การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้รูปร่างที่สวยงามสมส่วน ซึ่งการลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูนนั้น จะช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น รับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากพื้นที่ภายในกระเพาะอาหารลดลง นอกจากนี้ ยังมีการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตร่วมด้วย ซึ่งนอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว สุขภาพของผู้เข้ารับการใส่บอลลูนก็จะดีขึ้นด้วย

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Gastric Balloon) คืออะไร?

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร เป็นการลดน้ำหนักชนิดหนึ่งที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยา โดยการส่องกล้องใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารคล้ายกับการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารทั่วไป ภายในบอลลูนจะใส่น้ำเกลือผสมกับสารสีฟ้าที่เรียกว่าเมทิลีนบลู (Methylene Blue) ในปริมาตร 400 ถึง 500 ซีซี เพื่อลดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารรู้สึกอิ่มตลอดเวลา และรับประทานอาหารได้ลดลงกว่าเดิม โดยบอลลูนสามารถปรับเพิ่มหรือลดขนาดได้ภายหลัง แต่หากผู้เข้ารับการใส่บอลลูนพอใจกับน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ก็สามารถนำบอลลูกออกก่อนครบ 1 ปีได้

 

ประโยชน์ของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  • เป็นการลดน้ำหนักโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่เจ็บตัว และไม่มีบาดแผล
  • ไม่ต้องรับประทานยาเพื่อลดน้ำหนัก
  • บอลลูนจะเข้าไปลดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มตลอดเวลาและรับประทานอาหารได้ลดลงกว่าเดิม ส่งผลให้ฮอร์โมนเกี่ยวกับความหิวหลั่งลดลง ทำให้รู้สึกหิวน้อยลง
  • โดยเฉลี่ยสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า 24 กิโลกรัม ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • เป็นวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ
  • ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จะได้รับการดูแลตลอดการรักษาอย่างครบวงจร โดยทีมอายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหาร นักปรับพฤติกรรม และนักโภชนาการ
  • นอกจากน้ำหนักที่ลดลงมาแล้ว ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากมีการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตร่วมด้วย
  • ภายหลังนำบอลลูนออก ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จะเกิดความเคยชินกับพฤติกรรมในขณะใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จึงสามารถนำพฤติกรรมดังกล่าวไปปฏิบัติหลังจากนำบอลลูนออกจากกระเพาะอาหารแล้วได้ ทำให้เป็นการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและปลอดภัย

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่เหมาะกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร จะคำนวณจากค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ซึ่งผู้ที่เหมาะสมจะต้องมีค่า BMI ระหว่าง 30 ถึง 50 หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วนและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยวิธีการคำนวณหาค่า BMI มีดังนี้

ดัชนีมวลกาย
=
น้ำหนัก (กิโลกรัม)
(Body Mass Index หรือ BMI)
ส่วนสูง (เมตร2)

 

ยกตัวอย่างเช่น

31
=
95
1.752

 

ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่ไม่เหมาะกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ได้แก่ สตรีมีครรภ์ ในกรณีที่ใส่บอลลูนแล้วและเกิดการตั้งครรภ์ แพทย์จะนำบอลลูนออกทันที เนื่องจากอาจส่งผลต่อคุณแม่และทารกในครรภ์, ผู้ที่มีความผิดปกติของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เช่น เป็นแผลในกระเพาะ กรดไหลย้อนรุนแรง หรือเคยผ่าตัดรัดกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เป็นต้น, ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือกินยาละลายลิ่มเลือด และผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

 

การเตรียมตัวก่อนใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  • ก่อนเข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อม โดยแพทย์จะตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และตรวจเลือดเบื้องต้น (Lab Pre Operation) ส่องกล้องเพื่อดูความพร้อมของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคประจำตัว ซึ่งต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติจึงจะสามารถใส่บอลลูนได้
  • ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนต้องรับประทานยาลดกรด Miracid (Omeprazole) ก่อนอาหารเช้าและเย็น เป็นเวลา 14 วัน
  • งดสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ของหมักดอง

