chat

ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่อากาศเย็นชื้นแบบนี้ หลายคนป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ หรือ “ปอดบวม” (pneumonia) คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน เกิดการอักเสบของเนื้อปอด อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ทำให้ปอดทำงานด้อยประสิทธิภาพลง มักเกิดจากการติดเชื้อ โดยเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอด ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ การรับเชื้อมาจากทั้งการไอจาม หายใจรดกัน การสำลัก หรือแพร่กระจายในกระแสโลหิตเข้าสู่หลอดลม เป็นต้น ระยะการฟักตัวของโรคอาจเกิดขึ้นเพียง 1-3 วัน หรืออาจนานระหว่าง 1-4 สัปดาห์ พบได้ทุกเพศวัย

สาเหตุของโรคปอดอักเสบ

อาการของโรคปอดอักเสบ

การตรวจวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ

แนวทางการรักษาโรคปอดอักเสบ

แนวทางการป้องกันโรคปอดอักเสบ

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ

สาเหตุของโรคปอดอักเสบ

ปอดอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ได้แก่ เชื้อไวรัส RSV, เชื้อไข้หวัดใหญ่, เชื้อไวรัสซาร์ส, เชื้อโคโรนา ฯลฯ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ แบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดปอดอักเสบเฉียบพลันและรุนแรง พบได้บ่อยที่สุด, เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae), เชื้อ Haemophilus Influenzae, เชื้อ Atypical bacteria ฯลฯ

เกิดจากเชื้อรา ซึ่งพบน้อย ได้แก่ เช่น นิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ (Pneumocystis jirovecii), แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) คริปโตค็อกโคซิส (cryptococcosis) พบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ

ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น สำลักเศษอาหารเข้าไปในปอด, รับสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี เข้าไปในร่างกายปริมาณมาก

การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยาสเตียรอยด์ และยาควบคุมการเต้นของหัวใจ เป็นต้น

การทำหัตถการบางอย่างในโรงพยาบาล เช่น การส่องกล้องหลอดลม (bronchoscopy) การดูดเสมหะ การใช้เครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือทดสอบสมรรถภาพปอด หรืออุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปฝอยละออง (nebulizer) ที่มีเชื้อปนเปื้อน

ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE), ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องยาวนาน, ทารกคลอดก่อนกำหนด, ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง, ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ

อาการของโรคปอดอักเสบ

มีไข้สูง ตัวร้อน เหงื่อออก หนาวสั่น อาการไข้มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน

ไอมีเสมหะ ไอแห้งในระยะแรก ต่อมามีเสมหะขาวขุ่น หรือเหลืองเขียว บางรายอาจมีเลือดปน

หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก

เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ

คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย

ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียร่วมด้วย

อุณหภูมิร่างกายลดลงกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ในเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด ไม่ดูดนมหรือน้ำ อาเจียน

การตรวจวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ

ซักประวัติเพื่อทำความเข้าใจสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

ตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด

การเพาะเชื้อจากของเหลวในเยื่อหุ้มปอด หรือการส่องกล้องผ่านหลอดลม

ตรวจย้อมเสมหะและส่งเสมหะเพาะเชื้อ

ตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินจากชีพจร

ตรวจ biomarkers ได้แก่ procalcitonin และ C-Reactive Protein (CRP) ที่ช่วยบ่งชี้เชื้อก่อโรคและความรุนแรงของการติดเชื้อ

แนวทางการรักษาโรคปอดอักเสบ

ให้ยาปฏิชีวนะ โดยพิจารณาจากอายุ โรคประจำตัว ภาวะภูมิคุ้มกัน ประวัติการเดินทาง สภาพแวดล้อม และประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนภายใน 3 เดือน รวมถึงประวัติที่อาจทำให้ติดเชื้อดื้อยา

การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ สำหรับผู้ที่เกิดจากเชื้อไวรัส แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ให้ออกซิเจน และทำกายภาพบำบัดทรวงอก

รักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เกิดฝีในปอด หรือเกิดภาวะน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดที่ต้องเจาะหรือดูดออก

แนวทางการป้องกันโรคปอดอักเสบ

ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของปอด

ฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบรุนแรงและเฉียบพลัน โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

ปอดอักเสบ

ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ Flu vaccine) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

ฉีดวัคซีนปอดอักเสบ 13 สายพันธุ์ (PCV13) เป็นวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดไม่รุนแรงในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปได้สูง ประมาณ 75% และยังช่วยลดความรุนแรงของปอดอักเสบได้มากกว่า 70% ข้อแนะนำ คือ ในเด็กอายุ 2-23 เดือน ควรฉีดแต่ละเข็มห่างกัน 2 เดือน, ผู้ที่อายุ 2-64 ปี ที่ภูมิคุ้มกันปกติ ไม่มีโรคประจำตัว และไม่เคยได้รับวัคซีนปอดอักเสบมาก่อนควรฉีดด้วย PCV13 แล้วตามด้วย PPSV23 โดยห่างกันอย่างน้อย 1 ปี, ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุตั้งแต่ 2-64 ปี ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่เคยได้รับวัคซีนปอดอักเสบมาก่อนควรฉีดด้วย PCV13 แล้วตามด้วย PPSV23 โดยห่างกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์

ฉีดวัคซีนปอดอักเสบ 23 สายพันธุ์ (PPSV23) เหมาะสำหรับฉีดในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี และในผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง รวมไปถึงผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป สามารถป้องกันโรคปอดอักเสบได้ร้อยละ 90% ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิด ควรฉีดห่างกันอย่างน้อย 1 ปี ยกเว้นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 8 สัปดาห์ จะสามารถป้องกันเชื้อ pneumococcus ได้นาน 5 ปี

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ“โรคปอดอักเสบ”

ถาม
ตอบ

กลุ่มเสี่ยงโรคปอดอักเสบมีใครบ้าง?

– ผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

– เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ตับแข็ง และระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

– ผู้ที่อยู่ระหว่างการทำเคมีบำบัดหรือรับยากดภูมิ

– ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ถาม
ตอบ

ผลข้างเคียงจากโรคปอดอักเสบ?

– การติดเชื้อในปอดอาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกาย (Sepsis) และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ฝีในปอด หรือภาวะน้ำในเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น

– หากเกิดกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง อาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

บทความโดย นพ.ภักดี สี่ศิลปชัย

หัตถการของศูนย์อายุรกรรม

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม