ดีท็อกซ์ สวนล้างลำไส้

ดีท็อกซ์ … ล้างพิษ … ล้างลำไส้

ทุกวันนี้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพตามแนวธรรมชาติบำบัดกันมากขึ้น และหนึ่งในวิธีที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นหูกันพอสมควรคือ ดีท็อกซ์ (Detox) หรือ การ สวนล้างลำไส้ ถ้ายังจำกันได้…ดีท็อกซ์เคยบูมมากๆ เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งการทำดีท็อกซ์สมัยนั้นจะต้องไปซื้อหาอุปกรณ์มาสวนล้างด้วยตัวเองที่บ้าน ถามว่าสมัยนี้ยังทำได้มั้ย ทำได้ค่ะ แต่หลายคนบอกไม่อยากทำเพราะรู้สึกว่ายุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอุปกรณ์ เตรียมน้ำยาสวน โน่นนั่นนี่สารพัด จึงหันมาพึ่งบริการสวน ล้างลำไส้ ด้วยเครื่องล้างลำไส้ตามสถานพยาบาลต่างๆ  ซึ่งการทำดีท็อกซ์ด้วยเครื่องล้างลำไส้นั้นไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย แถมมีประสิทธิภาพมากกว่าการสวนล้างด้วยตัวเองหลายเท่า

แล้วทำไมต้อง ดีท็อกซ์

เคยสงสัยกันไหมว่า เรา ดีท็อกซ์ลำไส้ กันไปทำไม? แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทำตามกระแส แต่เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง ด้วยวีถีชีวิตของเราทุกวันนี้กินแต่อาหารสมัยใหม่ที่เป็นแป้งขัดขาว น้ำตาล เนื้อสัตว์ ไขมัน เมื่อผ่านการย่อยจะไม่เหลือเป็นกากอาหารเพียงพอให้ถูกขับออกจากร่างกายโดยง่าย สิ่งที่เหลือหลังการย่อยจะอยู่ในสภาพเหนียวหนับ เมื่อผ่านจากลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ กากอาหารที่เหนียวหนับดังกล่าวจะเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ด้วยความลำบาก และมักเกาะเป็นตะกรันบนผนังลำไส้ใหญ่ บวกกับเซลล์เก่าๆ ของผนังลำไส้ที่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนตามธรรมชาติ จะกลายเป็นแหล่งอาหารอย่างดีของแบคทีเรียชนิดเลว เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายทั้งกากอาหารและเซลล์ผนังลำไส้ที่หลุดลอกตายไป ก็จะเกิดการบูดเน่าขึ้นในลำไส้ ผลที่เกิดจากการนี้ก็คือ ก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น และ “สารพิษ”

จะมีสักกี่คนทราบบ้างว่า การขับถ่ายตามธรรมชาตินั้นคราบตะกรันที่เกาะบนผนังลำไส้ใหญ่มิได้ถูกขับออกมาจนหมดเกลี้ยง หากยังคงมีเหลืออยู่ และเมื่อคราบตะกรันเหล่านี้ค้างอยู่นานวันก็จะพอกตัวหนาและแข็งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นด่านปิดกั้นการดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่กลับคืนสู่ร่างกาย นอกจากนั้นคราบตะกรันที่พอกหนาขึ้นๆ เหล่านี้ จะทำให้ช่องในหลอดลำไส้ใหญ่แคบลงๆ ช่องทางให้กากอาหารผ่านไปได้จึงเหลือน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ยังบีบไล่กากอาหารไม่ได้ตามปกติ รวมถึงกีดขวางมิให้ผนังลำไส้ขับสารหล่อลื่นออกมาจนเกิดความแห้งฝืดขึ้นภายใน เมื่ออุจจาระถูกขัดขวางจนเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวกจึงคั่งค้างหมักหมมอยู่ภายในลำไส้ เป็นจุดเริ่มต้นของโรคคนเมืองอย่าง “อาการท้องผูก” เมื่อถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก นานวันเข้าก็กลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอาการท้องผูกนั้นสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้คนเราอย่างมาก  ทั้งความอึดอัดไม่สบายในช่องท้อง การต้องเบ่งอุจจาระที่แข็งมากๆ จนบางทีครูดให้เกิดแผล ไปจนถึงริดสีดวงทวาร

นอกจากนั้นคราบตะกรันและกากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่คั่งค้างอยู่อาจจะส่งผลให้โครงสร้างหรือขนาดของลำไส้ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปทรงปกติได้ เช่น มีลักษณะโป่งพองออก หรืออาจตีบแคบจนกากอาหารผ่านไปได้ยาก หรือถ้ามีแรงดันภายในโพรงลำไส้สูงขึ้นก็อาจดันผนังลำไส้ใหญ่จนปูดโป่งเป็นติ่งเป็นถุง ที่เรียกว่า ไดเวอร์ติคูลา (Diverticula) ถ้ามีอุจจาระไปค้างอยู่ในโพรงถุงเหล่านี้ อาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบรุนแรงได้

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็เรื่องของ “สารพิษ” สารพิษที่สะสมภายในลำไส้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นต้นตอของอาการผิดปกติหลายอย่างในร่างกาย  ถ้าคุณหมั่นสังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอ ก็อาจตรวจพบอาการเตือนเบื้องต้นที่เกิดจากการสะสมสารพิษในร่างกาย เช่น มีกลิ่นตัว ลมหายใจมีกลิ่น สมองไม่แจ่มใส การขับถ่ายไม่ปกติ ซึมเศร้า หงุดหงิด อ่อนเพลีย อึดอัดไม่สบายตัว หรืออาการแพ้ต่างๆ อาทิ ลมพิษ จามและไอ เป็นต้น อาการแสดงซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการสะสมสารพิษในร่างกายดังกล่าว คนส่วนใหญ่มักละเลยไม่เอาใจใส่เพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าร่างกายสะสมสารพิษต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ อาทิ

  • ปากแห้ง ปากเปื่อย ลมหายใจและกลิ่นตัวรุนแรงขึ้น
  • ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อยๆ
  • ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
  • ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
  • ริดสีดวงทวารภายนอก หรือภายใน
  • เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก รูมาตอยด์
  • โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นทางหนึ่งที่ช่วย ล้างพิษ และฟื้นฟูสุขภาพลำไส้ใหญ่ของเราได้ แต่คราบตะกรันที่เกาะคั่งค้างเป็นเวลานานนั้นไม่ง่ายเลยที่จะขจัดออก  จึงจำเป็นที่เราจะต้องพึ่งพาวิธีที่มีประสิทธิภาพอย่าง ดีท็อกซ์ เพื่อล้างคราบตะกรันที่เกาะผนังลำไส้ และช่วย ล้างพิษ ที่สะสมในลำไส้ออกไป

ดีท็อกซ์ มีกี่วิธี

ปัจจุบันนิยมทำกันอยู่ 2 วิธีคือ

  • ดีท็อกซ์ระดับล่าง (Low Enema) เป็นการสวนล้างลำไส้ในช่วง 30 เซนติเมตรสุดท้ายของลำไส้ โดยใช้น้ำประมาณ 1 – 1.5 ลิตร ผสมด้วยกาแฟหรือสมุนไพร เช่น ยี่หร่า กานพลู น้ำมะนาว น้ำส้มมะขาม เป็นต้น แต่ที่นิยมมากและหาง่ายทั้งมีฤทธิ์ขับพิษได้ดีคือ กาแฟ บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า ดีท็อกซ์ด้วยกาแฟ ก็มาจากความนิยมในการใช้กาแฟนั่นเอง การทำดีท็อกซ์ระดับล่างนี้มี 2 แบบคือ การสวนล้างด้วยตัวเองที่บ้านอย่างที่เคยฮิต ๆ ทำกัน กับอีกแบบจะพบได้ในโรงพยาบาล คือเป็นการทำความสะอาดลำไส้ให้พร้อมสำหรับการตรวจวินิจฉัยหรือรักษา เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่, เอกซเรย์ดูลำไส้ใหญ่ด้วยการสวนแป้ง, เตรียมลำไส้เพื่อการผ่าตัด เป็นต้น เดี๋ยวนี้บางโรงพยาบาลก็นำเอาเครื่องล้างลำไส้มาประยุกต์ใช้ในการเตรียมลำไส้ด้วย  โดยจะใช้น้ำเกลืออุ่นประมาณ 2 ลิตร
  • ดีท็อกซ์ระดับบน (High Colon Cleansing) เป็นการล้างทั่วทั้งลำไส้ใหญ่ ตลอดความยาว 150 เซนติเมตร โดยใช้น้ำอุ่นปริมาณมากประมาณ 25 ลิตร การทำดีท็อกซ์ระดับบนจะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่เรียกว่า เครื่องล้างลำไส้ (Colonic) ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิ แรงดัน และปริมาณของน้ำได้ การทำดีท็อกซ์ระดับบนต้องทำในสถานพยาบาลที่มีเครื่องล้างลำไส้เท่านั้น ระหว่างขั้นตอนการทำจะมีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

สำหรับดีท็อกซ์ระดับบนจะสามารถชะล้างทำความสะอาดคราบตะกรันในลำไส้ใหญ่ได้ค่อนข้าง “เกลี้ยงเกลา” หรือ “หมดจด” กว่าดีท็อกซ์ระดับล่าง  แม้กระทั่งคราบตะกรันเก่าเก็บพอกหนาเหนียวแน่นมานานปีในลำไส้ที่ยากจะกำจัดก็ตาม เนื่องจากน้ำยาจะถูกเครื่องล้างลำไส้ส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง  และผู้ถูกสวนล้างสามารถขับถ่ายออกได้ตลอดเวลาที่ปวดเบ่งไม่ต้องอั้น ในระหว่างนั้นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะนวดหน้าท้องเพื่อให้คราบตะกรันที่จับอยู่ด้านในของลำไส้ หรือเศษอุจจาระที่ติดเคลือบอยู่ตามผนังลำไส้ล่อนตัวออกมา ครั้นกากของเสียละลายออกมากับน้ำยาที่สวนเข้าไปก็จะเปิดทางให้น้ำยาสวนระลอกถัดๆ ไปสามารถทะลุทะลวงไปได้ไกลยิ่งขึ้น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำยาหมดจำนวนที่กำหนด ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้เอง น้ำยาสวนจึงทะลุทะลวงไปได้ไกลจนถึงช่วงรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ หรือตลอดความยาวของลำไส้ใหญ่

ขั้นตอน ดีท็อกซ์ ด้วยเครื่องล้างลำไส้

ก่อนทำไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ไม่ต้องอดอาหาร หรือกินยาระบาย แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย วัดความดันเพื่อประเมินสภาพร่างกาย หากมีโรคประจำตัว หรือมีอาการผิดปกติ อาทิ เป็นภูมิแพ้ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ

ผู้มารับบริการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเสื้อคลุมที่ทางสถานพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งการทำดีท็อกซ์จะทำในห้องหับมิดชิดที่จัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จึงไม่ต้องกังวลหรือเขินอาย ผู้มารับบริการจะนอนบนเตียงล้างลำไส้ซึ่งมีโถรองรับของเสียที่จะกำจัดออก เมื่อพร้อมแล้วจะเริ่มสอดหลอดสวนทวารที่เคลือบสารหล่อลื่นเข้าทางทวารหนักลึกประมาณ 2 นิ้ว  หลอดนี้ปลอดเชื้อและสิ่งปนเปื้อนเพราะเป็นชนิดใช้แล้วทิ้ง

สำหรับน้ำยาสวนจะใช้ปริมาณ 25 ลิตร เครื่องจะปรับอุณหภูมิน้ำยาให้เท่ากับลำไส้  และฆ่าเชื้อในน้ำยาก่อนส่งเข้าลำไส้  เมื่อหลอดสวนทวารถูกสวนเข้าไปทางทวารแล้ว  จึงจะเริ่มเปิดน้ำอุ่นเข้าสู่ลำไส้อย่างช้า ๆ เพื่อให้ลำไส้ค่อย ๆ ปรับสภาพรับน้ำยาที่ไหลเข้าไป

แรกๆ ผู้มารับบริการอาจรู้สึกอึดอัดท้อง อยากถ่าย  ควรกลั้นไว้ก่อน ความรู้สึกปวดหน่วงๆเหล่านี้ก็จะหายไปเอง    รอจนน้ำยาผ่านเข้าสู่ลำไส้ได้ประมาณ 500 ซี.ซี. (บางคนอาจมาก-น้อยกว่านี้บ้างก็ไม่เป็นไร)  เมื่อรู้สึกปวดเบ่งอยากถ่ายให้ถ่ายออกมาได้เลยไม่ต้องอั้น  ในระหว่างนั้นผู้ให้บริการจะช่วยนวดหน้าท้องเพื่อให้คราบตะกรันหรือเศษอุจจาระที่เคลือบจับอยู่ตามผนังด้านในของลำไส้ลอกล่อนออก

คุณสามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกน้ำยาชะล้างออกมาผ่านท่อใส  ทั้งอุจจาระ  เมือก คราบตะกรันของเสีย  ซึ่งสังเกตได้ว่าคราบตะกรันจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆ  แตกต่างจากเศษอาหาร  ยิ่งถ้าเม็ดๆ เหล่านี้มีสีดำมาก ก็แสดงว่ากากของเสียที่เห็นเหล่านั้นสะสมในลำไส้มานาน ของเสียเหล่านี้จะถูกถ่ายลงโถ ไหลออกทิ้งตามท่อตลอดเวลา   และไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์

การสวนล้างด้วยเครื่องล้างลำไส้นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อน้ำยาถูกใช้จนหมด 25 ลิตร ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที หลังจากน้ำหมดแล้ว ควรนอนพักอีกสัก 5-10 นาที  จะได้ขับถ่ายส่วนที่เหลือค้างอยู่ในลำไส้ออกให้หมดแล้วจึงค่อยทำความสะอาดร่างกาย

ทุกขั้นตอนของการดีท็อกซ์ด้วยเครื่องล้างลำไส้นั้นไม่เจ็บ  จะมีบ้างก็เพียงรู้สึกถึงการบีบรัดของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อขับน้ำและของเสียออกเท่านั้น  ซึ่งเป็นแต่ความรู้สึกในระดับปวดเบ่งหรืออยากผายลมเท่านั้น  อาการที่ว่าจะหายไปหลังจากขับถ่ายออกแล้ว

สำหรับใครที่กลัวว่าน้ำยาจะเอ่อท้นเข้าไปในลำไส้เล็ก ก็ไม่ต้องกังวล เพราะน้ำยาที่ปล่อยเข้าลำไส้ถูกปล่อยตามแรงดึงดูดของโลก ไม่มีแรงดันจากเครื่องหรือกลไกอื่นใด ทั้งผู้ถูกสวนยังสามารถเบ่งถ่ายน้ำออกได้ตลอดเวลา แรงดันน้ำจึงไม่เพิ่มมากเกินกว่าที่ลำไส้จะรับไว้ได้ นอกจากนั้นร่างกายของคนเราเองก็เซฟตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้วด้วยคือระหว่างรอยต่อลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กจะมีลิ้น (valve) กั้นอยู่ ลิ้นนี้จะปล่อยให้ของเหลวหรือสิ่งอื่นๆไหลจากลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ได้ทางเดียวเท่านั้น ไม่มีการไหลย้อนกลับไปสู่ลำไส้เล็ก

ผลไม่พึงปรารถนาหลัง ดีท็อกซ์

อาจเกิดได้บ้างในบางคน เช่น มีอาการปวดถ่ายอีก 1-2 ครั้งในวันเดียวกัน เนื่องจากน้ำยาที่ใช้สวนยังเหลือตกค้างอยู่ในลำไส้ บางคนมีท้องผูกบ้างเนื่องจากการบีบตัวของลำไส้ช้าลงเล็กน้อย ทำให้ไม่ถ่าย แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วไม่นานการทำงานของลำไส้ก็จะคืนสู่ภาวะปกติ สามารถขับถ่ายอุจจาระได้สะดวกขึ้นในปริมาณมากขึ้น

บางคนอาจรู้สึกอ่อนเพลียจากการเบ่งถ่ายอุจจาระหลาย ๆ ครั้ง  แต่ไม่ใช่ร่างกายสูญเสียเกลือแร่จากการทำดีท็อกซ์ เนื่องจากอุจจาระที่ถูกขับออกได้ถูกดูดซึมน้ำและเกลือแร่เอาไว้แล้ว  ปริมาณเกลือแร่ที่สูญเสียออกจากร่างกายจึงมีเพียงเล็กน้อย และร่างกายยังได้เกลือแร่ทดแทนจากน้ำยาที่เราสวนเข้าไปอีกด้วย

ผลดีที่ได้จากการ ดีท็อกซ์

  • เมื่อสวนเอาของเสียและอุจจาระออก เปรียบเสมือนเราล้างท่อ ผลที่เกิดขึ้นทันทีคือความรู้สึกโล่งเบาสบาย  อาการอึดอัด ท้องอืด แน่นท้องต่างๆ ที่เคยมีจะหายไป แน่นอนว่าอารมณ์ย่อมแจ่มใสสดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น
  • สิ่งสกปรก ของเสีย กากอาหาร คราบตระกรัน รวมทั้ง “สารพิษ”ที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ถูกขจัดออกไปจากร่างกาย
  • ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ให้ทำงานได้มากขึ้น ด้วยสภาพที่สะอาดทำให้กล้ามเนื้อลำไส้มีสุขภาพดี แข็งแรง ส่งผลดีดังนี้ (1) สามารถบีบเคลื่อนเป็นจังหวะตามปกติที่ควรเป็นส่งผลให้ผลักดันของเสีย เช่น กากอาหารและอุจจาระ ออกจากลำไส้ได้เร็วไม่ตกค้าง นี่เท่ากับตัดต้นตอที่จะทำให้เกิดสารพิษสะสมในลำไส้ หลังทำดีท็อกซ์จะพบว่าการขับถ่ายทำได้ง่ายขึ้น คล่องขึ้น และอาการท้องผูกจะดีขึ้น (2) ทำให้การดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่กลับคืนสู่ร่างกายได้สะดวกขึ้น และ (3) ทำให้แบคทีเรียชนิดดีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยควบคุมปริมาณแบคทีเรียชนิดเลวให้อยู่ในระดับเหมาะสม
  • ทำให้ลำไส้มีขนาดปกติ การสวนล้างเอากากของเสียที่คั่งค้างรวมถึงคราบตะกรันออกไปจากลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ส่วนที่เคยเสียรูปทรงก็จะค่อยกลับคืนสู่ปกติสามารถเคลื่อนไหวบีบรัดตัวตามหน้าที่ได้อย่างเก่า  ส่วนแรงดันภายในโพรงลำไส้ที่ลดลงจะทำให้ผนังลำไส้ไม่ถูกดันให้ปูดยื่นเป็นถุงหรือโพรง จริงอยู่ว่าการรักษาทางยาหรือรักษาด้วยวิธีอื่นอาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เช่นกัน  แต่มักให้ผลเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
  • ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทำให้เซลล์สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น เนื่องจากอวัยวะเหล่านี้จะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้ผ่านจุดตอบสนองภายในลำไส้ ซึ่ง ดีท็อกซ์ จะช่วยกระตุ้นจุดตอบสนองที่ว่านี้ และการนวดหน้าท้องขณะทำ ไม่เพียงช่วยให้ตะกรันที่เกาะอยู่ที่ผนังลำไส้หลุดลอกดีขึ้น การเน้นนวดในตำแหน่งของลำไส้ที่สัมพันธ์กับอวัยวะที่มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ จะช่วยบำบัดอาการของแต่ละอวัยวะได้
  • การที่ดีท็อกซ์ช่วยระบายกากของเสีย คราบตะกรันที่บูดเน่า และสารพิษสะสมออกจากลำไส้ใหญ่ ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดสารพิษที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคจึงยังคงประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงตับของคนเราที่ปกติมีหน้าที่ทำให้สารพิษต่างๆหมดภาวะความเป็นพิษ ก็ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป สุขภาพของตับก็จะแข็งแรงทำหน้าที่ขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดีท็อกซ์ ทำได้บ่อยแค่ไหน

ขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการทำว่าต้องการเพียงให้ลำไส้สะอาด หรือต้องการให้ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมดทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าเป็นเหตุผลประการหลัง ก็อาจต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่าควรทำบ่อยแค่ไหนเป็นราย ๆ ไปตามความเหมาะสม    แต่ถ้าพิจารณาจากวิถีบริโภคและการดำเนินชีวิตของคนเราทุกวันนี้แล้ว การทำดีท็อกซ์เพียงครั้งเดียวดูไม่น่าเพียงพอที่จะทำให้ลำไส้สะอาดได้ เนื่องจากในลำไส้หมักหมมไปด้วยสิ่งสกปรก และสารพิษตกค้างจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเพื่อให้แน่ใจว่า ลำไส้จะสะอาดน่าจะได้ทำการสวนล้างมากกว่า 1 ครั้ง

คนที่มีสุขภาพปกติมักคิดว่าการทำดีท็อกซ์เป็นเรื่องเกินจำเป็น แต่จริงๆ แล้วดีท็อกซ์เป็นได้ทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรคไปพร้อมกันในตัว จึงไม่ต้องรอจนเจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยทำ  ความถี่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติควรทำ 3 เดือน/ครั้ง หรือจะทำปีละ 2-3 ครั้งก็ได้

ถ้าสุขภาพปกติแต่มีอาการท้องผูกคอยรบกวน ควรทำ 3 เดือน/ครั้ง แต่หากถึงขั้นท้องผูกเรื้อรังแล้ว ควรสวนล้างเดือนละครั้งจนกว่าอาการท้องผูกจะดีขึ้น พร้อมกันนั้นก็ต้องดูแลเกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน หาเวลาออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ด้วย

ในกรณีมีปัญหาสุขภาพต่างๆ แล้วต้องการทำดีท็อกซ์เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่าสมควรสวนล้างบ่อยครั้งเพียงใด อย่างมาสวนล้างเพื่อรักษาอาการของโรคต่าง ๆ เช่น ท้องเสียบ่อยๆ ภูมิแพ้ หอบหืด ไขข้ออักเสบ อาจแนะนำให้สวนล้าง 1 เดือน/ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น ในรายที่มาทำการรักษาเพื่อให้อาการโรคเรื้อรังดีขึ้น เพื่อลดไข้ ลดอาการปวดหลังหรือปวดศีรษะ อาจจะต้องทำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์จนอาการดีขึ้น

ข้อห้ามในการ ดีท็อกซ์ ด้วยเครื่องล้างลำไส้

โดยทั่วไปไม่มีอันตรายสำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุเหมาะสมในการทำ 18 ปีขึ้นไป ผู้สูงอายุก็สามารถทำได้แต่อาจต้องปรับให้เหมาะสมเช่นเดียวกับคนที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง ส่วนในกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงสูงที่ไม่ควรทำดีท็อกซ์ ได้แก่

  • สตรีมีครรภ์
  • มีภาวะไตวาย
  • มีภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ
  • มีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับความดันโลหิต เช่น  มีความดันโลหิตสูงหรือความดันโลหิตต่ำ โดยที่ยังไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้
  • มีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือด เช่น เป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีประวัติหัวใจล้มเหลว มีภาวะเส้นโลหิตโป่งพอง มีภาวะเลือดจางรุนแรง
  • มีภาวะเสี่ยงในช่องท้องและลำไส้ อาทิ เป็นไส้เลื่อน มีภาวะลำไส้อุดตัน มีเลือดออกทางทวารหนักหรือถ่ายเป็นเลือดก่อนทำ 3 วัน เพิ่งผ่าตัดช่องท้องไม่เกิน 6 สัปดาห์  ผ่าตัดริดสีดวงทวาร เคยผ่าตัดลำไส้ใหญ่และเปิดลำไส้ออกทางหน้าท้อง เป็นต้น
  • เป็นมะเร็ง

ยาระบาย…ไม่สามารถทดแทนดีท็อกซ์

ทางเลือกแรกของผู้ที่มีปัญหาขับถ่ายก็คือ ยาระบาย ที่มีฤทธิ์ช่วยให้กากอาหารหรืออุจจาระในลำไส้ใหญ่ถูกขับออกมา  โดยตัวมันจะไปดึงน้ำออกจากผนังลำไส้เข้าเจือในเนื้ออุจจาระเพื่อให้อุจจาระนิ่มขับถ่ายออกได้โดยง่าย แต่การใช้ยาระบายไม่อาจชะล้างคราบตะกรันที่พอกหนาบนผนังลำไส้หรือทำความสะอาดลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรใช้ยาระบายในการรักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง  เพราะถึงยาระบายจะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น หรือทำให้ถ่ายได้เมื่อใช้ยา  แต่จะเห็นผลดีแค่ในช่วงแรกๆ เท่านั้น กินไปนานๆ ก็จะดื้อยาต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม และถ้าหากหยุดใช้ยาทันทีก็จะเกิดปัญหาท้องผูกตามมา เนื่องจากยาพวกนี้ได้ทำลายความสามารถของลำไส้ใหญ่ในการขับถ่ายตามธรรมชาติแบบถาวรไปเสียแล้ว คนที่ใช้ยาระบายเป็นประจำจึงหยุดยาไม่ได้  แถมยังทำให้อาการท้องผูกเป็นมากขึ้นอีก

ดีท็อกซ์ มีดีกว่าแค่ทำตามๆ กันไปไม่ให้ตกกระแส แต่อันที่จริงการดูแลสุขภาพตามแนวธรรมชาติบำบัดใช่จะมีเฉพาะดีท็อกซ์ ยังมีธรรมชาติบำบัดอย่างอื่นที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดี เช่น คีเลชั่น  แพทย์แผนจีน  ไฮเปอร์แบริค  วารีบำบัด อโรมาเธอราปี กายภาพบำบัด โภชนบำบัด สมาธิบำบัด ดนตรีบำบัด นาฎบำบัด ฯลฯ ใครที่ไม่เทใจให้กับการแพทย์แผนปัจจุบันเต็มร้อยสามารถใช้ธรรมชาติบำบัดเพื่อสุขภาพที่ดีควบคู่กันไปก็ไม่เสียหายแต่อย่างใดค่ะ

ล้างลำไส้ดีต่อสุขภาพอย่างไร
1. ช่วยทำความสะอาดสำไส้ อุจจาระ แบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป
2. ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้แข็งแรงและทำงานได้มากขึ้น จึงช่วยผลักดันของเสีย เช่น กากอาหาร และอุจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น และไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ การล้างลำไส้ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียมาอุดตัน
4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ปกติอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม
5. ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 60-70% การล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายโดยรวมจะสามารถดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับละลายและเจือจางเมือกที่สะสมอยู่ในผนังลำไส้ให้ขับออกได้สะดวกขึ้น
—————————————————-
มีปัญหาท้องผูกเรื้อรังรักษาได้หรือไม่
สามารถรักษาได้ การล้างลำไส้จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกเรื้อรังให้ค่อยๆ ดีขึ้นได้ โดยร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ที่ท้องผูกด้วย เช่น รับประทานผักผลไม้มากขึ้น, ขับถ่ายให้เป็นเวลา, ดื่มน้ำมากขึ้น, ออกกำลังกาย เป็นต้น
—————————————————-
ล้างลำไส้ทำได้บ่อยแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการรักษา เช่น ถ้ารักษาเพื่อให้อาการโรคเรื้อรังดีขึ้น เพื่อลดไข้ เพื่อลดอาการปวดหลังหรือปวดศีรษะ จะทำหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์จนอาการดีขึ้น แต่ถ้าวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวตามปกติ และเพื่อให้ร่างกายสดชื่นควรจะทำทุก 1 เดือน จนกว่าอาการท้องผูกจะดีขึ้น พร้อมทั้งต้องดูแลเกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน ออกกำลังกาย และเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ดังนั้นการล้างลำไส้จะบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นกับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล และผลการรักษา อย่างไรก็ตาม แพทย์เชื่อว่าการล้างลำไส้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในการรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ
—————————————————-
หากล้างลำไส้บ่อยๆ จะส่งผลเสียอะไรหรือไม่
การล้างลำไส้เป็นกระบวนการรักษาตามธรรมชาติ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถทำได้บ่อยครั้งโดยไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด อายุที่เหมาะสมในการทำคือ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้สูงอายุหรือมีปัญหาสุขภาพต้องมีการปรับให้เหมาะสม ซึ่งหากท่านมีปัญหาสุขภาพไม่แน่ใจว่าทำได้หรือไม่ควรปรึกษาแพทย์
—————————————————-
ล้างลำไส้มีโอกาสที่ลำไส้จะทะลุหรือไม่
ไม่ต้องกังวลว่าลำไส้จะทะลุ เนื่องจากในการล้างลำไส้แพทย์จะสอดหลอดสวนทวารเข้าทางทวารหนักลึกแค่ 2 นิ้วเท่านั้น จากนั้นน้ำยาจะถูกปล่อยเข้าลำไส้ตามแรงดึงดูดของโลก ไม่มีแรงดันจากเครื่องหรือกลไกอื่นใด อีกทั้งผู้ถูกสวนยังสามารถเบ่งถ่ายน้ำออกได้ตลอดเวลา แรงดันน้ำจึงไม่เพิ่มมากเกินกว่าที่ลำไส้จะรับไว้ได้
—————————————————-
การล้างลำไส้จะทำให้สูญเสียเกลือแร่ไปกับการขับถ่ายหรือไม่
ไม่ เพราะส่วนใหญ่ของเสียต่างๆที่ถูกขับออกมาขณะล้างลำไส้ก็คืออุจจาระที่รวมตัวเป็นก้อนซึ่งร่างกายได้ดูดซึมน้ำและเกลือแร่เอาไว้แล้ว ดังนั้น ปริมาณเกลือแร่ที่สูญเสียออกจากร่างกายจึงเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อย และร่างกายยังสามารถทดแทนได้จากการดูดซึมน้ำเกลือแร่หรือน้ำยาที่สวนเข้าไป
หลังล้างลำไส้จะมีอาการอ่อนเพลียหรือไม่
ไม่มีอาการอ่อนเพลีย หลังทำสามารถกลับไปทำงาน หรือออกกำลังกายได้ตามปกติ
—————————————————-
ข้อห้ามในการล้างลำไส้
1. ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลำไส้โดยเปิดลำไส้ให้ขับถ่ายทางหน้าท้อง
2. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤติที่ยังควบคุมไม่ได้
3. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจที่ยังควบคุมไม่ได้
4. เด็กและสตรีมีครรภ์
5. ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนเพลียมากๆ
6. ผู้ป่วยช่องท้องอักเสบ (Peritonitis)
7. ผู้ที่มีแผลในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีโอกาสจะทะลุได้
8. ผู้ที่มีลำไส้ใหญ่อุดตันแบบ Complete Obstruction
9. ผู้ที่เป็นไส้เลื่อน / มะเร็งลำไส้
10. ผู้ที่ผ่าตัดช่องท้อง ไม่เกิน 3 เดือน
11. ผู้ที่เป็นริดสีดวงอักเสบบวมแดง ถ่ายเป็นเลือดสด ๆ
—————————————————-

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ล้างลำไส้ / 1 ครั้ง 800 บาท
ล้างลำไส้ / คอร์ส 3 ครั้ง 2,250 บาท
ล้างลำไส้ / คอร์ส 5 ครั้ง 3,700 บาท
ล้างลำไส้ / คอร์ส 10 ครั้ง 7,200 บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons