ฉีดไขมัน (lipofilling)

ฉีดไขมัน (Lipofilling)

ฉีดไขมัน (lipofilling) เติมเต็มความสวยให้ใบหน้า

เมื่อวัยเพิ่มขึ้นสัญญาณเตือนแห่งวัยเริ่มปรากฏชัดเจนบนใบหน้า อย่างแก้มที่เคยอวบอิ่มเริ่มตอบ ร่องแก้มลึกขึ้น มีร่องใต้ตา เป็นต้น ปัญหาที่มาพร้อมวัยอย่างนี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก และทำให้ความมั่นใจถดถอยลงโดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามทั้งหลาย ถ้าไม่อยากถูกทักว่าเป็น “ป้า” ให้เสียความมั่นใจยิ่งไปกว่าเดิม การพึ่งวิธีทางการแพทย์ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ อย่างการฉีด ฟิลเลอร์  เพื่อเติมเต็มในจุดบกพร่องดังกล่าวก็เป็นวิธีที่ดี หรือจะเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่นิยมทำกันมากขึ้นในปัจจุบันนั่นก็คือ การฉีดไขมัน (Lipofilling) ก็ตอบโจทย์อยู่ไม่น้อย

อันที่จริงการฉีดไขมันสามารถช่วยเติมเต็มจุดบกพร่องไม่เฉพาะแค่บนใบหน้า แต่ยังใช้เพิ่มความหนาของชั้นใต้ผิวหนังบริเวณส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ต้องการได้ด้วย มาดูว่าการฉีดไขมันช่วยแก้ไขอะไรได้บ้างกันพอสังเขป

  • แก้ปัญหาหน้าผากแบนหรือขมับตอบบุ๋ม โดยการฉีดไขมันเพิ่มความนูนของหน้าผากหรือช่วยให้ขมับเต็มขึ้นได้
  • แก้ปัญหาบริเวณใต้ตา เช่น ร่องใต้ตาลึก หรือผิวบริเวณใต้ตาบางทำให้เห็นเป็นรอยดำคล้ำหรือรอยเส้นเลือด การฉีดไขมันจะทำให้ชั้นใต้ผิวหนังหนาขึ้นและสวยเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ริ้วรอย ร่องลึกต่างๆ เช่น รอยเหี่ยวย่นใต้ตา แก้มตอบ ร่องแก้มลึก รอยย่นรอบปาก เป็นต้น การฉีดไขมันจะช่วยเพิ่มความอวบอิ่ม ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ฉีดเต้านมเติมในกรณีเสริมซิลิโคนแล้วเห็นขอบซิลิโคนชัดเจน หรือขนาดเต้านมไม่เท่ากัน สามารถแก้ไขด้วยการเติมไขมันเสริมเข้าไปได้

สำหรับไขมันที่นำมาใช้ฉีดก็ไม่ใช่ของใครอื่น แต่เป็นของตัวผู้มารับการรักษาเอง โดยดูดได้จากหลายตำแหน่งในร่างกาย ได้แก่ บริเวณหน้าท้อง, ต้นขา,  สะโพก การใช้ไขมันที่เป็นเนื้อเยื่อของตัวเองมีข้อดีคือ มีความปลอดภัยมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องของอาการแพ้ ที่สำคัญไขมันเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิตและมีสเต็มเซลล์ไขมันเป็นองค์ประกอบอยู่จึงช่วยฟื้นฟูสภาพความมีชีวิตชีวาของผิวหน้าให้อ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติได้ดี และจะไม่ไหลไปตามบริเวณข้างเคียงจนทำให้ผิวหนังแข็งเป็นก้อนๆ ด้วย

ปัจจุบันการฉีดไขมันได้มีการพัฒนาเทคนิคเพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการพัฒนาทำกันตั้งแต่ขั้นตอนการเจาะดูดไขมัน โดยแพทย์จะดูดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายโดยใช้หัวดูดที่มีรูขนาดเล็ก และใช้กระบอกดูดหรือไซริงค์ขนาดเล็ก จะค่อยๆ ดูด ไม่ใช้แรงมากเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ไขมันเสียหาย ไขมันที่ได้จึงมีชีวิต มีคุณภาพสูง ลดปัญหาไขมันสลายและตายได้ดี หลังทำตำแหน่งที่เจาะดูดไขมันจะเป็นเพียงแผลขนาดเล็กเท่าหัวเข็มที่ใช้ดูด ไม่ต้องเย็บแผล ใช้เพียงพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เท่านั้น

เมื่อได้ไขมันมาแล้วก็จะมาทำการปั่นแยก โดยใช้เทคนิคให้ได้ไขมันที่มีคุณภาพสูง และทำให้ไขมันที่จะนำมาใช้ฉีดมีขนาดเล็กลง ก่อนฉีดจะทำความสะอาดใบหน้าและใช้วิธีฉีดยาชาบริเวณที่จะเติมไขมันเพื่อจะได้ไม่รู้สึกเจ็บ จากนั้นแพทย์จะฉีดไขมันเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการโดยใช้เข็มขนาดเล็ก

การฉีดไขมันด้วยเทคนิคใหม่นี้ เนื่องจากไขมันที่ฉีดมีขนาดเล็กบวกกับแพทย์จะฉีดในชั้นผิวหนังที่เหมาะสม ทำให้การจัดเรียงตัวของไขมันเป็นระเบียบ ผิวหนังจึงเรียบเนียนไม่เป็นก้อนหรือเป็นคลื่นของผิวหนัง นอกจากนั้นการที่เซลล์ไขมันมีชีวิตและมีคุณภาพสูงทำให้โอกาสติดหรือรอดชีวิตของเซลล์ไขมันมีสูง แพทย์จึงไม่จำเป็นต้องฉีดไขมันเผื่อจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อนที่เทคนิคการเก็บไขมันหรือการปั่นแยกยังไม่ดีเหมือนสมัยนี้ แพทย์จะต้องฉีดไขมันเผื่อให้มากไว้ก่อนเนื่องจากเซลล์ไขมันมักจะมีการตายและจะหดตัวหรือลดจำนวนลงประมาณ 30-50% ซึ่งการฉีดเผื่อไปมากก็จะทำให้บริเวณที่ฉีดเติมไขมันดูใหญ่กว่าที่ต้องการได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เช่น ถ้าฉีดบริเวณแก้ม จะดูแก้มป่องเป็นซาลาเปา ต้องรอเวลาให้ค่อยๆ ยุบตัวลง แต่ถ้าเป็นการฉีดด้วยเทคนิคใหม่ก็จะดูอวบอิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ต้องการเลย และการต้องมาฉีดเติมซ้ำก็ลดลงด้วย

การฉีดไขมันด้วยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นนี้จึงช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการบวมช้ำ และเวลาพักฟื้นให้น้อยลง อย่างถ้าเป็นการฉีดไขมันแบบเดิมหลังฉีดจะค่อยๆ คงที่และอยู่ตัวใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ขณะที่เทคนิคล่าสุดในปัจจุบันจะมีอาการบวมอยู่ประมาณ 1 – 2 วัน และค่อยๆ คงที่และอยู่ตัวใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

สำหรับการเตรียมตัวก่อนฉีดไขมัน ก็เช่นเดียวกับการเตรียมตัวผ่าตัดทั่วไป เช่น ต้องแจ้งประวัติสุขภาพและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ แจ้งประวัติการแพ้ยา การรับประทานยาและอาหารเสริม แพทย์จะให้งดรับประทานยาหรืออาหารเสริมที่มีผลกับการแข็งตัวของเลือด เช่น  Aspirin, Ibuprofen, วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม ใบแปะก๊วย น้ำมันปลา ก่อนรับการรักษา 2 สัปดาห์ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก็จะช่วยลดอาการบวมหรือความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้

หลังฉีดไขมันบนใบหน้าก็ต้องดูแลตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดด้วยเพื่อไม่ให้มีผลแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ตามมา เช่น ควรประคบด้วยเจลเย็นประมาณ 2-3 วัน และนอนศีรษะสูง เพื่อให้ใบหน้าลดบวมลงเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง อาหารแข็งที่ย่อยยาก อาหารร้อนจัด งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ต่อเนื่องไปอีก 2 สัปดาห์ ไม่ควรนวดหน้าแรงๆ เพราะจะกระตุ้นให้ไขมันเหลือปริมาณน้อยลงจากปกติได้ ในกรณีที่แพทย์จะอนุญาตให้นวดคือนวดเพื่อลดอาการเป็นไตในบริเวณที่ฉีดโดยนวดเบาๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก และอย่าลืมรับประทานยาตามเวลาที่แพทย์สั่ง

โดยทั่วไป ไขมันที่ฉีดจะอยู่ได้นานเท่าไรนั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่ถ้าหลังฉีดไปแล้ว 6 เดือน ไขมันยังคงเหลืออยู่ก็จะอยู่ไปได้ถาวร อย่างไรก็ตามการสลายตัวของไขมันบางส่วนก็ยังเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งปริมาณการสลายตัวของไขมันนั้นขึ้นกับธรรมชาติของแต่ละคนและในแต่ละตำแหน่งของร่างกายก็มีการสลายตัวที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นจึงอาจต้องมีการมาเติมไขมันเพิ่ม 1 – 2 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ที่สุด

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
Filler Aquamid (Poly - gel) 16,000 บาท
Restylane 1 ml. 14,000 บาท
Restylane vital light 14,000 บาท
Restylane sub Q (ราคารวมค่า Blunt canula แล้ว) 30,000 บาท
Restylane with lidocane 1 ml. 16,000 บาท
Restylane Perlane with lidocane 1 ml. 16,000 บาท
Restylane vital 1ml. 16,000 บาท
Restylane volyme 18,000 บาท
Restylane defyne 18,000 บาท
Juvederm ultra 1 ml. 14,000 บาท
Juvederm ultra plus 1 ml. 16,000 บาท
Juvederm Vobella with lidocane 1ml. 16,000 บาท
Volume 1 ml. 18,000 บาท
Volift 16,000 บาท

หัตถการที่เกี่ยวข้อง

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons