Yanhee
chat

นิ่วในท่อไต (Ureteric stone)

ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบไปด้วยไตสองข้างต่อลงมาสู่ท่อไต แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบนและส่วนล่าง ส่วนบนจะประกอบด้วยไตและท่อไต ส่วนล่างเป็นกระเพาะปัสสาวะ ส่วนบนจะกรองของเสียเป็นน้ำปัสสาวะออกมา ก่อนจะไหลลงมาสะสมไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เมื่อเต็มร่างกายจะขับปัสสาวะออกมาจนหมด นิ่วในไต เริ่มแรกไม่มีอาการเพราะไม่มีการอุดตันทางเดินปัสสาวะ จนกระทั่งนิ่วตกมาที่ท่อไตและอุดตันจึงเกิดอาการปวด หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดกั้นทำให้ไตบวมและไตเสื่อม การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

นิ่วในท่อไต คืออะไร?

นิ่วในท่อไตต่างจากนิ่วในไตอย่างไร?

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดนิ่วในท่อไต

อาการนิ่วในท่อไต

แนวทางการวินิจฉัยนิ่วในท่อไต

แนวทางการรักษานิ่วในท่อไต

ระยะเวลารักษานิ่วในท่อไต

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับนิ่วในท่อไต

นิ่วในท่อไต คืออะไร?

นิ่วในท่อไต

โรคนิ่วในท่อไต (Ureteric stone) เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะที่พบบ่อย เกิดในไตแล้วหลุดลงมาในท่อไต มักเกิดอาการปวดรุนแรง ถ้านิ่วขนาดเล็กมักจะเลื่อนหลุดออกมากับปัสสาวะและผู้ป่วยจะถ่ายนิ่วออกมาในที่สุด แต่นิ่วขนาดใหญ่จะหลุดเองได้ยาก

นิ่วในท่อไตต่างจากนิ่วในไตอย่างไร?

นิ่วในไตคือการสะสมของแร่ธาตุและเกลือที่แข็งตัวภายในไต นิ่วก่อตัวอยู่ในไต มักไม่ค่อยมีอาการ หากก้อนไม่ใหญ่มากหรือยังไม่เคลื่อนตัว ขณะที่ นิ่วในท่อไต คือ ก้อนนิ่วจากไตเคลื่อนหลุดลงมาอุดอยู่ในท่อไต (ureter) ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมต่อไตกับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปวดบิดรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด หรือบางครั้งปัสสาวะไม่ออก

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดนิ่วในท่อไต

ปัจจัยเสี่ยงด้านกายภาพของปัสสาวะ เช่น ปริมาณปัสสาวะน้อย ปริมาณแคลเซียมสูงในปัสสาวะ ปริมาณกรดยูริกสูงในปัสสาวะ ปริมาณสารออกซาเลตสูงในปัสสาวะ ปริมาณสารซิเตรทต่ำในปัสสาวะ ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ของปัสสาวะบางระดับก่อให้เกิดนิ่วชนิดต่างๆ แตกต่างกันได้

ปัจจัยเสี่ยงจากการรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ดื่มน้ำน้อย ทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมหรือโพแทสเซียมไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่การก่อนิ่วแคลเซียมได้ ขณะที่การทานอาหารที่มีสารออกซาเลต โซเดียมและวิตามินซีมาก (มากกว่าวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ทำให้เกิดนิ่วแคลเซียมได้ การทานเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีกและเครื่องในมากเกินไป อาจทำให้เกิดนิ่วจากกรดยูริกได้

นิ่วในท่อไต

ปัจจัยเสี่ยงจากการทานยาบางชนิดในการรักษาโรคไมเกรนและซึมเศร้า เช่น topiramate, acetazolamide, indinavir และ triamterene เป็นต้น

ปัจจัยทางด้านพันธุกรรมและมีสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนิ่วในท่อไตมาก่อน

ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมแคลเซียมออกมามากกว่าปกติ

ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือลำไส้บางประเภท เช่น การตัดลำไส้ออกบางส่วนหรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงในระบบทางเดินอาหาร อาจส่งผลให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารและน้ำได้น้อยลง สามารถเพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่วได้

อาการนิ่วในท่อไต

ปวดบริเวณหลังหรือข้างลำตัว ปวดบั้นเอวด้านซ้ายหรือขวา ร้าวไปท้องน้อย

นิ่วในท่อไต

มีอาการปวดบีบเป็นระยะ และปวดรุนแรงเป็นช่วงๆ

กดเจ็บบริเวณสีข้างหรือท้องน้อยซึ่งอาจร้าวลงไปที่ขาหนีบ อาจมีการคลำพบไตที่อาจบวมหรือกด เจ็บได้ หากมีนิ่วอุดตันและทำให้เกิดการบวมของไต หรือเคาะบริเวณหลังแล้วเจ็บ

นิ่วในท่อไต

ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะไม่สุด

ปัสสาวะปนเลือด บางครั้งปัสสาวะไม่ออก

ปัสสาวะมีสีเข้ม บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำมีโอกาสเป็นนิ่วได้ง่ายเพราะปัสสาวะเข้มข้นสูง

คลื่นไส้ อาเจียน

มีไข้ หนาวสั่น เนื่องจากมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

รู้สึกปวดระหว่างปัสสาวะ

แนวทางการวินิจฉัยนิ่วในท่อไต

ตรวจปัสสาวะเพื่อหาว่ามีเลือดหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urine Analysis) หรือไม่

ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ ตรวจหาเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ของนิ่ว หรือตรวจหาเม็ดเลือดขาวและสัญญาณของการติดเชื้อ และนำปัสสาวะไปวิเคราะห์เพื่อหาสารที่เป็นสาเหตุของการเกิดนิ่ว

นิ่วในท่อไต

อัลตราซาวนด์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อดูความผิดปกติ (Ultrasound KUB System)

ถ่ายภาพรังสีธรรมดาเพื่อดูรูปร่าง ลักษณะ ตำแหน่งของผลึกหรือก้อนนิ่วบริเวณไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ (Plain KUB System)

ตรวจเอกซเรย์ ฉีดสารสีเข้าหลอดเลือดดำให้เห็นตำแหน่งและเมื่อสีขับเข้ากระเพาะปัสสาวะให้เห็นตำแหน่งและความรุนแรงของการอุดกั้นปัสสาวะ (Intravenous Pyelography -IVP) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการเกิดนิ่วในไตและช่วยวางแผนป้องกันเกิดนิ่วในไตซ้ำ

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูอวัยวะและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ (CT KUB System)

แนวทางการรักษานิ่วในท่อไต

นิ่วที่ท่อไตหากไม่ใหญ่เกิน 4 มิลลิเมตร แพทย์อาจให้ทานยาเพื่อขับนิ่วออกมา

หากนิ่วมีขนาดใหญ่มากขึ้นขนาดเกินกว่า 4 มิลลิเมตร โอกาสหลุดจะลดลง จะใช้วิธีสลายนิ่วหรือวิธีส่องกล้องเข้าไปในท่อไตเพื่อคล้องนิ่วออกมาหรือใช้เลเซอร์ไปยิงที่ตัวนิ่ว วิธีนี้จะไม่มีแผลผ่าตัด โดยส่องกล้องเข้าไปทางท่อปัสสาวะย้อนไปในท่อไตได้เลย

การเจาะผ่านผิวหนังส่องกล้องกรอนิ่วในไต (PCNL) เป็นวิธีการรักษานิ่วในไตที่พัฒนามาเพื่อเลี่ยงการผ่าตัดโดยใช้วิธีเจาะรูเล็กๆ ขนาดนิ้วชี้ทะลุจากผิวหนังเข้าไปในกรวยไต และใช้กล้องส่องตามเข้าไปจนพบก้อนนิ่ว จากนั้นใช้เครื่องมือเข้าไปกรอนิ่วให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และดูดหรือคีบนิ่วออกมา

ระยะเวลารักษานิ่วในท่อไต

นิ่วขนาดเล็ก (น้อยกว่า 5 มม.) นิ่วระยะเริ่มต้น ใช้เวลา 1–4 สัปดาห์ นิ่วจะหลุดออกมาเองในทางเดินปัสสาวะ

ก้อนนิ่วขนาดกลาง (5-10 มม.) อาจหลุดได้ แต่ใช้เวลานานขึ้นเฉลี่ย 1–2 เดือน

ก้อนใหญ่ (มากกว่า 10 มม.) ไม่สามารถหลุดเองได้ ต้องรักษาด้วยการสลายนิ่วหรือส่องกล้องเอาออกขึ้นกับตำแหน่งของนิ่วตามดุลยพินิจของแพทย์

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ“นิ่วในท่อไต”

ถาม
ตอบ

ภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในท่อไต?

– ปัสสาวะคั่งจนไตบวม (Hydronephrosis) มีการอุดตันท่อทางเดินปัสสาวะจากนิ่ว ทำให้ปวดรุนแรง หากอุดตันเป็นเวลานานจะทำให้ไตข้างนั้นเสื่อมและไตวายได้ในที่สุด

– การติดเชื้อ เนื่องจากนิ่วอุดตันในท่อไตทำให้ติดเชื้อได้ อาจรุนแรงจนกลายเป็นติดเชื้อในกระแสเลือด หรือทำให้เนื้อไตเสียจนกลายเป็นไตวายได้อีกด้วย

ถาม
ตอบ

แนวทางการดูแลตัวเองหลังรักษานิ่วในท่อไต?

– ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันอย่างน้อยวันละ 2.5 ลิตร ช่วยให้ปัสสาวะเจือจางลดการสะสมของแร่ธาตุที่ก่อตัวเป็นนิ่วได้

– ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแล้วเกิดการตกตะกอนของเกลือแร่กลายเป็นนิ่วได้

– ควบคุมน้ำหนักให้ค่าดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติ

– จำกัดหรือลดปริมาณการทานอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง ได้แก่ ผักโขม หน่อไม้ ถั่วชนิดต่างๆ ของหวาน ช็อกโกแลต โกโก้ ไอศกรีม ฯลฯ

– ควรลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ถั่ว ยอดผัก รวมทั้งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วจากกรดยูริก

– ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วชนิดแคลเซียม ควรงดการทานอาหารเค็มที่มีโซเดียมมากเพราะมีผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ

– ลดกินหวาน เพราะการกินน้ำตาลมากโดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ จะทำให้เกิดกรดยูริกในเลือดสูง กรดนี้จะตกตะกอนในปัสสาวะแล้วเกิดเป็นนิ่ว

– ควบคุมปริมาณการทานวิตามินซี วิตามินดี และแคลเซียมให้เหมาะสม หากมากไปมีโอกาสเกิดนิ่วในท่อไตได้มากกว่าคนทั่วไป

– หมั่นสังเกตสีและลักษณะของปัสสาวะ ว่าขุ่น มีเลือดปน มีนิ่วหลุดออกมาหรือไม่

บทความโดย นพ.อานันท์กรณ์ เชาวนสมิทธิ์

chat