การแมะ

การแมะ ด้วยแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนจีน เป็นศาสตร์ที่ใช้ธรรมชาติในการป้องกัน บำบัด รักษา ฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่าร่างกายมนุษย์นั้นล้วนสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม หากคนเราใช้ชีวิตอย่างขาดสมดุลจะทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยได้ นอกจากนี้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนยังได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับในระดับสากลอีกด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคของศาสตร์แพทย์แผนจีนมี 4 อย่างคือ การมองดู (ดูจากสีหน้า รูปร่าง และลิ้น) การดม (ดมกลิ่นปากและกลิ่นกาย) การถาม (สอบถามอาการ ประวัติ และระยะเวลาการเจ็บป่วย) และการแมะ (การจับชีพจรตามตำราแพทย์จีน) ซึ่งข้อมูลจากการตรวจทั้ง 4 อย่างนี้ แพทย์จะนำไปวินิจฉัยว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไร

และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ “การแมะ” หรือว่าการจับชีพจรตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยกัน ว่ามีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

การวินิจฉัยผู้ป่วยด้วยการแมะ

การแมะคือ การจับชีพจรเพื่อตรวจดูการทำงานของอวัยวะภายใน การไหลเวียนของโลหิตและปริมาณสารจำเป็นในร่างกาย โดยสามารถบ่งบอกว่าร่างกายมีภาวะร้อนเกินไป เย็นเกินไป หรือระบบการทำงานของอวัยวะใดทำงานผิดปกติ เมื่อคนไข้เป็นโรคมีอาการผิดปกติที่อวัยวะใด ร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาทางเส้นชีพจร ทั้งนี้การตรวจวินิจฉัยจะได้ผลออกมาแม่นยำหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์

วิธีการแมะ

แพทย์จะใช้นิ้วมือทั้ง 3 นิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง แตะลงบนชีพจร ตรงบริเวณเส้นเลือดแดง ใกล้ข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ โดยใช้นิ้วกลางวางตรงบริเวณที่กระดูกข้อมือนูนขึ้นมา (จุดกวน) นิ้วชี้วางถัดจากนิ้วกลางไปทางปลายนิ้วของคนไข้ (จุดชุ่น) และใช้นิ้วนางวางถัดจากนิ้วกลางไปทางต้นแขน (จุดฉือ) โดยให้ทั้ง 3 นิ้ววางเรียงกัน

การแมะนั้น แพทย์จะทำการแมะมือทั้ง 2 ข้างของคนไข้ เพราะจุดตำแหน่งทั้ง 3 จุดของมือแต่ละข้าง จะแสดงถึงอวัยวะภายในที่ต่างกันดังนี้

ตำแหน่งจับชีพจร

จุดตำแหน่ง

แขนซ้าย ใช้ตรวจสอบ

แขนขวา ใช้ตรวจสอบ

จุดชุ่น หัวใจ , ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ , ปอด
จุดกวน ตับ , ถุงน้ำดี ม้าม , กระเพาะอาหาร
จุดฉือ ไต (หยิน) ไต (หยาง)

การสังเกตในระหว่างทำการแมะ

  • ระดับการแมะ การเต้นของชีพจรว่าอยู่ตื้นหรืออยู่ลึกของแต่ละตำแหน่งทั้ง 3 จุด
  • ความถี่และจังหวะของการเต้นชีพจร ตรวจว่าเต้นเร็วหรือช้า จังหวะการเต้นของชีพจรสม่ำเสมอหรือไม่
  • ลักษณะของเส้นเลือด ดูจากความกว้างของเส้นเลือด ความตึงแข็งหรืออ่อนนิ่มของเส้นเลือด
  • ลักษณะการเต้นของชีพจร มีการเดินของชีพจรแรงหรือเบา ไหลลื่นหรือไม่

ลักษณะชีพจร

  • ชีพจรคนปกติ จะมีลักษณะการเต้นของชีพจรที่ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ไม่ลึก ไม่เร็ว ไม่ช้า แต่ในชีพจรของคนปกตินั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอายุ เพศ เวลา ร่างกาย สภาพจิตใจ เช่น คนออกกำลังกายมาใหม่ๆ จะมีชีพจรที่เต้นเร็ว
  • ชีพจรคนป่วย มีลักษณะหลายรูปแบบและซับซ้อน ซึ่งจังหวะในการเต้นแต่ละแบบสามารถบ่งบอกอาการหรืออาการผิดปกติกับอวัยวะที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชีพจรเต้นค่อย แรง ขาด หรือฝืด เป็นต้น

เมื่อได้ข้อมูลจากการตรวจแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยโรค จากนั้นจึงพิจารณาการรักษาในหลายรูปแบบ เช่น ยาสมุนไพร การฝังเข็ม การกดจุด การนวด หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและโรคที่คนไข้เป็น ซึ่งจะต้องทำการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การแมะนับเป็นหลักสำคัญของการตรวจวินิจฉัยหาความผิดปกติต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของแพทย์ ต้องทำควบคู่ไปกับทักษะการดู การดม และการสอบถาม เพื่อการวินิจฉัยโรคและกลุ่มอาการที่ถูกต้อง ครบถ้วน และแม่นยำนั่นเอง

ค่ารักษา

เพิ่มเติม
การรักษา ราคา(บาท)
ค่าแมะ 300 บาท
ฝังเข็ม (แพทย์แผนจีน) 800 บาท
รมยา (ครั้ง) 350 บาท
อบความร้อนด้วยโคม (ชม.) 200 บาท
ครอบแก้ว (ส่วน) 400 บาท
กวาซา (ส่วน) 400 บาท
ปล่อยเลือด (จุด) 200 บาท
นวดกดจุด (ครั้ง) 600 บาท
เมล็ดผักกาดแปะหู (ครั้ง) 300 บาท
ประคบด้วยยาสมุนไพร (ส่วน) 400 บาท
ค่าต้มยาสมุนไพรจีนพร้อมบรรจุซอง (ต่อซอง) 10 บาท
ค่าปรุงยา (บด/ผัด/ผสม) สมุนไพร พร้อมบรรจุซอง 100 บาท

เกร็ดความรู้

เพิ่มเติม
Show Buttons
Hide Buttons