chat

ปัสสาวะเล็ด หรือ ‘ช้ำรั่ว’

หลายคนอาจเข้าใจว่า ‘ปัสสาวะเล็ด’ หรือปัสสาวะรดที่นอนนั้นเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเพียงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับเพศหญิงที่มักปัสสาวะเล็ดจากการไอ จาม หัวเราะ ยกของหนัก หรือแม้แต่การออกกำลังกาย ทำให้เกิดความดันในช่องท้องจนปัสสาวะเล็ดได้เหมือนกัน มีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน หากไม่รุนแรงมากอาจใช้เวลารักษาให้หายไม่นาน ไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่ส่งผลทางอ้อมต่อความมั่นใจ ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้านอนหลับ เป็นโรคซึมเศร้า ผู้สูงอายุบางคนเป็นผดผื่น เกิดแผลกดทับจากความอับชื้น อาการคัน ปัสสาวะกัดผิว เป็นต้น

ปัสสาวะเล็ด หรือ ‘ช้ำรั่ว’ คืออะไร?

อาการปัสสาวะเล็ดเป็นอย่างไร?

สาเหตุของอาการปัสสาวะเล็ด

ใครมีความเสี่ยงปัสสาวะเล็ด?

แนวทางการปรับพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการปัสสาวะเล็ด

แนวทางการรักษาอาการปัสสาวะเล็ด

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด หรือ ‘ช้ำรั่ว’

ปัสสาวะเล็ด หรือ ‘ช้ำรั่ว’ คืออะไร?

ปัสสาวะเล็ด

“ปัสสาวะเล็ด” หรือ “ช้ำรั่ว” (Urinary Incontinence) เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด เริ่มจากวัยทำงานไปจนถึงเริ่มเข้าวัยทอง สาเหตุจากความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ และความอ่อนแอของอุ้งเชิงกราน ซึ่งมักเกิดเมื่ออายุมากขึ้น บางกรณีเกิดจากนิ่วหรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ

อาการปัสสาวะเล็ดเป็นอย่างไร?

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมา หรือปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงแบบไม่สามารถควบคุมหรือกลั้นได้

ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มีการตื่นขึ้นมาเพื่อไปปัสสาวะตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในช่วงกลางคืน (คนปกตินอนหลับได้ 6-8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องปัสสาวะ)

สาเหตุของอาการปัสสาวะเล็ด

เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะที่ควบคุมการปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ

ผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนยาน หูรูดและท่อปัสสาวะเสื่อมจนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปัสสาวะเล็ด

กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวอย่างรุนแรง เกิดจากสมองหรือไขสันหลังส่วนที่กดความรู้สึกของกระเพาะปัสสาวะเสียหาย ทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ มักพบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และยังพบในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ที่กระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะบ่อย เช่น โรคเบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis: MS) เป็นต้น

ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

เคยผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะ หรือเคยรับการฉายรังสีรักษาบริเวณนี้มาก่อน

ใครมีความเสี่ยงปัสสาวะเล็ด?

พบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิงที่ประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลงทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึม

สตรีผู้เคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคน คลอดลูกยาก ลูกตัวใหญ่ คนที่เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูด และการหย่อนยานของผนังช่องคลอดรวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทจึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา

ผู้ใช้แรงงานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

คนที่ชอบอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน

แนวทางการปรับพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการปัสสาวะเล็ด

ภาวะกระเพาะปัสสาวะเล็ดบางชนิดสามารถใช้การกินยารักษาได้

หัดควบคุมการถ่ายปัสสาวะไม่ให้บ่อยเกินไป ค่าเฉลี่ยปกติอยู่ที่ทุก 3-4 ชั่วโมง หรือวันละ 4-8 ครั้ง หากมากกว่านี้ถือว่าผิดปกติ

บริหารอุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง ด้วยการขมิบกล้ามเนื้อบริเวณรอบช่องคลอดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ในรายที่เป็นไม่รุนแรงสามารถช่วยลดจำนวนครั้งในการเล็ดได้

ปัสสาวะเล็ด

ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หากดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจทำให้ปัสสาวะเข้มข้นและทำให้เกิดการระคายเคืองที่กระเพาะปัสสาวะได้ และควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เพราะจะทำให้ยิ่งระคายเคืองและกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนนอน

ปัสสาวะเล็ด

ควรลดน้ำหนักไม่ให้มากเกินเกณฑ์มาตรฐานค่าดัชนีมวลกาย เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของสาเหตุปัสสาวะเล็ด

ฝึกควบคุมการขับถ่าย โดยกลั้นปัสสาวะให้นานขึ้นก่อนปัสสาวะ ขณะปัสสาวะควรปัสสาวะให้หมด ห้ามเบ่งแรง

หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

ปัสสาวะเล็ด

แนวทางการรักษาอาการปัสสาวะเล็ด

ฉีดยาเข้ากระเพาะปัสสาวะด้วยสาร botulinum เพื่อหยุดการบีบตัวที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ออกฤทธิ์ชั่วคราวนาน 5 เดือน หรือมากกว่านั้น อาจจำเป็นต้องฉีดซ้ำ ภายใต้การให้คำแนะนำของแพทย์ที่คอยติดตามประเมินอาการ

การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปัสสาวะเล็ดหรือภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป มักใช้กรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงความสามารถในการเก็บปัสสาวะ และลดแรงบีบในกระเพาะปัสสาวะ

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับอาการ“โรคช้ำรั่ว”

ถาม
ตอบ

แนวทางการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูด?

– นอนราบกับพื้น ยกเข่าทั้งสองตั้งขึ้น แยกขาออกจากกันให้ปลายเท้าขนานกับไหล่

– ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก้น และท้องน้อย ค้างไว้ 5 วินาที ค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อแล้วกลับมาอยู่ในท่าตั้งต้น

– ฝึกขมิบกล้ามเนื้อหูรูด ครั้งละประมาณ 5 วินาที และหยุดขมิบ 10 วินาที ทำซ้ำให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยแบ่งทำในช่วงเช้า กลางวัน และเย็น เป็นประจำทุกวัน

ถาม
ตอบ

ผลกระทบทางอ้อมจากอาการปัสสาวะเล็ด?

ผู้ป่วยมักวิตกกังวลว่าคนอื่นจะได้กลิ่นปัสสาวะ เกิดผื่นผิวหนังและการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเนื่องจากเปียกปัสสาวะบ่อย และการชำระล้างที่มากเกินไปด้วยน้ำและสบู่เพื่อป้องกันกลิ่น ทำให้เกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีจนกลายเป็นโรคผิวหนังบางชนิด

บทความโดย นพ.อานันท์กรณ์ เชาวนสมิทธิ์