ขั้นตอนการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  • เมื่อถึงวันนัดหมาย ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนเปลี่ยนชุดของทางโรงพยาบาล, ถอดแว่นตา, คอนแทคเลนส์และฟันปลอม วัดความดันโลหิต ชีพจร และระดับออกซิเจนในเลือด
  • ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะได้รับการพ่นยาชาที่บริเวณลำคอ หรือกลั้วปากด้วยยาชาจะรู้สึกชาและหนาที่บริเวณลำคอ มีการให้ยานอนหลับเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยคลายกังวลขณะทำหัตถการ
  • แพทย์จะเริ่มทำการส่องกล้องใส่บอลลูน โดยใส่อุปกรณ์ช่วยในการอ้าปาก (Mouthpiece) เพื่อช่วยอ้าปากระหว่างทำการใส่บอลลูน จากนั้นค่อยๆ สอดบอลลูนช้าๆ เข้าไปทางปากลงไปยังหลอดอาหาร จนกระทั่งไปถึงกระเพาะอาหาร เมื่อบอลลูนอยู่ในตำแหน่งทีเหมาะสม แพทย์จะทำการใส่น้ำเกลือผสมกับสารสีฟ้าที่เรียกว่า เมทิลีน บลู (Methylene Blue) ในปริมาตร 400 ถึง 500 ซีซี หลังจากบอลลูนได้ถูกเติมน้ำในปริมาตรที่เหมาะสมแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ดึงอุปกรณ์ออก ทั้งนี้ การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

 

ผลข้างเคียงหลังการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

หลังการรักษา ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารจะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นมากภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์แรก ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานยาลดกรดและยากันอาเจียนควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร อาเจียนมากจนกระทั่งหลอดอาหารหรือกระเพราะอาหารปริ ลำไส้อุดตัน เป็นต้น

 

การปฏิบัติตนและการติดตามผลหลังการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  • ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะได้รับการนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อดูอาการ หากมีอาการแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มากๆ พยาบาลจะให้รับประทานยาลดกรดและยาแก้อาเจียน
  • เมื่ออาการผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารดีขึ้น นักโภชนาการจะจัดตารางการรับประทานอาหาร เพื่อปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยในระยะแรกผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากพื้นที่ของกระเพาะอาหารลดลง ดังนั้น จึงต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดูดซึมง่าย เช่น น้ำเปล่า นม น้ำผลไม้ โยเกิร์ต ซุปใส ต้มจืด เป็นต้น
  • นักปรับพฤติกรรม จะคอยสอบถามการเปลี่ยนแปลงหลังการใส่บอลลูน แนะนำการออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตประจำวัน และดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด โดยสามารถปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางช่องไลน์ (สัญลักษณ์ Line)
  • สามารถใช้ชีวิตประจำวันและออกกำลังกายได้ตามปกติ ยกเว้นการออกกำลังกายที่มีการเปลี่ยนแปลงของแรงดันมากๆ เช่น ดำน้ำ ฟุตบอล มวยไทย สามารถเดินทางเครื่องบินได้ตามปกติ เนื่องจากมีการค่อยๆ ปรับแรงดัน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อบอลลูนในกระเพาะอาหาร
  • เมื่อผ่านไป 3 เดือน จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณร้อยละ 10 จากน้ำหนักเดิม โดยผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตใหม่หลังการใส่บอลลูน 9 เดือนขึ้นไป และสามารถทำให้เป็นพฤติกรรมถาวรได้ โดยจะต้องพบแพทย์เดือนละครั้ง เพื่อติดตามผลการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร
  • เมื่อครบ 6 เดือน ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ต้องกลับมาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดบอลลูนให้ได้ขนาดที่เหมาะสม กรณีเกิดอาการผิดปกติขณะใส่บอลลูน เช่น น้ำหนักลดลงเร็วเกินไป อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบได้ เนื่องจากมีการดึงพลังงานจากตับและกล้ามเนื้อหัวใจมาใช้ ดังนั้น การที่น้ำหนักลดลงเร็วเกินไปจึงไม่เป็นผลดี หากมีอาการดังกล่าวควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และเมื่อใส่บอลลูนครบ 1 ปีแล้ว แพทย์จะปล่อยน้ำในบอลลูนออกและส่องกล้องเพื่อนำบอลลูนออกจากกระเพาะอาหาร

 

การรับประทานอาหารหลังใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารต้องใส่ใจ เพราะการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การควบคุมชนิดและปริมาณอาหารหลังการใส่บอลลูน จะช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก ทำให้ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนประสบกับความสำเร็จดังเป้าหมายที่ได้ตั้งใจไว้ โดยอาหารสำหรับผู้เข้ารับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร มีดังนี้

food

อาหารหลังผ่าตัดใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

วันที่ 1 – 7 วันที่ 8 – 14 วันที่ 14 – 21 ตั้งแต่วันที่ 21 เป็นต้นไป
วันแรก จิบน้ำเปล่า ชั่วโมงละ ¼ ของแก้ว รับประทานนม/โยเกิร์ตน้ำผัก/ผลไม้ปั่นมันฝรั่งบด รับประทานขนมปัง/ก๋วยเตี๋ยว/ข้าวสวยนิ่มๆ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
วันที่ 2 ดื่มน้ำผลไม้ รับประทานซุปใส เริ่มรับประทานปลา/ไก่บด(ไม่ติดหนัง) แต่สามารถรับประทานได้หลังจาก 8 วันไปแล้ว เนื้อสัตว์บด/สับละเอียด
วันที่ 3 เป็นต้นไป ให้รับประทานอาหารเหลว เช่น น้ำผลไม้ นม โยเกิร์ต สามารถดื่มชา/กาแฟได้ เริ่มรับประทานไข่ได้หลังจาก 11 วันไปแล้ว ผัก/ผลไม้บดละเอียด(เอาเมล็ดออก)

อาหารหลังผ่าตัดใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารตั้งแต่วันที่ 21 เป็นต้นไป

วัน/มื้ออาหาร มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น
วันจันทร์ โจ๊กหมูใส่ไข่ สลัดปลาแซลมอลย่าง ซอสพริกไทยดำ เกาเหลาราดหน้าผักรวมอกไก่
วันอังคาร ซีเรียล+นมขาดมันเนย ข้าวไรซ์เบอร์รี่+แกงส้มมะละกอกุ้ง สลัดผักนัวไข่ต้ม
วันพุธ ข้าวต้มปลา อกไก่ย่าง+ผักเห็ด 3 อย่าง สุกี้น้ำหมู
วันพฤหัสบดี โยเกิร์ตไขมัน 0% ผลไม้รวม ข้าวไรซ์เบอร์รี่+ไข่พะโล้หมูตุ๋น ซีซ่าสลัด
วันศุกร์ ข้าวต้มไรซ์เบอร์รี่+ผัดเต้าหู้ทรงเครื่อง สปาเก็ตตี้ทะเลผัดแห้ง ลุยสวนไก่สับ
วันเสาร์ แซนวิชโฮลวิตไส้ทูน่า+กาแฟดำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่+แกงจืดสาหร่ายหมูสับ (ต้มเลือดหมู) แรตแทตทุย
วันอาทิตย์ กราโนล่าข้าวโอ๊ตน้ำผึ้ง ไก่ม้วนไส้แครอทแตงกวาหน่อไม้ฝรั่งราดน้ำสลัดงา สลัดอโวคาโด้กุ้ง

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • ไม่ควรรับประทานครั้งละมากๆ
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
  • ขณะรับประทานอาหารไม่ควรทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การดูโทรทัศน์
  • ห้ามดื่มน้ำอัดลม
  • ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว
  • ควรสังเกตอาการผิดปกติ หากปวดท้องหรือมีอาการผิดปกติให้หยุดรับประทานอาหารนั้นทันที
  • รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ ให้ตรงเวลา ห้ามอดอาหารหรือรอจนกระทั่งหิวแล้วค่อยรับประทาน

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักนั้นเป็นวิธีที่มีมานาน และได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เมื่อใส่บอลลูนครบ 1 ปีแล้ว ผู้เข้ารับการใส่บอลลูนจะสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง รูปร่างดีขึ้น รวมทั้งมีสุขภาพที่ดีขึ้น การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคอ้วนหรือคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ทั้งนี้ ควรทำโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารและทีมงานที่เชี่ยวชาญนะคะ

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ตรวจทางเดินอาหารด้วยการกลืนแคปซูล (Capsule Endoscopy) 1 คืน 50,000 บาท
ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพื่อวินิจฉัย Colonoscope 19,500 บาท
ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพื่อการรักษา Colonoscope 28,000 บาท
ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นเพื่อวินิจฉัย Gastroscope 11,500 บาท
ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นเพื่อการรักษา Gastroscope 21,500 บาท
ส่องกล้อง Gastrocope - Colonoscope ในเวลาเดียวกันเพื่อวินิจฉัย 24,000 บาท
ส่องกล้อง Gastrocope - Colonoscope ในเวลาเดียวกันเพื่อการรักษา 31,000 บาท
ส่องกล้องตรวจทวารหนักส่วนปลาย Sigmoidoscopy 15,500 บาท
ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน ERCP เพื่อการวินิจฉัย 70,000 บาท
ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน ERCP เพื่อเอานิ่วออก 99,000 บาท
ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน ERCP with stent ที่เป็นโลหะ เพื่อระบายน้ำดี 120,000 บาท
ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและท่อตับอ่อน ERCP with stent ที่ไม่ใช่โลหะ เพื่อระบายน้ำดี 110,000 บาท
การใส่บอลลูนกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก (Gastric Balloon) 1 คืน 120,000 บาท
ส่องกล้องใส่สายให้อาหารผ่านหน้าท้องเข้ากระเพาะอาหาร 29,000 บาท
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนบน (CT Upper Abdomen) 7,500 บาท
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องทั้งหมด (CT Whole Abdomen) 14,000 บาท
การเจาะตับนำเนื้อเยื่อและเซลล์ตับมาวิเคราะห์ วิธี U/S Guides Biopsy อาศัยการอัลตราซาวน์ค้นหาตำแหน่ง 9,000 บาท
การเจาะตับนำเนื้อเยื่อและเซลล์ตับมาวิเคราะห์ วิธี CT Guides Biopsy อาศัยการเอกซเรย์ค้นหาตำแหน่ง 14,000 บาท
การใส่ท่อระบายน้ำดีกรณีภาวะท่อน้ำดีอุดตัน (Percutaneous Transhepatic Biliary Drainage) 22,000 บาท
การดูดเพื่อนำเนื้อเยื่อและเซลล์ตับมาวิเคราะห์ วิธี U/S Guides FNA อาศัยการอัลตราซาวน์ค้นหาตำแหน่ง 6,000 บาท
การดูดเพื่อนำเนื้อเยื่อและเซลล์ตับมาวิเคราะห์ วิธี CT Guides FNA อาศัยการเอกซเรย์ค้นหาตำแหน่ง 10,000 บาท
การสวนแป้งแบเรียมตรวจลำไส้ใหญ่ (ฺBarium Enema) 3,500 บาท
การกลืนแป้งแบเรียมตรวจทางเดินอาหาร-หลอดอาหาร (ฺBarium Swallowing) 2,500 บาท
ตรวจทางเดินน้ำดีใช้เข็มเจาะ (Percutaneous Transhepatic Cholangiography:PTC) 6,500 บาท
อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) 1,700 บาท
อัลตราซาวด์ช่องท้องทั้งหมด (Ultrasound Whole Abdomen) 2,500 บาท
เอกซ์เรย์ (X-ray) (Plain Film) 400 บาท/1ส่วน

หัตถการที่เกี่ยวข้อง

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons