด ในการฟอกสีฟันขาวจะไม่มีการทำลายเคลือบฟันหรือกัดกร่อนเนื้อฟัน และไม่มีการกรอฟัน อาจมีเพียงผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการเสียวฟันชั่วคราว ซึ่งจะเป็นมากเป็นน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน
  —————————————————-
การฟอกสีฟันสามารถทำหลายครั้งได้หรือไม่
เนื่องจากการฟอกสีฟันเพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น เป็นวิธีที่ปลอดภัย และไม่ทำอันตรายต่อตัวฟันแต่อย่างใด จึงสามารถทำได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนแต่ละท่านจะทำบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพึงพอใจเป็นหลัก รวมถึงดุลยพินิจของทันตแพทย์ว่าแค่ไหนถึงจะพอเหมาะ ส่วนมากมักทำให้ครบตามที่กำหนดไว้ จากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำให้มีการทำซ้ำเป็นระยะ (touch up) ทุกปี เพื่อให้สีฟันที่ขาวขึ้นแล้วอยู่ได้คงทนถาวรและยาวนานขึ้น
  —————————————————-
การฟอกสีฟันขาวด้วยเลเซอร์สามารถทำได้กับทุกคนหรือไม่
สามารถทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละท่านอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของฟันที่เป็นอยู่ ซึ่งทันตแพทย์จะประเมินและแจ้งให้ทราบเป็นรายๆ ไป ส่วนผู้ที่ไม่แนะนำให้ทำการฟอกสีฟันคือ สตรีมีครรภ์หรือสตรีที่ให้นมบุตร เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายแก่ทารกถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงจากการฟอกสีฟันก็ตามที
  —————————————————-
ประมาณ 30-45 นาที หลังการฟอกสีฟัน ฟันของท่านจะขาวขึ้นทันที
สามารถทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละท่านอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของฟันที่เป็นอยู่ ซึ่งทันตแพทย์จะประเมินและแจ้งให้ทราบเป็นรายๆ ไป ส่วนผู้ที่ไม่แนะนำให้ทำการฟอกสีฟันคือ สตรีมีครรภ์หรือสตรีที่ให้นมบุตร เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายแก่ทารกถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงจากการฟอกสีฟันก็ตามที
  —————————————————-
หลังการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์ สีฟันที่ได้จะสามารถคงอยู่ได้นานเท่าไหร่
สีฟันจะคงอยู่ได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองหลังทำ เช่น ถ้าดูแลทำความสะอาดฟันดี, หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม ไวน์ ฯลฯ ที่ทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟัน, งดสูบบุหรี่ เป็นต้น ก็จะช่วยให้สีฟันคงอยู่ได้นานประมาณ 3-4 ปี เลยทีเดียว
  —————————————————-
หลังการฟอกสีฟัน ควรปฏิบัติอย่างไร
ควรแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อ หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันช่วยในการทำความสะอาด
• หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลม ไวน์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟันและทำให้ฟันดูคล้ำลงได้
• งดสูบบุหรี่
• ไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลง
• หากมีฟันผุบริเวณฟันหน้า ทันตแพทย์จะแก้ไขให้โดยการกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน ซึ่งจะทำให้ฟันมีสีขาวสะอาดเหมือนเดิม
  —————————————————-

Tags:ทันตกรรม, ฟอกสีฟัน, ฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ฟอกสีฟัน Home Bleaching ครึ่งปาก ครั้งละ 4,400 บาท
ฟอกสีฟันฉายแสง+Home Bleaching ครั้งละ 6,000 บาท
ฟอกสีฟัน ZOOM (ทั้งปาก + ครึ่งปาก) ครั้งละ 10,000 บาท
ฟอกสีฟัน ZOOM+Home Bleaching ครั้งละ 13,000 บาท

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มเติม

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม

นัดหมายแพทย์

ค้นหาแพทย์

ชื่อ - นามสกุล

เบอร์โทรติดต่อ

Show Buttons
Hide Buttons