คอตีบ

ถึงจะได้ยินชื่อโรคนี้มานานก็ไม่ได้หมายความว่าวางใจได้ ทุกวันนี้คอตีบก็ยังเป็นโรคที่น่ากลัว เพราะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคคอตีบเกิดขึ้นเฉพาะในเด็ก แต่ จริงๆ แล้วคอตีบเป็นได้ทั้ง “เด็ก” และ “ผู้ใหญ่” ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน

คอตีบ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ดิฟทีเรีย (Diphtheria)เป็นโรคติดต่อเฉียบพลันที่มีอันตรายร้ายแรง มักระบาดในฤดูหนาว แต่ในบ้านเราพบได้ประปรายตลอดทั้งปี พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค สาเหตุเกิดจากเชื้อคอตีบ  ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า  Corynebacterium diphtheria โดยเชื้อจะอยู่ในจมูกหรือลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการซึ่งจะเป็นพาหะ (carrier) แพร่เชื้อนี้ให้กับคนอื่นได้ เชื้อสามารถติดต่อกันได้ง่ายทางปากหรือทางการหายใจ จากการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด  บางครั้งการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือ เด็กเล็กที่ชอบดูดอมของเล่นร่วมกัน ก็อาจติดเชื้อโรคนี้ได้ เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนมีโอกาสติดเชื้อหลังจากภูมิต้านทานจากแม่หมดลง หรือเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบก็จัดอยู่ในข่ายเสี่ยงเช่นกัน ส่วนผู้ใหญ่อย่าคิดว่าโตแล้วจะไม่เป็น ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันโรคก็มีสิทธิ์เป็นคอตีบได้

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัว 2-6 วัน แต่อาจจะนานกว่านี้ได้ โดยอาการมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ด้วยอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว อาจมีน้ำมูกคล้ายหวัด เจ็บคอ กลืนอาหารไม่ได้ และมีอาเจียนร่วมด้วย ต่อมาจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก มีเสียงดังครู้ป ไอเสียงแหบ ตัวเขียว อาจชักและหมดสติถึงตายได้

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ มักตรวจพบว่าผู้ป่วยจะมีไข้ หายใจหอบ ถ้าตรวจในลำคอ โดยให้ผู้ป่วยอ้าปากดูจะพบว่ามีแผ่นขาว ปนเทา (White-grayish membrane)เป็นฝ้าติดทอนซิลและผนังคอ ซึ่งฝ้านี้มักขูดออกยาก เวลาขูดมักมีเลือดออก เนื่องจากเยื่อบุผิวของลำคอก็เป็นส่วนหนึ่งของฝ้าด้วย ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ ในรายที่เป็นรุนแรงจะมีคอบวมโต ที่เรียกว่า “Bull neck”

    โรคคอตีบอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน ที่สำคัญได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบประสาทอักเสบ, ไตอักเสบ นอกจากนั้นยังอาจพบ หูอักเสบ, ปอดอักเสบ ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า คอตีบเป็นโรคที่มีอันตราย โดยเฉพาะอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือแก้ไขทันท่วงที พ่อแม่ที่มีบุตรหลาน ซึ่งมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคคอตีบ ควรรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที เพราะหากเนิ่นช้าออกไป อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากประวัติ อาการ และ อาการแสดง รวมถึงการนำหนองในคอไปตรวจ ย้อมดูเชื้อ และเพาะเชื้อด้วยเทคนิคเฉพาะทางการแพทย์

ถ้าพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคคอตีบจริง แพทย์จะให้ยาต้านพิษคอตีบ (Diphtheria Antitoxin)ร่วมกับยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลลิน, อีริโทรมัยซิน เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละรายไป

ในรายที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข แพทย์จะทำการเจาะคอช่วยหายใจ นอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจคลื่นหัวใจเพื่อดูอาการทางหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ หากพบจะได้ทำการแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ แม้เมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลไปแล้วก็ยังต้องเฝ้าระวัง  อาการแทรกซ้อนทางหัวใจต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง  จนกว่าจะแน่ใจหรือพบว่าการตรวจหัวใจด้วยไฟฟ้าไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด

เนื่องจากเชื้อคอตีบ สามารถอยู่ในคอผู้ป่วยได้นานถึง 30 วัน ดังนั้น ในขณะรักษาจำเป็นต้องแยกผู้ป่วยออกต่างหาก โดยเฉพาะ เสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ควรทำการกำจัดหรือทำลายเชื้ออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองมีเด็กคนอื่นที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อพิจารณาให้ยาป้องกันด้วย

โดยปกติ โรคนี้สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า โดยการฉีดท๊อกซอยด์ป้องกันโรคคอตีบ ซึ่งมักทำในรูปวัคซีนรวม (DPT) โดยเริ่มฉีดในเด็กอายุ 2-3 เดือน ฉีด 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 เดือน แล้วฉีดกระตุ้นหลังครั้งสุดท้ายประมาณ 1- 1 ½  ปี กับเวลาเด็กเข้าโรงเรียน (4-7 ปี) และเวลามีโรคระบาด ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสามารถฉีดวัคซีนรวมดังกล่าวเพื่อป้องกันโรคคอตีบได้เช่นกัน

    โปรดระลึกไว้เสมอว่า โรคคอตีบมีอันตรายร้ายแรงต่อบุตรหลานของท่าน หรือแม้แต่กับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็มีโอกาสเป็นคอตีบได้ ฉะนั้น เพื่อความไม่ประมาท ควรป้องกันโดยการฉีดวัคซีนป้องกันเสีย ซึ่งไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงที่จะปฏิบัติได้ หากมีข้อสงสัยก็ให้สอบถามได้จากแพทย์ตามสถานพยาบาลทุกแห่งที่คุณสะดวก

 

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
อัตราค่ารักษาพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาเป็นผู้ประเมิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1723
Show Buttons
Hide Buttons