ดึงหน้า ดึงหน้าผาก ดึงคอ

ดึงหน้า ดึงหน้าผาก ดึงคอ

ดึงหน้า ดึงหน้าผาก ดึงคอ คืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า

การมีใบหน้าที่สดใสเต่งตึงเป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนปรารถนา โดยเฉพาะผู้หญิงเราเวลาโดนชมว่าสวยไม่สร่าง หรืออายุเยอะแล้วแต่ผิวหน้ายังตึงเปรี๊ยะ จะรู้สึกปลาบปลื้มดีใจจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ และคงอยากให้ความสวยความเต่งตึงคงอยู่อย่างนี้ไปตลอด

ทว่าในความเป็นจริงสังขารของมนุษย์นั้นไม่เที่ยง ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสภาพไปตามวัย ผิวหน้าที่เคยเปล่งปลั่งสดใสจะเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย ไม่เต่งตึงเหมือนสาวๆ ยิ่งวัยเพิ่มมากขึ้นความหย่อนคล้อยจะยิ่งเห็นชัด เช่น หางคิ้วจะตกลง หนังตาด้านข้างจะหนาขึ้น แก้มห้อยย้อย มุมปากตก ร่องแก้มลึก ผิวบริเวณคอหย่อน ริ้วรอยแห่งวัยยิ่งเด่นชัดก็ยิ่งฟ้องอายุ และส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองได้

คุณผู้หญิงที่ผิวหน้าหย่อนคล้อย มีริ้วรอย หากอยากให้ผิวหน้าถอยกลับไปเต่งตึงสมวัยหรืออ่อนกว่าวัยอีกครั้ง ทางที่เห็นผลทันตาที่สุด คือ การทำ ศัลยกรรมดึงหน้า ซึ่งการ ดึงหน้า จะช่วยยกผิวหน้าที่หย่อนคล้อยให้กลับสู่ตำแหน่งเมื่อครั้งวัยสาว เพิ่มความกระชับของผิวหน้าให้ดูเต่งตึง และความหย่อนคล้อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นลดความเด่นชัดลง

ปัจจุบันเทคนิคการ ดึงหน้า ได้มีการพัฒนาไปมาก และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง สามารถเลือกดึงได้ตามสภาพผิวหน้า อย่างบางท่านอาจจะแค่ดึงหน้าเฉพาะจุดหรือบางส่วนก็พอ เช่น ดึงบริเวณขมับและแก้มที่ห้อยให้ยกขึ้น หรือบางท่านที่ผิวหย่อนคล้อยมากทั้งหน้าทั้งคอ ก็ต้องศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด คือ ดึงหน้า ดึงหน้าผาก ดึงคอ ซึ่งจะดึงจุดไหนหรือมากน้อยเพียงใดขึ้นกับสภาพผิวหน้าของแต่ละคน และดุลยพินิจของแพทย์

ถามว่าอายุเท่าไหร่ถึงเหมาะ ดึงหน้า โดยทั่วไปคนที่เหมาะดึงหน้าควรมีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เนื่องจากการดึงหน้านั้นเหมาะสำหรับคนที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่อนข้างชัดเจนทั้งที่ใบหน้าและลำคอ  สำหรับคนที่วัยแค่ 30 กว่าๆ ริ้วรอยเหี่ยวย่นยังไม่มาก แพทย์จะไม่แนะนำให้ทำ เทคโนโลยีช่วยยกกระชับหน้าอื่นดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า เช่น เทอร์มาจ เป็นต้น

เตรียมตัวอย่างไรก่อนผ่าตัด ดึงหน้า

  • ผู้ที่จะทำการผ่าตัดดึงหน้า ควรจะศึกษาให้เข้าใจถึงขั้นตอนในการทำ ผลที่จะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะสิ่งที่ผู้รับการผ่าตัดคาดหวังว่าจะได้รับหลังการดึงหน้า ถ้ามีข้อสงสัยใดๆ ให้สอบถามจากแพทย์
  • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ อาทิ โรคประจำตัว, ยาที่รับประทานเป็นประจำ, การแพ้ยา เป็นต้น
  • งดแอสไพริน, วิตามินอี และอาหารเสริม ก่อนเข้ารับการผ่าตัด 2 สัปดาห์
  • งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
  • ถ้าผมสั้น แนะนำให้ไว้ผมยาวก่อนทำการผ่าตัด เพื่อจะได้ซ่อนรอยแผลเป็นจนกว่าแผลจะหาย

โดยทั่วไป หากผู้เข้ารับการผ่าตัดมีสุขภาพแข็งแรงดี แพทย์ก็สามารถนัดวันทำผ่าตัดได้เลย แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ก็ต้องดูว่าสามารถควบคุมความดันได้ไหม กรณีที่มีโรคประจำตัวอย่างนี้ แพทย์ผ่าตัดจะส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคที่เป็น เพื่อประกอบการพิจารณาทำผ่าตัด ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะจะทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือทำแล้วมีความเสี่ยงในการผ่าตัด ได้แก่ มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเลือด, มีภาวะติดเชื้อ HIV, มีไวรัสตับอักเสบ C, เป็นโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นต้น

ขั้นตอนการผ่าตัด ดึงหน้า

ในการผ่าตัดดึงหน้า ถ้าเป็นการดึงทั้งหน้า จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่หากทำเฉพาะส่วนจะใช้เวลาในการทำประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งในการผ่าตัดแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยานอนหลับอย่างอ่อน หรืออาจใช้วิธีดมยาสลบ อันนี้ก็ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะนิยมใช้การดมยาสลบ ผู้เข้ารับการผ่าตัดจึงต้องงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

สำหรับวิธีการผ่าตัดแพทย์จะเปิดแผลเหนือหูบริเวณขมับ จากนั้นจะลากผ่านผิวหนังหลังแนวผมลงมาที่หน้าใบหูเรื่อยไปตามขอบหูด้านหน้าลงไปทางติ่งหู แล้วอ้อมติ่งหูไปทางด้านหลัง จากนั้นจะตัดเข้าในแนวเส้นผมอีกที ดังนั้นแผลส่วนใหญ่จะถูกซ่อนเอาไว้ตามแนวเส้นผม เมื่อหายแล้วก็ไม่ต้องกลัวใครเห็นเพราะผมจะปิดบังไว้  ส่วนแผลตรงบริเวณขอบหูด้านหน้าที่มองเห็นได้ มักจะเห็นชัดในช่วงแรกๆ เท่านั้น พอแผลหายสนิทแล้วจะค่อยๆ ลบเลือนไปและมักจะมองเห็นไม่ค่อยชัด

หลังจากเปิดแผลตามแนวดังกล่าวแล้ว แพทย์ก็จะทำการเลาะผิวหนังบริเวณใบหน้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นจะดึงเนื้อเยื่อชั้นสมาส (SMAS) หรือเนื้อเยื่อชั้นพังผืดหนาซึ่งอยู่ถัดจากผิวหนังชั้นบนมาเย็บขึงให้ตึงแล้วเย็บติดกับส่วนที่แข็งแรงตรึงไว้เป็นแห่ง ๆ เมื่อขึงชั้นสมาสเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการดึงผิวหนังชั้นบนให้ตึงและตัดผิวหนังส่วนเกินออกไป แล้วเย็บผิวหนังปิดด้วยไหมเส้นเล็ก แพทย์บางท่านอาจเย็บปิดด้วยไหมเหล็กเหมือนลวดเย็บกระดาษในบางบริเวณ เช่น แผลที่ซ่อนอยู่ในแนวผม ก็จะช่วยร่นระยะเวลาผ่าตัดลงได้อีก

บางครั้งแพทย์ผ่าตัดอาจจะใส่ท่อเล็กๆ ไว้ใต้ผิวหนังข้างหลังหู เพื่อให้เป็นทางระบายเลือดไม่ให้เกิดการคั่งค้าง ประมาณ 1 – 2 วันก็มักเอาออกได้ ตื่นมาก็ไม่ต้องตกใจว่ามีท่ออะไรติดตัวอยู่ และหลังผ่าตัดแพทย์จะพันผ้ารอบๆ ใบหน้าเพื่อที่จะลดการบวมและรอยฟกช้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งแพทย์จะเอาออกให้หลังผ่าตัดประมาณ 1 – 2 วัน แล้วตรวจดูสภาพแผลและเริ่มทำความสะอาดแผลให้

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด ดึงหน้า

  • หมั่นประคบด้วยความเย็นบริเวณใบหน้าประมาณ 2 วัน
  • ควรนอนยกศีรษะสูง ประมาณ 2-3 วัน เพื่อบรรเทาอาการบวม และห้ามนอนทับแก้ม 2 ข้างเด็ดขาดเป็นเวลา 1 เดือน เพราะจะทำให้มีเลือดคั่งได้ง่าย
  • งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์และอาหารรสจัด เพราะจะทำให้หน้าบวมมากยิ่งขึ้น
  • สามารถทำความสะอาดใบหน้าได้ตามปกติ ภายหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง
  • หลังผ่าตัด 3 วันสามารถสระผมได้ โดยใช้แชมพูธรรมดา แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการสระผม หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณแผลที่ศีรษะ และควรหวีผมเบาๆ
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องใช้แรงมาก เช่น งานบ้านที่หนัก อย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
  • ห้ามย้อมผม โกรกผม หรือไดร์ผมด้วยลมร้อนมากๆ ในช่วง 6 สัปดาห์แรก
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ถ้ามีอาการปวดมาก ให้รับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้ ซึ่งโดยปกติอาการปวดไม่ได้เกิดกับผู้เข้ารับการผ่าตัดทุกคน
  • หลังผ่าตัดประมาณ 7-10 วัน ให้มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตัดไหม

คนที่อยากผ่าตัด ดึงหน้า เวลาเห็นสภาพของคนที่เคยทำมาก่อน มักจะลังเลว่าควรทำดีหรือไม่ทำดี เนื่องจากหลังทำจะเห็นใบหน้าดูแปลก ดูน่ากลัว จากการบวมหรือรอยฟกช้ำ ก็อยากอธิบายให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการดึงหน้าที่ผลการรักษาจะยังไม่ปรากฏให้เห็นทันทีทันใด จะมีอาการบวมหรือฟกช้ำได้ อย่างอาการบวมมักเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนรอยฟกช้ำมักจะหายสนิทในเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ แต่ถ้าจะเอาให้ชัวร์ยุบบวมดีจนออกสังคมได้ตามปกติ ก็ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ – 1 เดือน อันนี้จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ถ้าต้องการให้อาการบวมยุบเร็วขึ้นก็ควรปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ อาทิ การประคบเย็นที่ใบหน้า, นอนยกศีรษะสูง หรือจะปรึกษาแพทย์เข้ารับ การรักษาด้วย HBO เพื่อลดบวม ก็ได้ วิธีนี้จะเป็นการหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าสู่ร่างกาย จะช่วยลดบวมให้เร็วขึ้น โดยทำครั้งละ 1 – 2 ชม./วัน ประมาณ 1 – 5 ครั้ง แล้วแต่ความบวมของแผลผ่าตัด

อีกเรื่องที่คนมักกังวล คือหลัง ดึงหน้า แล้วจะมีผลไม่พึงประสงค์อย่าง “หน้าเบี้ยว” หรือ “อาการชาที่หน้า” หรือเปล่า สำหรับปัญหาหน้าเบี้ยวแพทย์ผ่าตัดก็จะพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งถ้าผ่าตัดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด โอกาสที่จะเกิดหน้าเบี้ยวหลังการดึงหน้าแทบไม่มี แต่อาการชาที่หน้าเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เนื่องจากผิวหนังถูกเลาะถูกแยกก็ต้องให้เวลาเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหน้าฟื้นตัวบ้าง โดยทั่วไปก็ประมาณ 3 – 6 เดือน อาการชาก็จะดีขึ้นและหายไปได้ ช่วงที่มีอาการชา การดูแลใบหน้าและผมควรทำอย่างอ่อนโยน โดยเฉพาะไม่ควรใช้ความร้อนประคบที่แก้ม เพราะอาจเกิดอาการหนังไหม้โดยไม่รู้ตัวได้

หลังผ่าตัด ดึงหน้า  ผิวหน้าจะดูอ่อนเยาว์ขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผิวหน้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติตรงนี้ด้วย ส่วนว่าผิวหน้าจะคงสภาพความเต่งตึงเอาไว้ได้นานแค่ไหน  ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหน้าของแต่ละท่าน โดยเฉลี่ยจะคงอยู่ได้นาน 5 ปี ขึ้นไป แต่ใครที่ดูแลผิวหน้าดีๆ อาจอยู่ได้นานเป็น 10 ปีก็มี ดังนั้นถ้าอยากให้ผิวหน้าคงความเต่งตึงเอาไว้นานๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ อาทิ แสงแดด, การสูบบุหรี่, มลภาวะต่าง ๆ, การถูนวดหน้ารุนแรง, ขาดการบำรุงผิว เป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำเพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณ ก็อย่างเช่น พักผ่อนให้เพียงพอ, ออกกำลังกาย, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์, ขจัดความเครียด เป็นต้น ก็จะช่วยยืดเวลาที่จะมาผ่าตัดดึงหน้าอีกรอบให้ยาวออกไป แต่การดึงหน้าครั้งถัดๆ มา ปริมาณความตึงจะไม่มากเท่าการดึงครั้งแรก

การผ่าตัด ดึงหน้า ที่เราเห็นทำกันในผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่ จริงๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเพศหญิงเท่านั้น ผู้ชายก็สามารถทำได้ เพียงแต่แพทย์จะต้องอธิบายผลหลังทำให้คุณผู้ชายทราบก่อน นั่นก็คือ การที่ต้องดึงผิวไปเย็บขึงจะทำให้ตำแหน่งที่เคราขึ้นเปลี่ยนไป คุณผู้ชายจึงต้องไปโกนหนวดบริเวณด้านหลังคอและหู ถ้ายอมรับได้และไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัดใดๆ แพทย์ก็สามารถผ่าตัดให้ได้เลย

การ ศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการแก้ปัญหาความหย่อนยานตามวัยที่เห็นผลทันตา ผิวหน้าเรียบตึงย้อนวัยไปได้หลายปี แต่ผิวหน้าตึงแล้วลองส่องกระจกสำรวจดูสักนิด หากใต้ตายังเป็นถุง ก็ทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย และดูเศร้าหมองได้ ปัญหานี้แก้ไม่ยากแนะนำ ผ่าตัดลดถุงไขมันใต้ตาจะช่วยให้ใต้ตาเรียบตึงเพราะแพทย์จะขจัดทั้งไขมันและผิวส่วนเกินออกไปจนหมด ก็จะเป็นการปฏิวัติผิวหน้าครั้งใหญ่ให้ใครๆ ต้องอึ้ง อย่างนี้ตำแหน่ง “สาวสองพันปี” ไม่มีทางหนีหายไปไหนแน่นอนค่ะ

อายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับการดึงหน้า
ควรมีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เพราะการดึงหน้านั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นค่อนข้างชัดเจนทั้งที่ใบหน้าและลำคอ ส่วนจะทำที่อายุเท่าไหร่จริงๆ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของลูกค้า และดุลยพินิจของแพทย์
—————————————————-
การดึงหน้าสามารถอยู่ได้นานหรือไม่
การผ่าตัดดึงหน้าจะอยู่ได้ 5 ปี ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลสภาพผิวหน้าของแต่ละท่านด้วย
—————————————————-
สามารถเลือกดึงเฉพาะจุดได้หรือไม่
สามารถเลือกดึงเฉพาะจุดได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีการผ่าตัด 3 จุด คือ ดึงหน้า (ขมับ + แก้ม), ดึงคอ, ดึงหน้าผาก จะดึงจุดไหนขึ้นกับสภาพผิวหน้าของลูกค้า และดุลยพินิจของแพทย์
—————————————————-
ดึงหน้าแล้วคิ้วจะยกตามหรือไม่
การดึงหน้า ตำแหน่งคิ้วจะอยู่ที่เดิม แต่ถ้าต้องการยกคิ้วแนะนำให้ทำการผ่าตัดดึงหน้าควบคู่กับการดึงหน้าผาก
—————————————————-
หลังการดึงหน้า มีโอกาสที่หน้าจะเบี้ยวหรือไม่
ศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลยันฮีมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการผ่าตัด โอกาสที่จะเกิดหน้าเบี้ยวหลังการดึงหน้าแทบไม่มี แต่อาจมีอาการชาเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเพียงชั่วคราวแล้วจะหายไปได้
—————————————————-
ดึงหน้าแล้ว จะมีอาการชานานหรือไม่
หลังผ่าตัดจะมีอาการชาบริเวณแผลผ่าตัดอยู่ประมาณ 3 – 6 เดือน
—————————————————-
ต้องพักฟื้นนานไหมจึงจะออกสังคมได้ตามปกติ
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ – 1 เดือน เพื่อให้อาการบวมยุบเข้าที่ ก็สามารถออกงานสังคมได้
—————————————————-
ดึงหน้าแล้ว จะสระผมได้เมื่อไหร่
หลังผ่าตัด 3 วันสามารถสระผมได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการสระผม หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณแผลที่ศีรษะ
—————————————————-
หลังการดึงหน้าจะมีอาการบวมนานกี่วัน มีวิธีไหนที่จะช่วยลดบวมได้ผลเร็ว
หลังดึงหน้าจะมีอาการบวมประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละท่าน แต่ถ้าต้องการให้อาการบวมลดลงเร็วขึ้นควรปฏิบัติดังนี้
• ประคบเย็นที่ใบหน้าในช่วง 1 – 2 วันแรก
• นอนยกศีรษะสูงประมาณ 2 – 3 วัน
• แนะนำรักษาด้วย HBO โดยการหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าสู่ร่างกาย จะช่วยลดบวมให้เร็วขึ้น โดยทำครั้งละ 1 – 2 ชม./วัน ประมาณ 1 – 5 ครั้ง แล้วแต่ความบวมของแผล
—————————————————-
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดึงหน้า
• แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ อาทิ โรคประจำตัว, อาการแพ้ยา เป็นต้น
• งดแอสไพริน, วิตามินอี และอาหารเสริม ก่อนเข้ารับการผ่าตัด 2 สัปดาห์
• งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
—————————————————-
มีศัลยกรรมอย่างอื่นอะไรบ้างที่มักทำควบคู่ไปกับศัลยกรรมดึงหน้า
ศัลยกรรมที่มักทำควบคู่ไปกับศัลยกรรมดึงหน้า คือ ศัลยกรรมกระชับลำคอ (ดึงคอ) และดึงหน้าผาก
—————————————————-
การศัลยกรรมดึงหน้า สามารถดึงแค่เฉพาะบางส่วนได้หรือไม่
สำหรับผู้ที่มีรอยเหี่ยวย่นไม่มาก เช่น ที่บริเวณแก้ม หรือคาง อาจจะสามารถทำศัลยกรรมดึงหน้าบางส่วนได้ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม
—————————————————-
ศัลยกรรมดึงหน้ามีแผลเป็นหรือไม่
มี แต่รอยแผลมักจะเป็นเส้นเล็กๆ และซ่อนไว้หลังหู แนวหู ไรผม บริเวณหน้าผากหรือแนวผมบริเวณศีรษะด้านหน้า ซึ่งจะมองไม่เห็นรอยแผลเป็นชัดเจน
—————————————————-
การศัลยกรรมดึงหน้ามีกี่แบบ
การทำศัลยกรรมดึงหน้าจะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่
• ศัลยกรรมดึงหน้าบางส่วน เช่น บริเวณแก้มที่ห้อย
• ศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด เช่น บริเวณหน้าผาก, คิ้ว และกระชับลำคอ
—————————————————-
ผู้ที่ไม่สามารถทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือมีความเสี่ยงในการผ่าตัด
• ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเลือด
• ผู้ที่มีโรคประจำตัว ภาวะติดเชื้อ HIV
• มีไวรัสตับอักเสบ C
• โรคเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุมได้
• กรณีที่มีโรคประจำตัว ควรส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับโรคที่เป็น เพื่อประกอบการพิจารณาทำผ่าตัด
—————————————————-
การปฏิบัติตัวหลังการศัลยกรรมดึงหน้า
• หมั่นประคบด้วยความเย็นบริเวณใบหน้าประมาณ 2 วัน
• ควรนอนด้วยท่าศีรษะสูง เพื่อบรรเทาอาการบวมและห้ามนอนทับแก้ม 2 ข้างเด็ดขาดเป็นเวลา 1 เดือน เพราะจะทำให้มีเลือดคั่งได้ง่าย
• งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์และอาหารรสจัด เพราะจะทำให้หน้าบวมมากยิ่งขึ้น
• ควรหวีผมเบาๆ และเริ่มสระผมได้หลังจากวันที่ 3 โดยใช้แชมพูธรรมดา และสามารถล้างหน้าได้ตามปกติ
• ห้ามย้อมผม โกรกผม หรือไดร์ผมด้วยลมร้อนมากๆ ในช่วง 6 สัปดาห์แรก
• อาจมีอาการชาบริเวณใบหน้า ประมาณ 1-2 เดือน
• รับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และมาพบแพทย์ตามนัด
—————————————————-

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ดึงหน้า พัก 2 คืน 65,000 บาท
ดึงหน้าผาก พัก 1 คืน 60,000 บาท
เคยผ่าดึงหน้ามาแล้วจากที่อื่นต้องการแก้ไข พัก 2 คืน 80,000 บาท
ดึงคอ เพิ่มจากดึงหน้าอีก พัก 1 คืน 50,000 บาท
เสริมหน้าผาก พัก 1 คืน 40,000 บาท
เสริมหน้าผากด้วยวัสดุกระโหลกเทียม,เนื้อเยื่อตัวเอง พัก 2 คืน 80,000 บาท
ดึงคิ้ว 25,000 บาท
ดึงขมับ 30,000 บาท
ขูดซิลิโคนหน้า (เพิ่มจากดึงหน้า) 30,000 บาท
ฉีดไขมันที่หน้าผาก 26,000 บาท
กระชับกล้ามเนื้อคอเพิ่มจากดึงคอ (เพิ่ม) 10,000 บาท
แก้ไขรอยย่นบริเวณหัวคิ้ว เข้าจากตาบน 15,000 บาท
เสริมเนื้อร่องแก้ม เพิ่มจากดึงหน้า (เพิ่ม) 8,000 บาท
กรอหน้า 14,000 บาท
ตัดกระเดือก 25,000 บาท
เสริมขมับ 2 ข้าง (ด้วยซิลิโคนแผ่น) 35,000 บาท
เสริมขมับ 2 ข้าง ด้วยการฉีดไขมัน (ฉีดขมับ) 20,000 บาท
ลดโหนกคิ้วสูงด้วยการกรอกระดูก พัก 1 คืน 50,000 บาท
ยกคิ้วด้วยไหม พัก 1 คืน 40,000 บาท
แขวนไหวคิ้วร่วมกับดึงหน้าผาก (เพิ่ม) 5,000 บาท
เสริมโหนกคิ้ว พัก 1 คืน 50,000 บาท
ร้อยไหม (เส้นละ) 1,000 บาท
ดึงหน้าด้วยไหม Spring เส้นละ 12,000 บาท
ดึงหน้าด้วยไหม Spring midface 6 เส้น พัก 1 คืน 72,000 บาท
ดึงคอด้วยไหม Spring midface 4 เส้น พัก 1 คืน 48,000 บาท

หัตถการที่เกี่ยวข้อง

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม

นัดหมายแพทย์

ค้นหาแพทย์

ชื่อ - นามสกุล

เบอร์โทรติดต่อ

Show Buttons
Hide Buttons