ก้อนเนื้อที่เต้านมถือเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้หญิง มีอยู่ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย เนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา (Fibroadenoma) ซีสต์เต้านม (Fibrocystic change) และมะเร็งเต้านม (Breast cancer) โดยซีสต์เต้านมจะเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน โตก่อนรอบเดือนจะมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมา ส่วนใหญ่ผู้ที่มีซีสต์เต้านมมักเจ็บที่ก้อน ขณะที่กลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งมักไม่เจ็บ ร้อยละ 90 ของคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ระยะแรกจะมีก้อน ไม่เจ็บ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บไม่เป็นไร ปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนใหญ่ขึ้นมากจนรู้สึกเจ็บ จึงควรมาตรวจคัดกรองและรักษากับสูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาล

ก้อนที่เต้านมเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย อาจพัฒนาเป็นเนื้องอก หากผ่าตัดออกจะหายขาดได้ หรืออาจพัฒนาเป็นมะเร็ง หากพบตั้งแต่ระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาด ดังนั้น การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อเต้านมออกจึงเป็นทั้งการนำชิ้นเนื้อไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเนื้องอกชนิดใดและการรักษาด้วย

การผ่าตัดเต้านม (Mastectomy: MRM) คือวิธีรักษาทางศัลยกรรมเพื่อนำเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ เช่น ก้อนมะเร็ง, ซีสต์ หรือเนื้องอกออก มีทั้งการผ่าตัดเก็บรักษาเต้านมเฉพาะจุดและการผ่าตัดออกทั้งหมด เพื่อยับยั้งการลุกลามและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
รักษาโรคมะเร็งเต้านม การผ่าตัดมะเร็งเต้านมเป็นวิธีสำคัญในการกำจัดเซลล์มะเร็งเต้านมออกไปจากเต้านม เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตและป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย
ลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรมในครอบครัว หรือมีการกลายพันธุ์ของยีนที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม การผ่าตัดเชิงป้องกันจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้
การผ่าตัดช่วยบรรเทาอาการจากก้อนเนื้อที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด หรือความรู้สึกไม่สบายตัวอันเนื่องมาจากขนาดหรือตำแหน่งของก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม
ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ การผ่าตัดเต้านมมีส่วนช่วยลดโอกาสที่เซลล์ผิดปกติจะลุกลามหรือกลับมาเป็นใหม่ในอนาคต
แมมโมแกรม (Mammography) สามารถตรวจพบมะเร็งขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถคลำได้ ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี เนื่องจากเนื้อเต้านมยังแน่น อาจทำให้มองก้อนหรือสิ่งผิดปกติได้ไม่ชัด
อัลตราซาวนด์ มักทำร่วมกับแมมโมแกรม ในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปีแนะนำให้ทำอัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียว
การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะนำเซลล์ไปตรวจ (Fine Needle Aspiration) แผลจะมีขนาดเล็กประมาณ 3 มิลลิเมตร จะเก็บชิ้นเนื้อประมาณ 4-5 ครั้ง ใช้เวลา 15-20 นาที และนำชิ้นเนื้อส่งตรวจเพิ่มเติมทางพยาธิวิทยา วิธีนี้เป็นเพียงการเจาะตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ จากรอบๆ ก้อนออกมาให้พอตรวจ ไม่ได้ตัดก้อนออกทั้งหมด
ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรคลำเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้ง หลังหมดประจำเดือน 7 วัน และควรตรวจโดยแพทย์เป็นประจำทุกๆ 3 ปี
ผู้หญิงอายุ 20-35 ปี ตรวจเฉพาะอัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 1 ครั้ง
ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรม (Digital mammogram) และอัลตราซาวนด์ อย่างน้อย 1 ครั้ง
ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรม และอัลตราซาวนด์ปีละครั้ง

ไฟโบรซิสติค (Fibrocystic Disease) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุด มักมีก้อนโตขึ้นและเจ็บเต้านมก่อนมีรอบเดือน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อรอบเดือนหมด
ไฟโปรอดีโนมา (Fibroadenoma) เป็นก้อนเนื้อแข็ง ขนาด 1-5 เซนติเมตร มักไม่เจ็บแต่จะรู้สึกคัดเต้านมบ้าง หากคลำเต้านมช่วงก่อนมีรอบเดือนจะรู้สึกเหมือนกลิ้งไปมาได้
เซลล์ไขมันในเต้านมถูกทำลาย (Fat Necrosis) เกิดจากเต้านมได้รับแรงกระแทกรุนแรงและมีเลือดออกในเต้านม มักพบผิวหนังด้านบนมีลักษณะช้ำเลือดช้ำหนอง สามารถหายเองได้หรือผ่าตัดเอาออก
ซีสต์ (Cysts) คือ เนื้องอกที่เป็นลักษณะถุงน้ำ ซึ่งแพทย์จะรักษาโดยการเจาะเอาของเหลวออก หากของเหลวนั้นไม่มีสีหรือออกเป็นสีเขียวก็ไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม แต่หากของเหลวมีเลือดเจือปนอาจต้องตรวจหามะเร็งเพิ่มเติม
ผู้เป็นเนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่าตัดก้อนเนื้องอกเต้านมออกไปแล้วยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำตำแหน่งเดิมหรือมีก้อนขึ้นที่อื่นอีก ประมาณร้อยละ 5
ผู้เป็นซีสต์เต้านมที่มีลักษณะเป็นซีสต์เนื้อ
ผู้ที่อักเสบเรื้อรัง เช่น ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) หรือเป็นฝีที่ไม่สามารถรักษาหายได้โดยใช้ยา
กลุ่มเสี่ยงสูงทางพันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือญาติสายตรงเคยพบก้อนเนื้อที่เต้านมมาก่อน หรือตรวจเต้านมพบการกลายพันธุ์ของยีน เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดโรคสูง
ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม ผู้ที่ต้องผ่าตัดเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม เฉพาะผู้มีข้อบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่มีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีเลือดออกจากหัวนมเรื้อรัง
เนื้องอกเต้านมชนิดธรรมดา มักจะไม่หายเอง ต้องผ่าตัดออก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดออกตั้งแต่ตอนที่ขนาดของก้อนยังไม่ใหญ่ จะได้ไม่เกิดแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ส่วนกรณีที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่มาก อาจต้องผ่าตัดโดยการวางยาสลบ
ซีสต์เต้านม แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นซีสต์น้ำหรือซีสต์เนื้อ หากเป็นซีสต์น้ำจะรักษาด้วยวิธีเจาะแล้วดูดออก แต่หากเป็นซีสต์เนื้อจำเป็นต้องตรวจให้แน่ชัดก่อนว่าเป็นแค่ก้อนซีสต์ไม่ใช่เนื้อร้ายจึงจะผ่าออก
มะเร็งเต้านม แนวทางการรักษามีทั้งการผ่าตัด ฉายรังสี เคมีบำบัด ใช้ฮอร์โมนบำบัด และการใช้ยาพุ่งเป้า (targeted therapy)

หากตรวจพบว่าไม่ใช่เนื้อร้าย คนไข้ที่ยังกังวลใจหรือไม่อยากมีก้อนในเต้านมอีกต่อไป จะมีแนวทางรักษาอย่างไร?
– ผ่าตัดก้อนเต้านมออกด้วยการเปิดแผลที่ผิวหนัง เป็นวิธีมาตรฐานโดยการผ่าตัดแบบซ่อนแผลในตำแหน่งต่างๆ ของเต้านมเพื่อความสวยงาม ขนาดแผลจะเท่าๆ กับก้อนเนื้อหรือใหญ่กว่าเนื่องจากต้องมีช่องทางเพื่อเข้าไปตัดก้อนและนำก้อนออก
– การตัดและดูดก้อนเนื้อเต้านมผ่านแผลขนาดเล็ก เป็นเทคนิคการผ่าตัดก้อนที่เต้านมผ่านเข็ม โดยใช้เครื่องเจาะดูดชิ้นเนื้อด้วยระบบสุญญากาศ ข้อดีคือมีแผลที่เต้านมเล็กเพียง 1 เซนติเมตร
– การทำลายก้อนเนื้อเต้านมด้วยความเย็น (Cryoablation) เป็นการรักษาโดยใช้เข็มนำความเย็น เข้าไปจี้ทำลายก้อนในเต้านมโดยตรงจะทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็วและทำลายก้อนในที่สุด