chat

ผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก

“ทุกคนย่อมต้องการเห็น “Best Version” ที่ดีที่สุดในชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “รูปร่าง” ที่หลายคนพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการมีรูปร่างที่ดีและมั่นใจในบุคลิกภาพของตัวเอง แม้จะพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปร่างที่ดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ “การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก” จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาอย่างน้อย 45 กิโลกรัม หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index) สูงกว่า 27.5 แต่ไม่เกิน 40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จนเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ไม่ว่าจะเป็นเกาต์ ข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อจากน้ำหนักตัวเกิน ไปจนถึงภาวะไขมันเกาะตับที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก จึงต้องผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักให้มี “บุคลิกภาพ” และ “สุขภาพ” ที่ดีขึ้น

การผ่าตัดกระเพาะอาหารคืออะไร? โรงพยาบาลยันฮีใช้วิธีไหน?

ผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัดผ่านกล้องทางผนังหน้าท้องเพื่อนำกระเพาะอาหารออกบางส่วนเพื่อลดน้ำหนัก

หลักการปฏิบัติตัวของคนไข้ทั้งก่อนและภายหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

ราคาการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่โรงพยาบาลยันฮี

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ “การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก”

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักคืออะไร? โรงพยาบาลยันฮีใช้วิธีไหน?

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือ ทางเลือกหนึ่งในการลดความอ้วนสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานและกลัวความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหารให้เล็กลง หรือลดการดูดซึมของกระเพาะอาหาร ช่วยให้อิ่มเร็ว ลดความอยากอาหาร และทานอาหารได้ในปริมาณที่น้อยลง เพราะในกระเพาะอาหารมีฮอร์โมนกรีลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็น “ฮอร์โมนความหิว” ที่กระตุ้นความอยากอาหารเมื่อผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงก็จะตัดส่วนที่มีฮอร์โมนชนิดนี้ออกไปด้วย ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง ถือเป็นวิธีที่มีความปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน

การผ่าตัดกระเพาะอาหารมีหลายวิธี แต่วิธีที่โรงพยาบาลยันฮีใช้ คือ วิธีผ่าตัดกระเพาะแบบสลีฟ Laparoscopic Sleeve Gastrectomy (LSG) เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องโดยเจาะรูเล็กๆสี่รู ขนาด 1-2 เซนติเมตรบริเวณหน้าท้อง เพื่อตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วนประมาณ 75-80 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงส่วนที่ผลิตฮอร์โมนกรีลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็น “ฮอร์โมนความหิว” ที่กระตุ้นความอยากอาหาร โดยตัดกระเพาะให้เป็นรูปท่อเรียวเหมือนกล้วยหอม กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีความจุ 150 cc เพื่อจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลงเนื่องจากขนาดกระเพาะอาหารเล็กลง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังผ่าตัดทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น โดยไม่กระทบต่อการดูดซึมแคลอรี่และสารอาหารในลำไส้ การผ่าตัดมีความแม่นยำสูง แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยพักฟื้นที่โรงพยาบาลในระยะสั้น ลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน จึงมีความปลอดภัยภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการของโรงพยาบาลยันฮี วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารไม่ได้ทำให้ผอมทันที ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออก

ผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัดผ่านกล้องทางผนังหน้าท้องเพื่อนำกระเพาะอาหารออกบางส่วนเพื่อลดน้ำหนัก

มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ต้องตรวจสุขภาพร่างกายและส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารเพื่อให้มั่นใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด

คนไข้ที่อ้วนมากๆ มีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่า 27.5 แต่ไม่เกิน 40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเอง ทั้งการรับประทานยาลดความอ้วน ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายมาแล้วแต่ยังไม่ได้ผล

หากผู้ป่วยสูบบุหรี่จะต้องหยุดสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัด 2-3 สัปดาห์ รวมถึงหลังการผ่าตัดด้วย เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาต่างๆ

หากกำลังรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถรับประทานยาชนิดใดได้บ้างและควรหยุดรับประทานยาชนิดใดก่อนการผ่าตัด

ไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ภาวะติดสุรา/สารเสพติด โรคทางจิตเวช ผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้หลังผ่าตัด

งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในวันที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องรับประทานตามแพทย์สั่ง ให้รับประทานยาไปพร้อมจิบน้ำ

หลักการปฏิบัติตัวของคนไข้ทั้งก่อนและภายหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

“ก่อนการผ่าตัด” ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะต้องตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายที่โรงพยาบาลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางเพื่อวางแผนการรักษา แจ้งวิธีการผ่าตัดให้ทราบ และหลักปฏิบัติตนทั้งระหว่างและหลังผ่าตัดด้วย โดยแพทย์จะส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร ตรวจอัลตราซาวนด์ตับเพื่อประเมินภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง หรือนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งตรวจเลือดร่วมด้วย

“หลังการผ่าตัด” แพทย์และนักโภชนาการจะกำหนดพฤติกรรมการรับประทานอาหารหลังผ่าตัด โดย 4 สัปดาห์แรก ให้รับประทานเพียงอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่ง่ายต่อการย่อยและปรับสภาพกระเพาะอาหาร หลังจาก 4 สัปดาห์ไปแล้วจึงสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้กลับมามีน้ำหนักเกินมาตรฐานอีกครั้ง หลังผ่าตัดควรพักฟื้นต่อที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อปรับตัวกับทางเดินอาหารใหม่ น้ำหนักที่ลดอย่างรวดเร็ว ภาวะผิดปกติและโรคต่างๆจะค่อยๆดีขึ้น

ราคาการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่โรงพยาบาลยันฮี

ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (พักฟื้นที่ รพ. 4 คืน)

330,000 บาท

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ “การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก”

ถาม
ตอบ

หลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักมีโอกาสจะกลับมาน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานอีกหรือไม่?

หลังการผ่าตัด คนไข้จะเห็นผลลัพธ์ของน้ำหนักตัวที่ลดลงตั้งแต่ 1-2 ปีแรก หลังจากนั้นน้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นบ้างจากปัจจัยของอายุ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเคียงกับการมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว การผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารถือเป็นวิธีรักษาโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนได้เป็นอย่างดี คนไข้จึงควรควบคุมพฤติกรรมการกินและมีวินัยในการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยจะทำให้ผลลัพธ์ของน้ำหนักตัวเป็นไปตามมาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากโรคอ้วนหรือโรคแทรกซ้อนอื่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ถาม
ตอบ

การผ่าตัดผ่านกล่องทางผนังหน้าท้องเพื่อนำกระเพาะอาหารออกบางส่วนเพื่อลดน้ำหนักจะทำให้เกิดผลกระทบหรือภาวะแทรกซ้อนอะไรหรือไม่?

อาจมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดหรือการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ท่อไตได้ แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีส่องกล้องและอุปกรณ์เครื่องมือผ่าตัดอันทันสมัยทำให้เกิดการกระทบต่ออวัยวะภายในน้อย มีความบาดเจ็บจากบาดแผลน้อย ลดโอกาสเกิดพังผืดในช่องท้อง ผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นไม่นานและฟื้นตัวเร็ว

ถาม
ตอบ

หลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักจะก่อให้เกิดภาวะขาดสารอาหารหรือไม่?

สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่องโภชนาการในระยะยาว ภาวะของเม็ดเลือดแดงในร่างกายที่มีผลทำให้ตัวซีดหากไม่ทานวิตามินเสริม หรือกังวลเรื่องของกระดูกที่อาจขาดแคลเซียม ภาวะซีดจากเลือดน้อยหรือภาวะขาดแคลเซียมซึ่งทำให้กระดูกพรุนได้หากเข้ารับการผ่าตัดแบบบายพาส การผ่าตัดแบบ Sleeve ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนไข้ที่กังวลในเรื่องเหล่านี้

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม